bg-single

ส.ส.พนิต วิกิตเศรษฐ์ ‘เสียงส่วนน้อยในประชาธิปัตย์’ วันที่คนนอกมอง ‘พรรคแตก’/รายงานพิเศษ

17.08.2022

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

ส.ส.พนิต วิกิตเศรษฐ์

‘เสียงส่วนน้อยในประชาธิปัตย์’

วันที่คนนอกมอง ‘พรรคแตก’

 

“ผมไม่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์แตก แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของคนที่เขามองว่าถ้าอยู่แล้วเขาไม่มีที่ทางที่ให้เขาสามารถเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไปได้ หรือคนที่เคยเป็น ส.ส.ก็อยากเป็น ส.ส.อีก คำว่า “พรรคแตก” ไม่ได้หมายถึงว่ามีการแก่งแย่งหรือโค่นล้มให้เกิดปัญหาขึ้น และตัวผมเองไม่เคยโทษผู้บริหารพรรค แต่ขณะเดียวกันในสถานะสมาชิกต้องมองว่าผู้บริหารพรรคจะสามารถทำให้พรรคเราเดินหน้าได้อย่างไร” คือคำเปิดใจจากพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่โหวตแตกต่างจากมติพรรคหลายวาระ

ส.ส.พนิตเล่าว่า เข้ามาอยู่ในพรรคนี้เกือบ 20 ปี ตั้งแต่สมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นคนเซ็นบัตรสมาชิกให้ ผ่านมาถึงยุคท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน, ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึงท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่มี “จุดยืน” แต่ได้รับเสียงน้อย และสไตล์การหาบริหารของคุณจุรินทร์กับคุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่เหมือนกัน ผมมองว่าไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ผู้บริหารองค์กรต่างก็มีสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน วันนี้หากสไตล์ของหัวหน้าพรรคเป็นแบบนี้ ถ้าคุณชอบก็ดำเนินงานต่อไป แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณก็ต้องเลือกทางเดินใหม่

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มีคนที่เก่งอยู่มาก แล้วพรรคก็เป็นสถาบัน ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีเจ้าของ ดังนั้น คนเก่งๆ ที่เข้ามาเขาก็มีความตั้งใจทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จ แล้วเมื่อมีคนออกไป คุณจะหาคนทดแทนได้หรือเปล่า ถ้าหาทดแทนได้ดีก็ไม่เป็นไร

แต่ผมมองว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะ “ขาดดุล” มากกว่าเกินดุล คนออกมากกว่าคนเข้า แต่ก็ไม่แน่นะ ช่วงปลายๆ ก่อนเลือกตั้งสัก 3-4 เดือน อาจจะมีคนเข้ามาเต็มเลยก็ได้ ผมก็ยังตอบไม่ได้ แต่วันนี้เองผมไม่อยากให้มองว่าพรรคแตก มันเป็นการเดินหน้าทำการเมืองของแต่ละท่าน

 

สําหรับการโหวตสวนมติพรรคที่ผ่านมา “พนิต” ยอมรับความจริงว่าผมมีแนวคิดทางการเมืองและจุดยืนวันนี้อาจจะไม่เหมือนกับเสียงส่วนใหญ่ของคนในพรรคประชาธิปัตย์ แล้วผมก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้ผิด แล้วผมก็ไม่ได้ผิด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องทุกครั้งที่ผมลงมติหรือตัดสินใจใดๆ ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ผมจะสามารถตอบตัวเองได้หมด ดังนั้น ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตตั้งแต่วันแรกว่าไม่เข้าร่วมรัฐบาล ผมพร้อมที่จะเปิดเผยว่าผมเองเป็น 1 ใน 16 คนที่เป็นเสียงส่วนน้อยที่โหวตว่าประชาธิปัตย์ไม่ควรเข้าร่วมรัฐบาล แน่นอนผมแพ้ก็ไม่มีปัญหา

ผมเคยถามตัวเองว่าการเข้าไปร่วมรัฐบาลคุณทำอะไรได้ในฐานะ ส.ส. ง่ายที่สุดถ้าคุณไม่แฮปปี้ คุณก็ลาออกไป แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของผม ผมคิดว่าถ้าเกิดมีอะไรที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากล ผมก็ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นยืนคัดค้าน

