จัดระเบียบบ้านหลวง ผลงานทิ้งทวน‘บิ๊กแดง’ กับตำนาน‘บ้านพิษณุโลก‘ที่‘ประยุทธ์’ ไม่อยู่

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คนที่ 41 เกษียณอายุราชการไปในปี 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการพระราชวัง และรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
เป็นที่รู้กันดีว่า พล.อ.อภิรัชต์ พูดจริงทำจริง จะเห็นได้จากการประกาศทุบหม้อข้าว ทบ. ทั้งการผ่าตัดระบบสวัสดิการทหารและรายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณใหม่หมด แบบที่เรียกว่าล้างธุรกิจลายพราง ธุรกิจในค่ายทหารทั้งสนามกอล์ฟ สนามมวย โรงแรมที่พักตากอากาศ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกที่เตรียมจะให้เอกชนมืออาชีพเข้ามาบริหารดำเนินการแล้วส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง แล้วแบ่งกลับมาให้กองทัพบกใช้เป็นสวัสดิการ จากเดิมที่รายได้ทั้งหมดอยู่แต่ในมือของ ผบ.หน่วยหรือกองทัพบก
พล.อ.อภิรัชต์ ได้ไปหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนแล้ว โดยระบุว่า “พี่ครับ ผมต้องทำ” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่คัดค้าน
งานนี้รู้กันดีเป็นวงในว่ามีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเหตุผลพิเศษ และเหตุผลทางการเมือง
ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (ในขณะนั้น) ได้ขุดคุ้ยโจมตีเรื่องรายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาลของกองทัพ ส่งผลให้ พล.อ.อภิรัชต์ใช้เป็นข้ออ้างในการทุบหม้อข้าว ทบ.ครั้งนี้ได้ด้วย
แต่ก็เรียกได้ว่าเข้าทาง พล.อ.อภิรัชต์ ที่จะจัดระเบียบภายในกองทัพบกใหม่ในการดึงสถานที่ที่เป็นรายได้สวัสดิการจากหน่วยต่างๆ มาอยู่ในมือและอยู่ใน ทบ.ส่วนกลาง เพราะเดิมถือเป็นสมบัติ เป็นหม้อข้าวที่ ผบ.หน่วยทุกยุคทุกสมัยหวงแหน
จึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสต่อต้านด้วยการปล่อยข่าวในโซเชียลและส่งให้ฝ่ายตรงข้ามกองทัพ เพราะแต่ละหน่วยสูญเสียรายได้ และมีทหารจำนวนไม่น้อยต้องถูกส่งกลับหน่วยปกติ จึงเกิดคลื่นใต้น้ำขึ้น
“ผมไม่สนอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าต้องมี แต่ผมยึดกองทัพบกเป็นหลัก ผมพูดแล้วทำ แก้ไข เพื่อทำให้สะอาดและโปร่งใส ผมจะทำให้ได้และจะทำจนวันสุดท้าย ผบ.ทบ.” บิ๊กแดงกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.อภิรัชต์ ก็ไม่ได้ยอมรับเสียทีเดียวว่าเป็นผลพวงจากนายธนาธร แต่เป็นเรื่องภายในที่กองทัพบกทำมาก่อนนานแล้ว หลายยุคหลายสมัย
แต่ก็มาเห็นกันชัดๆ ในยุค พล.อ.อภิรัชต์นี้ที่กล้าทำอย่างที่ไม่เคยมี ผบ.ทบ.คนใดกล้าทำหรือทำได้มาก่อน
แม้จะเป็นเพราะว่ามีเหตุผลพิเศษสนับสนุนอยู่ด้วยก็ตาม
โดยเฉพาะการยกเลิกสโมสรฟุตบอล Army United ที่ถือว่าสะเทือนวงการฟุตบอลของกองทัพบกที่มีมายาวนานเป็น 100 ปี และสะเทือนผลประโยชน์ที่มีมายาวนานเช่นกันเพราะเกี่ยวข้องกับสปอนเซอร์ที่มีหลักถึงร้อยล้านในแต่ละปี
รวมทั้งการที่ทีมฟุตบอลไม่สามารถขึ้นชั้นหรือคว้าแชมป์ได้มาต่อเนื่องหลายปีแม้แต่ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. 4 ปีก็ตาม
โดย ทบ.ลงนามใน MOU กับกระทรวงการคลัง ในการทำสวัสดิการเชิงพาณิชย์ ตาม กม.ของกระทรวงการคลัง อันเป็นการปิดฉากเรื่องเงินนอกงบประมาณ
โดยดำเนินการเป็นเฟสๆ จะให้เอกชนที่เป็นมืออาชีพมาดำเนินการ เพราะทหารเราไม่ได้จบการโรงแรม ไม่ได้จบการบริหารจัดการ สนามมวย สนามกอล์ฟมา
“อะไรที่ไม่ดี ผมยอมรับ แต่อย่ามาตีซ้ำตีซ้อน ผมแก้ ไม่ใช่ผมพูดอย่างเดียวแล้วไม่ทำ สิ่งที่ผิดพลาด ผมยอมรับ แล้วผมแก้” บิ๊กแดงกล่าว
รวมถึงการออกกฎเหล็กห้ามไม่ให้นายทหารเกษียณหรือที่ย้ายออกจากกองทัพบกไปแล้วยังคงอยู่ในบ้านหลวง โดยขีดเส้นตายให้ย้ายออกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
เพื่อที่จะมีบ้านให้ทหารที่ยังคงรับราชการอยู่อาศัยและได้เก็บเงินไว้ซื้อบ้านของตนเองก่อนเกษียณราชการ
ท่ามกลางการจับตามองไปถึงบ้านพักของ 3 ป. ใน ร.1 รอ. ว่าเข้าข่ายกฎเหล็กนี้หรือไม่
ด้วยเพราะเวลานี้บ้านสี่เสาเทเวศร์ก็ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างของบรรดาบิ๊กทหารที่เกษียณราชการแล้วไม่ยอมย้ายออกได้อีกต่อไป
ขณะที่บ้านของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นได้แปรสภาพเป็นมูลนิธิป่ารอยต่อห้าจังหวัดฯ ไปนานแล้ว และแยกออกไปจาก ร.1 รอ. โดยปัจจุบันก็มีทางออกต่างหากเป็นของตนเอง
ส่วนบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ย้ายออกไปอยู่บ้านส่วนตัวย่านพุทธมณฑลแล้ว
คงมีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยังคงอยู่ แต่การเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็สามารถที่จะใช้บ้านรับรองของหน่วยได้ก็ตาม

ตำนานอาถรรพ์ “บ้านพิษณุโลก”
จาก “ป๋าเปรม-ชวน” – “หญิงอ้อ”
ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช้ “บ้านพิษณุโลก” ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นที่พำนักไปเลยตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ข้อครหานี้เกิดขึ้น?
ตามคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ระบุถึงประเด็นนี้ว่า บ้านพิษณุโลกมีสภาพทรุดโทรมลงตามกาลเวลา เพราะถูกใช้เป็นที่ทำงานของบางหน่วยงานราชการ และได้รับผลกระทบจากการชุมนุมช่วงปี 2551-2557 จนได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมอย่างขนานใหญ่ และอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอันตรายได้ เพราะบ้านพิษณุโลกอยู่ในรัศมีที่หากมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และปิดถนนพิษณุโลกดังในอดีต ผู้อยู่อาศัยในสถานที่นั้นอาจถูกทำร้ายได้
สําหรับประวัติโดยสังเขปของ “บ้านพิษณุโลก” เดิมชื่อ “บ้านบรรทมสินธุ์” สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2486 เป็นบ้านที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กับพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ใช้อยู่อาศัย มีเนื้อที่รวม 50 ไร่
ลักษณะของบ้านเป็นแบบ Italian Baroque มีตึกนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นตึกประธานของบ้าน มี 3 ชั้นไม่รวมห้องใต้ดิน ประกอบด้วย
ชั้น 1 จะเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับนั่งเล่น และมีห้องรับแขก 2 ห้อง
ชั้น 2 เป็นห้องนอน 2 ด้าน ซึ่งเป็นห้องนอนของพระยาอนิรุทธเทวาด้วย
และชั้น 3 เป็นห้องพระใหญ่ใต้โดมหน้าตึก ด้านหลังห้องพระจะเป็นห้องนอน และห้องทุกห้องจะออกแบบให้มีเพดานสูง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก
โดยหน้าตึกประธานจะมีรูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชทานของตระกูลประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุ
และมีตึกบริวารต่างๆ ด้วย ได้แก่ ตึกเย้าใจ เรือนคู่ใจ เรือนณรงค์ เรือนกลัมพากร และโรงรถ
ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พระยาอนิรุทธเทวาจึงทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชสมบัติ เพราะแบกรับค่าซ่อมบำรุงไม่ไหว แต่ได้รับการปฏิเสธ
ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พระยาอนิรุทธเทวาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ จ.อยุธยา บ้านหลังดังกล่าวจึงถูกทิ้งร้าง
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้ซื้อไว้ครึ่งหนึ่ง 25 ไร่ 500,000 บาท ทำกรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันติภาพและบ้านพิษณุโลกตามลำดับ
ก่อนที่ในปี 2522 รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จะกำหนดให้บ้านพิษณุโลกเป็นบ้านพักของนายกรัฐมนตรีในที่สุด
แต่หลังจากถูกปรับเปลี่ยนเป็นบ้านพักนายกรัฐมนตรีแล้ว พบว่ามีเพียง 2 นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้
คนแรกคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จในยุคของท่านก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ทันที แต่ก็อยู่ได้เพียง 7 วัน พล.อ.เปรมก็ย้ายกลับไปพักที่บ้านสี่เสาเทเวศร์โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ นายชวน หลีกภัย ย้ายเข้าไปอยู่เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โดยสามารถอยู่อาศัยได้นานถึง 6 เดือน เนื่องจากมีการซ่อมใหญ่บ้านพักของนายชวนในซอยหมอเหล็ง
โดยมีรายงานว่าก่อนที่จะอยู่อาศัยมีการนำพราหมณ์จากภาคใต้ขึ้นมาทำพิธีปัดรังควานและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในบ้านก่อนเข้าพัก
สําหรับเสียงร่ำลือของบ้านพิษณุโลกมีการเล่าไว้มากมาย ทั้งการพบเห็นหญิงสาวแต่งชุดโบราณปรากฏตัวให้เห็นภายในบริเวณบ้านอยู่บ่อยครั้ง
หรือการที่คนงานภายในบ้านพบเห็นท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านปรากฏกายให้เห็นในยามดึก
หรือแม้แต่เสียงร้องและเสียงฝีเท้าของม้าที่มักจะได้ยินกลางดึก ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากรูปปั้นม้าทองแดงบริเวณสนามหญ้าภายในบ้าน
และเรื่องเล่าที่ถือว่าน่ากลัวที่สุดคือ ในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหมาดๆ
มีรายงานข่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดวันที่ 16 มีนาคม 2544 ระบุว่า เมื่อคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ภริยานำคนงานจากบ้านพักส่วนตัวมาทำความสะอาด

ปรากฏว่ามีพนักงานหญิงคนหนึ่งจู่ๆ ก็ล้มตัวลงนั่งหลังค่อมคล้ายผู้สูงอายุเช็ดถูพื้นบริเวณชั้นล่างของบ้านและบ่นพึมพำว่า “รกหูรกตาไปหมด อะไรๆ ก็สกปรก ไม่เห็นจะทำความสะอาดกันเลย” ทำให้พนักงานที่ทำงานร่วมกันเริ่มหวาดกลัว ไปตามคุณหญิงพจมานและเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง
คุณหญิงพจมานจึงรีบลงมาดูและใช้มือตีไปที่ไหล่เพื่อเรียกสติแต่ไม่ได้ผล จนต้องสั่งให้คนงานไปเอาลูกประคำและน้ำมนต์มา โดยเอาลูกประคำคล้องคอและให้ดื่มน้ำมนต์ดังกล่าว ปรากฏว่าพนักงานคนนั้นตวาดเสียงดังว่า “เอาอะไรมาให้ฉันกิน?” ก่อนจะเทน้ำมนต์ทิ้ง และพนักงานคนนั้นกลับคืนสติอีกครั้ง
เหล่านี้คือเรื่องเล่าขานตำนานความเฮี้ยนของบ้านพักนายกรัฐมนตรี ที่จะสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ พล.อ.ประยุทธ์จนไม่เข้าไปอยู่บ้านพิษณุโลกหรือไม่ ผู้อ่านคงต้องวินิจฉัยเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
