bg-single

ผู้ซื้อ(อาวุธ)ที่ฉลาด! | สุรชาติ บำรุงสุข

27.04.2023

การจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยกลายเป็น “ดราม่า” ชุดใหญ่ ที่จนบัดนี้ยังไม่จบ แม้มีความพยายามอย่างมากที่จะต้อง “ปิดสตอรี่” ชุดนี้ให้จบก่อนที่รัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้น เพราะหากรัฐบาลประชาธิปไตยประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กรณีเรือดำน้ำไทยน่าจะเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องพิจารณาในอนาคต

ว่าที่จริง ปัญหาเรือดำน้ำเกิดมาโดยตลอด เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ให้แก่เรือดำน้ำที่ราชนาวีไทยได้สั่งต่อให้ กล่าวคือ จีนไม่สามารถทำตามเงื่อนไขสัญญาที่ต้องใช้เครื่องยนต์ของเยอรมนี (MTU 396) ในเรือดำน้ำนี้ได้ หรือกล่าวในทางสัญญาจัดซื้อจัดจ้างคือ เกิดการที่ผู้รับสัญญาไม่อาจดำเนินการตาม TOR ที่ลงนามไปแล้วนั่นเอง

ถ้าเรื่องเช่นนี้เกิดในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว รัฐสภาจะต้องจัดให้เกิดกระบวนการ “การไต่สวนในรัฐสภา” (parliamentary hearing) เพื่อให้ได้คำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นในการกระบวนการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ (ในประเด็นเรื่อง accountability- ความรับผิดชอบในตำแหน่งอำนาจหน้าที่)

แต่ในบริบทแบบการเมืองไทย ปัญหาเรือดำน้ำกลายเป็น “ความคลุมเครือ” ที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือ ไม่เคยมีคำตอบอย่างแท้จริงให้แก่ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีตั้งแต่ต้น จนเกิดสภาวะว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็น “เรื่องของทหาร” สังคมไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้และเกี่ยวข้อง หรือที่เป็นสำนวนในอดีตเรียกว่า “เขตทหารห้ามเข้า” … การจัดซื้อยุทโธปกรณ์เช่น กรณีเรือดำน้ำ กลายเป็น “เขตทหารห้ามเข้า” ในทางการเมืองอย่างชัดเจน

ว่าที่จริงแล้ว ผู้นำทหารควรต้องตระหนักว่า เรือดำน้ำนี้ไม่ได้ถูกจัดซื้อด้วยเงินส่วนตัวของรัฐมนตรีกลาโหมหรือผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าพวกเขาออกสตางค์ซื้อให้แก่กองทัพไทยแล้ว สังคมคงไม่จำเป็นต้องวิจารณ์อะไรมากนัก (ไม่ต่างกันกับปัญหาการจัดซื้อเอฟ-35 ของกองทัพอากาศ)

ฉะนั้น หากย้อนกลับไปดูในช่วงที่ผ่านมาแล้ว เราจะพบว่ากระทรวงกลาโหมและกองทัพไม่เคยแถลงเรื่องการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เรื่อง “ตลกไม่ออก-หัวเราะไม่ได้” กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อมีข่าวว่า ผู้บัญชาการทหารเรือไทย พยายามที่จะหาหนทางประนีประนอมกับจีนอย่างมาก เพื่อแก้ปัญหา “เรือดำน้ำไร้เครื่องยนต์” ด้วยการเปลี่ยนสัญญาจัดซื้อจาก “เครื่องยนต์เยอรมัน” ไปเป็น “เครื่องยนต์จีน” (CHD 620)

วันนี้ ผู้นำทหารไทยที่เป็น “ลูกค้าอาวุธจีน” จะมีท่าทีแบบ “ยอมจำนน” จีนจะเสนออะไร ผู้นำทหารไทยก็ต้องยอมรับ โดยไม่คำนึงว่า ข้อเสนอนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญาเพียงใดหรือไม่ก็ตาม ท่าทีแบบยอมจำนนเช่นนี้ ทำให้เกิดสถานะ “ผู้ซื้อที่ไร้อำนาจต่อรอง” และต้องคอย “งอนง้อ” ขอจีนไม่เลิก ทั้งที่ไทยเป็นผู้ซื้อ แต่ทำไมไทยเป็นผู้ซื้อแบบยอมจำนน จนทำให้เกิดคำถามตามมาลับหลังว่า จีนให้อะไรเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแก่บรรดา “นายพลเหล่าจัดซื้อ” ของกองทัพไทยหรือไม่ (นายพลในกองทัพไทยเมื่อเติบโตในทางราชการแล้ว พวกเขาหลายคนไม่ว่าจะอยู่ในเหล่าทัพใด มักย้ายสังกัดไปอยู่หน่วยเดียวกันคือ “เหล่าจัดซื้อ” ซึ่งเป็นเหล่าที่ใหญ่ที่สุด มีอิทธิพลมากที่สุด และเข้มแข็งที่สุดในกองทัพและกระทรวงกลาโหมไทย!)