เช่น กรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าผมเชื่อว่ามีคณะรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหน หรือแม้แต่ใน ปชป.ทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ผมต้องกล้าตัดสินใจลงมติ แม้กระทั่งฝืนหรือสวนมติพรรค

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องรับให้ได้ก็คือ เมื่อคุณตัดสินใจเช่นนี้แล้วคุณต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ตั้งทัณฑ์บนไว้ เลวร้ายที่สุดคุณต้องยอมรับให้ได้ว่าถ้าเขาขับคุณออกจากพรรค

แต่ผมเองมีความเชื่อตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้วว่าเราไม่ควรไปร่วม ดังนั้น ถ้าเข้าร่วมเขาก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากผม ผมเลยต้องแยกตัวผมเอง หน้าที่ของผมและมติพรรคออกจากกัน ซึ่งหลายครั้งผมก็ต้องเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่ในพรรค แล้วถ้ามองกลับไปอีกรอบหนึ่งถ้าผมเป็นผู้บริหารพรรค ผมก็คงจะไม่พอใจตัว “นายพนิต” อยู่แล้ว

ผมไม่อยากอ้างว่าการลงมติไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและเป็นเอกสิทธิ์ เพราะถ้าผมอ้างอย่างนั้นคนอื่นจะดูไม่ดี

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม การทำการเมืองในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาผมกล้าพูดได้เลยว่าผมตอบตัวผมเองได้ทุกๆ มติที่ผมลงเกี่ยวกับการอภิปรายไม่วางใจและเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผมโหวตหลายครั้งค้านกับมติของพรรค เช่น พรรคไม่ยอมกรณีที่ฝ่ายค้านต้องการแก้ไขมาตรา 272 (เรื่องปิดสวิตช์ ส.ว.) ผมเองเป็นเสียงส่วนน้อย ผมต้องการแก้ ผมกดเห็นด้วยกับฝ่ายค้านที่เสนอประเด็นนี้

หรือย้อนไปเรื่องการทบทวนคำสั่ง ม.44 พรรคก็มีมติว่าไม่ให้ผ่าน ไม่ให้รับ ผมก็ไม่ยอมเพราะผมมองว่ามาตรา 44 เมื่อถึงจุดที่ คสช.หมดไปแล้วต้องเอามาทบทวน เพราะว่าบางอันมันไม่เหมาะสมแล้วก็ไม่เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม ผมก็โหวตสวนมติของพรรคไป

ผมเองก็ต้องกล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมา

 

ถามว่า ถ้าอนาคตพรรคพิจารณาไม่ส่งลงหรือให้อยู่อันดับที่ไม่เหมาะสมจะรู้สึกอย่างไร “พนิต” ถอนหายใจ พร้อมพูดว่า ด้วยความเต็มใจเลยนะครับ 100% เชื่อว่ามีผลกระทบแน่นอนต่ออนาคตทางการเมืองของผมกับสิ่งที่ผมดำเนินการลงไป และตัวผมเองก็จะไม่โทษผู้บริหาร เพราะว่าถ้าเขาปล่อยผม ระดับความมั่นใจในการบริหารอาจจะลดน้อยลง สำหรับผมอนาคตมันอยู่ที่ตัวผมแล้วครับ สิ่งที่ถามมาถูกเลย เขาอาจจะพิจารณาในการไม่ส่งผม ผมก็ต้องยอมรับนี่คือผลลัพธ์

แต่ถามว่าผมเสียใจหรือไม่ หรือถ้าย้อนเวลากลับไปได้ให้โหวตตามมติพรรคหมดเลย เพื่อให้เขาส่งเราเหมือนเดิม ผมก็พูดตรงๆ ว่าผมไม่เสียใจเลย

ย้อนกลับไปอีก 10 ครั้งผมก็จะทำเหมือนเดิมคือการไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และงดออกเสียงให้กับรัฐมนตรีหลายคนที่ผมรู้เลยว่ามีพฤติกรรมที่ทุจริตแน่

ถ้าอนาคตประชาธิปัตย์เขาไม่ส่งก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผมเองต้องเลิกการเมือง หรือไม่ได้หมายความว่าผมต้องออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ผมเองคิดว่าผมได้รับโอกาสจากพรรคและประชาชนให้มาเป็น ส.ส.สมัยนี้ ผมได้ทำหน้าที่ของผมได้ดีที่สุดแล้ว หากครั้งหน้าพรรคจะไม่ส่ง ผมก็อาจจะอยู่เฉยๆ เป็นสมาชิกก็ได้เพราะว่าเขาไม่ส่ง

หรือถ้าผมคิดว่าผมมีโอกาสที่จะทำอะไรได้ในทางการเมืองอยู่ในสภา ผมเองก็ต้องพิจารณา แต่ผมจะไม่ไปโทษใคร ผมจะไม่ไปโทษพรรคว่าไม่ส่งเพราะว่าสิ่งที่เราทำมา แล้วผมเองก็จะไม่โทษตัวเองที่ไม่ได้ลงมติเหมือนเขา

ผมเองจะไม่โทษอะไรทั้งสิ้น แต่จะเดินหน้าต่อไป

 

สิ่งที่ผมอยากจะทำคือเป็นนักการเมืองที่สามารถที่จะเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานการเมืองแล้วสนใจที่อยากจะเดินหน้าเข้ามาทำงานการเมือง ถ้าผมช่วยได้ผมก็อยากจะช่วย ไม่ว่าจะช่วยให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือช่วยให้กับพรรคอื่นๆ ผมจะใช้ประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา 20 ปีในทางการเมืองเป็นแนวทางให้กับคนที่สนใจการเมือง

ผมมองว่าคนรุ่นใหม่คืออนาคตจริงๆ วันหนึ่งเขาจะต้องศึกษาผมว่าทำไมผมถึงทำงานการเมืองแบบนี้ แล้วถ้าจะเดินต่อในแต่ละช่วงทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนี้

ตัวผมมีลูก 2 คน ลูกสาวคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเมืองเลย ส่วนลูกชายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ (ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.) สำหรับผมคือคนที่ผมคิดว่าถ้าเขามองผมแล้วบอกว่าพ่อตัดสินใจเรื่องนี้ถูก ผมจะภูมิใจ แต่ถ้าเขาบอกว่าพ่อตัดสินใจผิด ผมก็จะไม่โกรธ แล้วผมจะนำสิ่งที่เขาพูดมาทบทวนว่าเราควรจะต้องมองอะไร แต่ส่วนใหญ่จะคิดตรงกัน ดังนั้น สำหรับผมในอนาคตทางการเมืองผมอยากจะทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป แต่จะด้วยบทบาทไหนในฐานะผู้ให้ประสบการณ์ ผมอยู่ประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ 2545 ที่นี่ให้ชีวิตอนาคตทางการเมือง ผมก็ต้องตอบคำถามนี้ตรงๆ ว่าถ้าผมอยากเป็นผู้แทนฯ ต่อแล้วถ้าเขาไม่ส่งผม ผมต้องมาตัดสินใจว่าแล้วผมจะทำยังไงต่อเพื่อเป็นผู้แทนฯ ให้ได้ ต้องดูว่าใครพรรคไหนเห็นตัวตนของเราที่เขาอาจจะอยากได้

ผมตอบตรงๆ แบบลูกผู้ชายเลยว่าผมพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอและศึกษาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีแนวคิดแล้วเห็นตัวตนของเรา ว่าการทำงานการเมืองของผมที่ผ่านมา 20 ปีผมได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะ 3 ปีในสภาที่ผ่านมาผมทำอะไรไปบ้าง ถ้ามีผมก็ยินดีที่จะพูดคุยเพราะว่าไม่มีอะไรเสียหาย

แล้วถ้าเป็นพรรคการเมืองที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (ในช่วงที่ผมตัดสินใจเข้าการเมือง ลาออกจากอาชีพเดิม) เพื่อมาเข้าประชาธิปัตย์ ผมเองก็สนใจ ต้องบอกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมองพรรคประชาธิปัตย์ที่สำหรับนักการเมืองมืออาชีพและนักการเมืองรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาทำการเมือง เป็นสถาบันที่มีคนเก่งๆ เข้ามามาก

ถ้าผมจะย้ายพรรค ผมจะต้องหาพรรคการเมืองที่วันนี้คิดว่าอีก 20 ปีข้างหน้าผมจะอยู่กับพรรคที่สามารถเป็นสถาบันสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้วันนั้นผมอาจจะไม่เด็กแล้ว เพราะตอนนี้ผมอายุ 58 แล้ว แต่แนวคิดผมยังเป็นอย่างนี้อยู่

ติตดามชมคลิปได้ที่

https://www.youtube.com/c/MatichonWeekly

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร