bg-single

จัดระเบียบบ้านหลวง ผลงานทิ้งทวน‘บิ๊กแดง’ กับตำนาน‘บ้านพิษณุโลก‘ที่‘ประยุทธ์’ ไม่อยู่

24.06.2023

พล.อ.อภิรัชต์​ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คนที่ 41 เกษียณอายุราชการไปในปี 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการพระราชวัง และรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

เป็นที่รู้กันดีว่า พล.อ.อภิรัชต์ พูดจริงทำจริง จะเห็นได้จากการประกาศทุบหม้อข้าว ทบ. ทั้งการผ่าตัดระบบสวัสดิการทหารและรายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณใหม่หมด แบบที่เรียกว่าล้างธุรกิจลายพราง ธุรกิจในค่ายทหารทั้งสนามกอล์ฟ สนามมวย โรงแรมที่พักตากอากาศ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกที่เตรียมจะให้เอกชนมืออาชีพเข้ามาบริหารดำเนินการแล้วส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง แล้วแบ่งกลับมาให้กองทัพบกใช้เป็นสวัสดิการ จากเดิมที่รายได้ทั้งหมดอยู่แต่ในมือของ ผบ.หน่วยหรือกองทัพบก

พล.อ.อภิรัชต์ ได้ไปหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนแล้ว โดยระบุว่า “พี่ครับ ผมต้องทำ” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่คัดค้าน

งานนี้รู้กันดีเป็นวงในว่ามีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเหตุผลพิเศษ และเหตุผลทางการเมือง

ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (ในขณะนั้น) ได้ขุดคุ้ยโจมตีเรื่องรายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาลของกองทัพ ส่งผลให้ พล.อ.อภิรัชต์ใช้เป็นข้ออ้างในการทุบหม้อข้าว ทบ.ครั้งนี้ได้ด้วย

แต่ก็เรียกได้ว่าเข้าทาง พล.อ.อภิรัชต์ ที่จะจัดระเบียบภายในกองทัพบกใหม่ในการดึงสถานที่ที่เป็นรายได้สวัสดิการจากหน่วยต่างๆ มาอยู่ในมือและอยู่ใน ทบ.ส่วนกลาง เพราะเดิมถือเป็นสมบัติ เป็นหม้อข้าวที่ ผบ.หน่วยทุกยุคทุกสมัยหวงแหน

จึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสต่อต้านด้วยการปล่อยข่าวในโซเชียลและส่งให้ฝ่ายตรงข้ามกองทัพ เพราะแต่ละหน่วยสูญเสียรายได้ และมีทหารจำนวนไม่น้อยต้องถูกส่งกลับหน่วยปกติ จึงเกิดคลื่นใต้น้ำขึ้น

“ผมไม่สนอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าต้องมี แต่ผมยึดกองทัพบกเป็นหลัก ผมพูดแล้วทำ แก้ไข เพื่อทำให้สะอาดและโปร่งใส ผมจะทำให้ได้และจะทำจนวันสุดท้าย ผบ.ทบ.” บิ๊กแดงกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.อภิรัชต์ ก็ไม่ได้ยอมรับเสียทีเดียวว่าเป็นผลพวงจากนายธนาธร แต่เป็นเรื่องภายในที่กองทัพบกทำมาก่อนนานแล้ว หลายยุคหลายสมัย

แต่ก็มาเห็นกันชัดๆ ในยุค พล.อ.อภิรัชต์นี้ที่กล้าทำอย่างที่ไม่เคยมี ผบ.ทบ.คนใดกล้าทำหรือทำได้มาก่อน

แม้จะเป็นเพราะว่ามีเหตุผลพิเศษสนับสนุนอยู่ด้วยก็ตาม

โดยเฉพาะการยกเลิกสโมสรฟุตบอล Army United ที่ถือว่าสะเทือนวงการฟุตบอลของกองทัพบกที่มีมายาวนานเป็น 100 ปี และสะเทือนผลประโยชน์ที่มีมายาวนานเช่นกันเพราะเกี่ยวข้องกับสปอนเซอร์ที่มีหลักถึงร้อยล้านในแต่ละปี

รวมทั้งการที่ทีมฟุตบอลไม่สามารถขึ้นชั้นหรือคว้าแชมป์ได้มาต่อเนื่องหลายปีแม้แต่ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. 4 ปีก็ตาม

โดย ทบ.ลงนามใน MOU กับกระทรวงการคลัง ในการทำสวัสดิการเชิงพาณิชย์ ตาม กม.ของกระทรวงการคลัง อันเป็นการปิดฉากเรื่องเงินนอกงบประมาณ

โดยดำเนินการเป็นเฟสๆ จะให้เอกชนที่เป็นมืออาชีพมาดำเนินการ เพราะทหารเราไม่ได้จบการโรงแรม ไม่ได้จบการบริหารจัดการ สนามมวย สนามกอล์ฟมา

“อะไรที่ไม่ดี ผมยอมรับ แต่อย่ามาตีซ้ำตีซ้อน ผมแก้ ไม่ใช่ผมพูดอย่างเดียวแล้วไม่ทำ สิ่งที่ผิดพลาด ผมยอมรับ แล้วผมแก้” บิ๊กแดงกล่าว

รวมถึงการออกกฎเหล็กห้ามไม่ให้นายทหารเกษียณหรือที่ย้ายออกจากกองทัพบกไปแล้วยังคงอยู่ในบ้านหลวง โดยขีดเส้นตายให้ย้ายออกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

เพื่อที่จะมีบ้านให้ทหารที่ยังคงรับราชการอยู่อาศัยและได้เก็บเงินไว้ซื้อบ้านของตนเองก่อนเกษียณราชการ

ท่ามกลางการจับตามองไปถึงบ้านพักของ 3 ป. ใน ร.1 รอ. ว่าเข้าข่ายกฎเหล็กนี้หรือไม่

ด้วยเพราะเวลานี้บ้านสี่เสาเทเวศร์ก็ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างของบรรดาบิ๊กทหารที่เกษียณราชการแล้วไม่ยอมย้ายออกได้อีกต่อไป

ขณะที่บ้านของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นได้แปรสภาพเป็นมูลนิธิป่ารอยต่อห้าจังหวัดฯ ไปนานแล้ว และแยกออกไปจาก ร.1 รอ. โดยปัจจุบันก็มีทางออกต่างหากเป็นของตนเอง

ส่วนบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ย้ายออกไปอยู่บ้านส่วนตัวย่านพุทธมณฑลแล้ว

คงมีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยังคงอยู่ แต่การเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็สามารถที่จะใช้บ้านรับรองของหน่วยได้ก็ตาม

ตำนานอาถรรพ์ “บ้านพิษณุโลก”
จาก “ป๋าเปรม-ชวน” – “หญิงอ้อ”

ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช้ “บ้านพิษณุโลก” ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นที่พำนักไปเลยตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ข้อครหานี้เกิดขึ้น?

ตามคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ระบุถึงประเด็นนี้ว่า บ้านพิษณุโลกมีสภาพทรุดโทรมลงตามกาลเวลา เพราะถูกใช้เป็นที่ทำงานของบางหน่วยงานราชการ และได้รับผลกระทบจากการชุมนุมช่วงปี 2551-2557 จนได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมอย่างขนานใหญ่ และอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอันตรายได้ เพราะบ้านพิษณุโลกอยู่ในรัศมีที่หากมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และปิดถนนพิษณุโลกดังในอดีต ผู้อยู่อาศัยในสถานที่นั้นอาจถูกทำร้ายได้

ซึ่งแน่นอนว่าสังคมไม่เชื่อเหตุผลนี้ แต่เหตุผลที่สังคมคาดการณ์ และเชื่อว่าเป็นเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้บิ๊กตู่ไม่กล้าอยู่อาศัยคือ เรื่องลึกลับและอาถรรพ์อันเป็นตำนานเล่าลือของบ้านหลังนี้มานมนานมากกว่า

สําหรับประวัติโดยสังเขปของ “บ้านพิษณุโลก” เดิมชื่อ “บ้านบรรทมสินธุ์” สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2486 เป็นบ้านที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กับพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ใช้อยู่อาศัย มีเนื้อที่รวม 50 ไร่

ลักษณะของบ้านเป็นแบบ Italian Baroque มีตึกนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นตึกประธานของบ้าน มี 3 ชั้นไม่รวมห้องใต้ดิน ประกอบด้วย

ชั้น 1 จะเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับนั่งเล่น และมีห้องรับแขก 2 ห้อง