ในกรณีเรือดำน้ำจึงน่าแปลกใจว่า ราชนาวีไทยไม่เคยแสดงบทบาทเป็น “smart buyer” การเป็นผู้ซื้อแบบยอมจำนน ทำให้เมื่อผู้ขายผิดสัญญาในสาระสำคัญคือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำ ฝ่ายทหารเรือไทยที่เป็นผู้ซื้อกลับยอมคิดตามข้อเสนอของจีนแบบง่ายๆ ว่า “ปลอดภัย-ไม่มีปัญหา” ทั้งที่การเปลี่ยนเครื่องยนต์นั้น เป็นประเด็นที่ผู้ซื้อต้องวินิจฉัยด้วยความ “ใคร่ครวญและรอบคอบ” และต้องไม่เริ่มคิดด้วยความต้องการเฉพาะหน้า ที่พวก “ลัทธิบูชาเรือดำน้ำ” ในกองทัพเรือ ที่มีคำตอบประการเดียวว่า ทร. ไทย จะต้องมีเรือดำน้ำเท่านั้น ถ้าปราศจากเรือดำน้ำแล้ว ทร. จะทำหน้าที่ในความเป็นกองทัพเรือไม่ได้

สิ่งที่ราชนาวีไทยจะต้องตอบให้ได้คือ เครื่องยนต์จีนมีประสิทธิภาพเท่ากับเครื่องยนต์เยอรมันจริงหรือไม่… เครื่องยนต์จีนจะใช้กับเรือดำน้ำได้จริงเพียงใด… การเอาเครื่องเรือรบบนผิวน้ำมาใช้กับเรือดำน้ำตามข้อเสนอของจีน เป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่… หากเกิดปัญหาทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของชีวิตลูกเรือไทยแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ (แค่ปัญหาเรือหลวงสุโขทัยจม จนบัดนี้ยังหาความรับผิดชอบไม่ได้เลย!)

นอกจากนี้ ในความเป็นจริงของธุรกิจอาวุธในเวทีโลกนั้น ตลาดไม่ใช่ “ตลาดผู้ขาย” เพียงฝ่ายเดียวเช่นในอดีต จนทหารไทยต้องเกิดอาการ “งอนง้อ” ของผู้ซื้อ แต่ตลาดอาวุธสมัยใหม่ เป็น “ตลาดผู้ซื้อ” ที่ผู้ซื้อมีอำนาจในการต่อรองอย่างมาก อันเป็นผลจากการแข่งขันของผู้ผลิตอาวุธในตลาดโลก

ในทางการเมือง ผู้นำกองทัพเรืออาจเชื่อเสมอว่า สังคมไทยที่ดำรงสภาวะ “ทหารเป็นใหญ่” (civilian supremacy) นั้น การเปลี่ยนแปลงสัญญาในสาระสำคัญจะไม่ทำให้เกิดการฟ้องร้องในทางกฎหมาย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง TOR ในการซื้ออาวุธจึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำทหารต้องกังวล (ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือนในกรณีนี้ ตอบได้เลยว่า อาจต้องเตรียมย้ายบ้านไปนอนคุก)

หากกองทัพเรือต้องการให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอการเปลี่ยนแปลง TOR เครื่องยนต์เรือดำน้ำไทยสัญชาติจีน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มักจะพูดสนับสนุนทหารในทุกเรื่องอย่างที่ไม่คิดอะไรอยู่เสมอ ดังนั้น กองทัพเรือจึงอาจมั่นใจว่า มติ ครม. จะช่วยให้แก้ปัญหา “เรือไร้เครื่อง” ได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นจริง ครม. ก็อาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบในทางอาญาด้วย หากเกิดการไต่สวนขึ้นในอนาคต

ในความเป็นจริงแล้ว เรือดำน้ำคือ ตัวแทนของปัญหา “ความไม่โปร่งใส” ของกองทัพ ไม่ต่างจากปัญหาจีที-200 (กล่องพลาสติกพร้อมก้านเหล็ก) เรือเหาะ (ที่ไม่เหาะ) รถถังยูเครน (ที่ไม่มีเครื่องยนต์เยอรมัน) … ปัญหาทั้งหมดนี้คือ ภาพสะท้อนถึงการขาด “ธรรมาภิบาลทหาร” ที่เป็นปัญหาในกองทัพไทยมาโดยตลอดนั่นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร