E-DUANG : สีสัน อภิปราย ไม่ไว้วางใจ สะท้อน แนวโน้ม การเมือง

สีสันของญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจอันถือว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้ายในวาระทางรัฐสภาจากยุคแห่งการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562
ไม่เพียงแต่โดยการจัดวาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เป็นรัฐมนตรีคนสุดท้ายในการอภิปรายเท่านั้น
หากแต่ประเมินจากการแสดงบทบาทในการอภิปรายต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็สัมผัสได้ในกระบวนการนำเสนอ”ข้อมูล”ของผู้อภิปรายแต่ละคน
เห็นการเริ่มต้นจาก นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย เห็นการขยายรายละเอียดผ่านเอกสารและหลักฐานจาก นายวาโย อัศวรุ่งเรือง จากพรรคก้าวไกล
ยิ่งเมื่อถึงกรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็สัมผัสได้ในการจัดเรียงลำดับของการอภิปรายระหว่าง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล
กลายเป็น”วิธีวิทยา”อันสะท้อนกระบวนการทำงานการเมือง
ภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นระบบและผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมเป็นอย่างสูง
นั่นก็คือ วางความจัดเจนของการอภิปรายอยู่บนฐานข้อมูลอันรัดกุมและเป็นกระบวนการ
หากมองจากภาพรวมของการแสดงออกผ่านญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจก็สัมผัสได้ในการเปลี่ยนผ่าน จากยุคแห่ง”อะนาล็อก”เข้าสู่ยุคแห่ง”ดิจิทัล”อย่างเด่นชัด
ไม่มีอีกแล้วที่จะถือเอา”โวหาร”แต่เพียงด้านเดียว ตรงกันข้าม เป็นโวหารบนฐานแห่ง”ข้อมูล”
ทั้งยังเป็นข้อมูลที่สะท้อนการเสาะหาและการสังเคราะห์
อย่าแปลกใจหากรัฐมนตรีบางคนอย่างเช่น นายศักดิ์สยาม ไกรฤกษ์ แห่งพรรคภูมิใจไทย และ นายจุติ ไกรฤกษ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เกิดสภาวะงันชะงัก
ไม่เพียงเพราะข้อมูลจาก”ผู้อภิปราย”แต่ละคนจะร้อยรัดอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน หากแต่”ผู้อภิปราย”บางคนยังนำเสนอ
เอกสารและข้อมูลในเชิง”ประจักษ์”อย่างยากจะตอบได้ทันที
ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจเมื่อประสานเข้า กับกระบวนการทำงานของ”ผู้แทนราษฎร”ยุคใหม่ ในร่มธงพรรค การเมืองยุคใหม่จึงก่อให้เกิดนวัตกรรม
มีบทบาทเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณถึงการเมืองยุค”ใหม่”
อย่างที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สำแดงให้เป็นที่ปรากฏทั้งในระหว่างการหาเสียงเมื่อดำรงอยู่ในสถานะของ”ผู้บริหาร”
ทั้งหมดย่อมฉายชี้ไปถึงยุคใหม่ที่จะมากับการเลือกตั้งใหม่
