bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ความแปลกหน้าของมุสลิม (จบ)

13.10.2017

ย้อนอ่าน ความแปลกหน้าของมุสลิม (1) 

ดังที่กล่าวแล้วว่า มุสลิมเคยอยู่ร่วมกับคนศาสนาอื่น หรือคนศาสนาอื่นเคยอยู่ร่วมกับมุสลิม มาด้วยความสงบสุขเกือบตลอดประวัติศาสตร์ แต่พอถึงศตวรรษที่ 20 มุสลิมกับคนในศาสนาอื่นกลับอยู่ร่วมกันได้ยากขึ้น บางครั้งถึงกับฆ่าฟันกันล้มตายเป็นหลายแสน จนต้องพากันอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในที่ใหม่ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่ร่วมศาสนากับตน

หนึ่งในคำอธิบายที่ได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ ก็คือ ความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นนี้เป็นผลมาจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่งแน่ เพราะความบาดหมางอย่างรุนแรงเช่นนี้พบได้ในอาณานิคมหลายแห่ง นับตั้งแต่อิสราเอล-ปาเลสไตน์ในตะวันออกกลางถึงอินเดีย, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ก็พบได้ในดินแดนที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมโดยตรงของตะวันตกด้วย

ผมพบว่าความบาดหมางที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายของจักรวรรดินิยมโดยตรงนี้น่าสนใจ และขอพูดถึงบางกรณี

มุสลิมในแคว้นซินเกียงของจีนหรือที่เราเรียกว่าชาวอุยกูร์เป็นตัวอย่างหนึ่ง อันที่จริงจีนมีอิทธิพลครอบงำแคว้นนี้มานานแล้ว แต่ในทางปฏิบัติไม่ค่อยมีผลอะไรนัก เพราะไม่มีการอพยพใหญ่ของจีนฮั่นเข้ามาตั้งภูมิลำเนาจำนวนมากในซินเกียง รัฐบาลคอมมิวนิสต์เองต่างหากที่สนับสนุนให้ชาวฮั่นอพยพโยกย้ายเข้าไปอยู่ในซินเกียง จนบัดนี้กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของแคว้นไปแทนชาวอุยกูร์แล้ว

การเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเข้าสู่เศรษฐกิจตลาด ทำให้การแย่งชิงทรัพยากรเป็นไปอย่างเข้มข้นระหว่างคนสองชาติพันธุ์ ทั้งทรัพยากรใหม่ที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจตลาด และทรัพยากรที่มีอยู่เดิมแต่ถูกเปลี่ยนวิธีการใช้ประโยชน์

ความขัดแย้งด้านทรัพยากรถูกแปรให้ออกมาในรูปของความขัดแย้งด้านศาสนาและชาติพันธุ์ เพราะศาสนาและชาติพันธุ์เป็นอาวุธทางอัตลักษณ์อันเดียวที่ชนส่วนน้อยซึ่งกำลังสูญเสียสิทธิที่เคยมีมาแต่เดิมใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ได้ดี นี่ไม่ได้พูดเฉพาะเมืองจีนแห่งเดียว เมืองไทยก็ใช่ และฟิลิปปินส์ก็ใช่

เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับคนในศาสนาอื่นหลายกรณี ไม่เกี่ยวอะไรกับศาสนา อย่างน้อยก็ไม่เกี่ยวโดยตรง แต่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ซึ่งกระทบต่อทุกฝ่ายมากน้อยต่างกัน

อีกเหตุหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่ทำให้มุสลิมกับคนศาสนาอื่นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ยาก ก็คือการสร้างเส้นพรมแดนทางศาสนาให้ชัดขึ้น

ศาสนาในโลกตะวันออกไม่มีพรมแดนที่ชัดเจนนัก มุสลิมในอินเดียซึ่งที่จริงคือคนที่เคยเป็นฮินดูมาก่อน แต่มาเปลี่ยนศาสนาภายหลัง อาจไม่รู้สึกเลยว่าตัวเปลี่ยน “ศาสนา” เพราะแม้ในศาสนาฮินดูเอง ก็มีความแตกต่างเหลื่อมกันระหว่างฮินดูที่นับถือพระศิวะ, พระวิษณุ, พระคเณศ, ฯลฯ ไปจนถึงหนุมาน หรือแม้แต่ทศกัณฐ์ แม้แต่ถือพุทธก็ยังจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ศาสนา” เดียวกัน ดังนั้น การเข้ารีตนับถืออิสลาม ก็เป็นเพียงแต่มีพิธีกรรมและวิถีชีวิตบางอย่างที่แตกต่างจากลัทธิอื่นๆ ในอินเดียเท่านั้น การไม่กินหมู ไม่ทำให้มุสลิมแตกต่างจากฮินดู ซึ่งมีตั้งแต่เป็นมังสวิรัติ หรืออย่างน้อยก็ไม่กินสัตว์ใหญ่

มุสลิมในอินเดียยังใช้ระบบวรรณะเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของตน เช่น เป็นมุสลิมด้วยกัน แต่ไม่มีวันแต่งงานข้ามวรรณะกันเป็นอันขาด

ผมคิดว่าการเปลี่ยน “ศาสนา” ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ก็น่าจะเหมือนกัน คือกระทบต่อชีวิตของประชาชนไม่สู้จะมากนัก วัฒนธรรมด้านจิตวิญญาณของชวาก็ยังอยู่กับมุสลิมชวาสืบมาจนทุกวันนี้ เพียงแต่การเข้าถึงสุญญตากลายมาเป็นเข้าถึงพระเจ้าแทนเท่านั้น

นักศึกษาตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ต่างหากที่เห็นว่าการเปลี่ยนศาสนาในภูมิภาคนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนชาวบ้านทั่วไปรู้สึกแต่ว่าตัวลื่นไหลไปสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ

ในภาคใต้ของไทยไปจนถึงตอนเหนือของมาเลเซีย การผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรมระหว่างมุสลิมและพุทธ กลายเป็นลักษณะพิเศษทางวัฒนธรรมของคนแถบนั้น ชาวพุทธรับเอาประเพณีและคำมลายูมาใช้โดยไม่รู้สึกผิดแปลกอะไร เช่นเดียวกับชาวมุสลิมมลายูก็รับเอาทั้งประเพณีและคำไทยไปใช้โดยไม่รู้สึกอะไรเหมือนกัน

แต่การลื่นไหลในพื้นที่ซึ่งถูกเรียกในภายหลังว่า “ศาสนา” นี้ มาสิ้นสุดลงเมื่อมิชชันนารีฝรั่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์เพิ่มมากขึ้น เพราะมิชชันนารีนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปมาเผยแพร่ปลูกฝังคนตะวันออก ทั้งคนที่ยอมเปลี่ยนเป็นคริสเตียน และคนอื่นๆ โดยทั่วไปด้วย นั่นคือจำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งความเชื่อของตนเองกับของผู้อื่นให้ชัด เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มที่เป็นคาทอลิก กับกลุ่มที่ประท้วงต่อต้านคาทอลิก สองกลุ่มนี้นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน ยึดถือคัมภีร์เล่มเดียวกัน ซ้ำยังรับเอาพิธีกรรมเก่าหลายอย่างมาปฏิบัติเหมือนกันอีกด้วย แตกต่างกันที่ “นักบวช” เท่านั้น จึงจำเป็นต้องขีดเส้นความเชื่อของตนให้ชัดว่าแค่ไหนเป็นคาทอลิก แค่ไหนไม่ใช่

คนในโลกตะวันออกไม่รู้จะขีดเส้นอย่างนี้ไปทำไม แต่เมื่อศาสนาที่มีเส้นพรมแดนแบบคริสต์เผยแผ่ในเอเชีย ย่อมเกิดเส้นพรมแดนระหว่างศาสนาพื้นเมืองกับศาสนาคริสต์ขึ้นโดยปริยาย และเพื่อจะปกป้องตนเองมิให้ถูกคริสเตียนครอบงำ นักปราชญ์ของศาสนาพื้นเมืองทั้งหลายก็ต้องพัฒนาเส้นพรมแดนในศาสนาของตัวขึ้นด้วย พื้นที่ความเชื่อทางศาสนาที่คนเคยลื่นไหลได้อย่างเสรี ก็เริ่มชนกับเส้นพรมแดนนี้ เริ่มมองเห็นว่ามีคนอยู่อีกฟากหนึ่ง และเริ่มเหม็นขี้หน้าของคนอีกฟากหนึ่งด้วยความไม่ไว้วางใจ

ในขณะที่ศาสนากลายเป็นก้อน ที่ไม่อาจกลืนเข้าหากันได้อย่างในอดีต นักปราชญ์ของศาสนาต่างๆ ในเอเชีย ก็พยายามรื้อฟื้นคำสอนของศาสดาขึ้นใหม่ให้มีพลังที่จะเผชิญกับคริสต์ศาสนา อันที่จริงหากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ นักปราชญ์เอเชียทำอย่างนี้ตลอดมาก่อนหน้าที่มิชชันนารีจะเผยแผ่ศาสนาคริสต์อย่างกว้างขวางด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไร ที่จะดำรงอยู่สืบเนื่องมาเป็นพันๆ ปีถึงปัจจุบันได้ ก็เพราะมีนักปราชญ์คอยตีความคำสอนให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่เสมอ

แต่การรื้อฟื้นศาสนาในเอเชียช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาจแตกต่างจากการกระทำอย่างเดียวกันในอดีต ตรงที่ว่า ต่างก็อาศัยกรอบโครงของการตีความที่มีในศาสนาของตะวันตกเป็นบรรทัดฐาน นักปราชญ์ฮินดูพบว่าเทคโนโลยีที่มีฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์นั้น มีมาแล้วตั้งแต่ในคัมภีร์พระเวท เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ผู้แต่งกิจจานุกิจบอกว่ากำเนิดโลกในคติของพระพุทธศาสนา ตรงกับวิทยาศาสตร์เสียยิ่งกว่าทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลกของคริสเตียนเสียอีก ส่วนอิทธิปาฏิหาริย์ทั้งหลายก็เป็นเพียงอุบายในการสื่อคำสอนให้ง่ายสำหรับสามัญชนเท่านั้น คำสอนของขงจื๊อถูกนักปราชญ์จีน, เวียดนาม, เกาหลี ประณามว่าเป็นเหตุให้บ้านเมืองล้าหลังก็มี

แต่บางคนก็พยายามดึงเอาแก่นแกนของคำสอน ซึ่งเน้นวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และโลกวิสัย ว่าคือหัวใจของความเข้มแข็งของบ้านเมือง หากรื้อฟื้นกลับขึ้นมาได้

ผมขอสรุปความพยายามของนักปราชญ์ทางศาสนาในศตวรรษที่ 19 ของเอเชียนี้ว่า การทำศาสนาให้เป็นตะวันตก (Westernization) ผลก็คือ ศาสนากลายเป็นเพียงส่วนเดียวของวิถีชีวิตเหมือนคริสต์ศาสนาของตะวันตก คิดถึงชาวพุทธไทยแล้วกันครับ เรากินเหล้ากินยาร่วมกับฝรั่งได้ โดยไม่มีใครเอะใจว่า เฮ้ยวันนี้วันพระ ผมขอนั่งเฉยๆ ไม่ร่วมดื่ม ซึ่งอาจทำให้ทุกคนในวงรู้สึกอึดอัดไปหมด อันที่จริง แม้แต่ใครนับถือศาสนาอะไรเราก็ไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ เกือบจะไม่ต่างอะไรกับการกลัวผี-ไม่กลัวผี กลัวก็คบกันได้ ไม่กลัวก็คบกันได้ หรือแต่งงานกันได้

อย่างที่กล่าวในตอนที่แล้วน่ะครับว่า มิติทางฆราวาสวิสัยท่วมทับศาสนาทุกศาสนาไปหมด แม้ไม่ได้สมาทานวิทยาศาสตร์และลัทธิปัจเจกชนนิยมเท่าฝรั่งก็ตาม

แต่ทั้งนี้ยกเว้นมุสลิม เพราะเหตุใด ผมมีความรู้ไม่พอจะอธิบายได้ เพียงแต่จะชี้ให้เห็นพัฒนาการที่ต่างกันบางอย่างระหว่างอิสลามในโลกยุคใหม่กับศาสนาอื่นๆ ของเอเชีย

ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ก็เหมือนศาสนาอื่นๆ ของเอเชีย นักปราชญ์มุสลิมในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอียิปต์และซีเรีย ซึ่งต้องเผชิญกับการครอบงำของจักรวรรดินิยมตะวันตก ต่างพากันเสนอการปรับศาสนาอิสลามให้เข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ตะวันตกนำเข้ามา แต่ความคิดเช่นนี้แพร่หลายอยู่เฉพาะมุสลิมที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่หรือแผนตะวันตกจำนวนไม่มากนัก แม้จะแผ่ลงมายังสถาบันการศึกษาตามจารีตอยู่บ้าง แต่ไม่เข้มข้นนัก ตำราฝรั่งมักเรียกความเคลื่อนไหวทางสติปัญญาและวิชาความรู้ในสังคมมุสลิมช่วงนี้ว่า modernism หรือลัทธิทันสมัยนิยม

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ขยายจากตะวันออกกลางมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ปอเนาะของโต๊ะครูที่เป็น modernist มีตั้งขึ้นทั้งในชวา, สุมาตรา, รัฐมลายูของอังกฤษ และบางส่วนก็เลยจากกลันตันข้ามเข้ามายังรัฐมลายูของไทยบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังมีปอเนาะประเภทนี้น้อยกว่าปอเนาะที่สอนศาสนาตามประเพณี

หากดูข้อเสนอเกี่ยวกับการศึกษาของหะยีสุหรง ก็จะเห็นว่าได้อิทธิพลจากความเคลื่อนไหวทันสมัยนิยมอยู่บ้างเหมือนกัน ผมจำหนังของอัฟกานิสถานได้เรื่องหนึ่ง ที่พ่อมุสลิมซึ่งคงเป็นคนหัวใหม่สอนลูกชายว่า พิธีกรรมต่างๆ นั้นไม่สู้สำคัญนัก ให้ดำเนินชีวิตด้วยกฎตายตัวข้อเดียวก็พอ คืออย่าขโมย แล้วอธิบายเพิ่มว่าฆ่าคนก็คือขโมยชีวิตเขา เป็นชู้ก็คือขโมยเมียเขา โกหกคือขโมยความจริง และเมาเหล้าคือขโมยสติของตนเอง

แต่จะด้วยเหตุใด ผมก็อธิบายไม่ได้ ความเคลื่อนไหวนี้ซบเซาลงในโลกอิสลาม คล้ายกับมีปฏิกิริยาพลิกกลับของนักปราชญ์มุสลิมในสายประเพณี จนผมได้ยินนักวิชาการอิสลามในภาคใต้ท่านหนึ่งพูดในทำนองว่า นักคิดมุสลิมในสายทันสมัยนิยมเหล่านี้บิดเบือนคำสอนในศาสนา

ดังนั้น ผมจึงคิดว่ากระบวนการปรับศาสนาให้สอดคล้องกับตะวันตกของศาสนาอื่นๆ นั้น เอาตะวันตกเป็นเกณฑ์ (หรือพูดให้ชัดคือเอาวิทยาศาสตร์ตะวันตกและลัทธิปัจเจกชนนิยมของตะวันตกเป็นเกณฑ์) แล้วปรับคำสอนทางศาสนาให้สอดรับกับค่านิยมใหม่ที่เป็นของตะวันตก ในขณะที่กระบวนการเดียวกันนี้ของศาสนาอิสลามเป็นตรงกันข้าม คือเอาคำสอนของอิสลาม (หรือที่ถือกันมาว่าเป็นคำสอนของอิสลาม) เป็นเกณฑ์ ส่วนใดของตะวันตกที่เข้ากันได้ ก็รับเข้ามา แต่ที่เข้าไม่ได้ก็ไม่รับ เช่นผู้หญิงเล่นกีฬาก็ได้ เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้ห้าม แต่ก็ยังต้องแต่งกายรัดกุมตามคำสั่งทางศาสนาอยู่นั่นเอง

ในชีวิตของมุสลิมตามอุดมคติ มิติทางฆราวาสวิสัยต้องเป็นรองมิติทางศาสนาอยู่เสมอ

 

และด้วยเหตุดังนั้น วิถีชีวิตของชาวมุสลิมที่ดีจึงไม่แยกออกจากศาสนา ต่างจากศาสนิกของศาสนาอื่น มุสลิมจึงเป็น “คนแปลกหน้า” ของศาสนิกอื่นๆ จะกิน, จะนอน, จะแต่งงาน, จะเล่นกีฬา, จะแต่งกาย, จะนับพวก, จะพูดภาษาอะไร, จะแสดงความเคารพอย่างไร ฯลฯ จะทำอะไรก็ตามต้องทำให้ถูกตามหลักศาสนา

ศาสนาของศาสนิกอื่นๆ เหลือแต่เพียงความเชื่อ (หรือไม่เหลืออะไรเลย) ในขณะที่มีวิถีชีวิตที่อาจปรับเปลี่ยนไปในทางเดียวกันได้ แต่ไม่ใช่มุสลิม อิสลามเป็นมากกว่าความเชื่อ ยังรวมแทบจะทุกด้านของวิถีชีวิตอยู่ด้วย ความเป็น “คนแปลกหน้า” ของมุสลิมเช่นนี้ต่างหาก ที่ผมอยากสรุปว่าทำให้เกิดอคติในทางร้ายแก่ชาวมุสลิม ชาวพุทธ, ชาวฮินดู หรือแม้แต่ชาวคริสต์ในสมัยหนึ่ง อาจไม่มีอคติเช่นนี้กับมุสลิมเลย เพราะพวกเขาเองก็ไม่อาจแยกศาสนาออกจากวิถีชีวิตได้เหมือนมุสลิมเช่นกัน จึงเป็นเพียงคนที่ถือประเพณีต่างกันเท่านั้น

ผมควรกล่าวด้วยว่า หากศาสนามีความสำคัญแก่ผู้คนในสังคมมากอย่างเช่นสังคมอิสลาม จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้นำทุกฝ่ายย่อมอ้างศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งนั้น ทั้งฝ่ายที่ครองอำนาจและฝ่ายที่อยากจะแย่งอำนาจ อันที่จริงศาสนิกอื่นก็ทำอย่างเดียวกัน เพียงแต่สิ่งที่อ้างไม่เกี่ยวกับ “ศาสนา” เท่านั้น เช่น อ้างคอมมิวนิสต์, อ้างชาตินิยม, อ้างเสรีภาพและประชาธิปไตย, อ้างทุนนิยม, อ้างความเป็นไทยหรือความเป็นอเมริกัน, อ้างเสาหลัก ฯลฯ แล้วก็จับอาวุธฆ่ากันอยู่เสมอ

เพียงแต่มุสลิมย่อมอ้างอิสลาม จึงฟังดูแปลกกว่าที่คนอื่นเขาอ้างกันเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’