ชั้น 2 เป็นห้องนอน 2 ด้าน ซึ่งเป็นห้องนอนของพระยาอนิรุทธเทวาด้วย

และชั้น 3 เป็นห้องพระใหญ่ใต้โดมหน้าตึก ด้านหลังห้องพระจะเป็นห้องนอน และห้องทุกห้องจะออกแบบให้มีเพดานสูง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก

โดยหน้าตึกประธานจะมีรูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชทานของตระกูลประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุ

และมีตึกบริวารต่างๆ ด้วย ได้แก่ ตึกเย้าใจ เรือนคู่ใจ เรือนณรงค์ เรือนกลัมพากร และโรงรถ

ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พระยาอนิรุทธเทวาจึงทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชสมบัติ เพราะแบกรับค่าซ่อมบำรุงไม่ไหว แต่ได้รับการปฏิเสธ

ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พระยาอนิรุทธเทวาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ จ.อยุธยา บ้านหลังดังกล่าวจึงถูกทิ้งร้าง

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้ซื้อไว้ครึ่งหนึ่ง 25 ไร่ 500,000 บาท ทำกรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันติภาพและบ้านพิษณุโลกตามลำดับ

ก่อนที่ในปี 2522 รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จะกำหนดให้บ้านพิษณุโลกเป็นบ้านพักของนายกรัฐมนตรีในที่สุด

แต่หลังจากถูกปรับเปลี่ยนเป็นบ้านพักนายกรัฐมนตรีแล้ว พบว่ามีเพียง 2 นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้

คนแรกคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จในยุคของท่านก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ทันที แต่ก็อยู่ได้เพียง 7 วัน พล.อ.เปรมก็ย้ายกลับไปพักที่บ้านสี่เสาเทเวศร์โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ

 

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ นายชวน หลีกภัย ย้ายเข้าไปอยู่เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โดยสามารถอยู่อาศัยได้นานถึง 6 เดือน เนื่องจากมีการซ่อมใหญ่บ้านพักของนายชวนในซอยหมอเหล็ง

โดยมีรายงานว่าก่อนที่จะอยู่อาศัยมีการนำพราหมณ์จากภาคใต้ขึ้นมาทำพิธีปัดรังควานและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในบ้านก่อนเข้าพัก

สําหรับเสียงร่ำลือของบ้านพิษณุโลกมีการเล่าไว้มากมาย ทั้งการพบเห็นหญิงสาวแต่งชุดโบราณปรากฏตัวให้เห็นภายในบริเวณบ้านอยู่บ่อยครั้ง

หรือการที่คนงานภายในบ้านพบเห็นท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านปรากฏกายให้เห็นในยามดึก

หรือแม้แต่เสียงร้องและเสียงฝีเท้าของม้าที่มักจะได้ยินกลางดึก ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากรูปปั้นม้าทองแดงบริเวณสนามหญ้าภายในบ้าน

และเรื่องเล่าที่ถือว่าน่ากลัวที่สุดคือ ในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหมาดๆ

มีรายงานข่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดวันที่ 16 มีนาคม 2544 ระบุว่า เมื่อคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ภริยานำคนงานจากบ้านพักส่วนตัวมาทำความสะอาด

(Photo by CHRISTOPHE ARCHAMBAULT / AFP)

ปรากฏว่ามีพนักงานหญิงคนหนึ่งจู่ๆ ก็ล้มตัวลงนั่งหลังค่อมคล้ายผู้สูงอายุเช็ดถูพื้นบริเวณชั้นล่างของบ้านและบ่นพึมพำว่า “รกหูรกตาไปหมด อะไรๆ ก็สกปรก ไม่เห็นจะทำความสะอาดกันเลย” ทำให้พนักงานที่ทำงานร่วมกันเริ่มหวาดกลัว ไปตามคุณหญิงพจมานและเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

คุณหญิงพจมานจึงรีบลงมาดูและใช้มือตีไปที่ไหล่เพื่อเรียกสติแต่ไม่ได้ผล จนต้องสั่งให้คนงานไปเอาลูกประคำและน้ำมนต์มา โดยเอาลูกประคำคล้องคอและให้ดื่มน้ำมนต์ดังกล่าว ปรากฏว่าพนักงานคนนั้นตวาดเสียงดังว่า “เอาอะไรมาให้ฉันกิน?” ก่อนจะเทน้ำมนต์ทิ้ง และพนักงานคนนั้นกลับคืนสติอีกครั้ง

เหล่านี้คือเรื่องเล่าขานตำนานความเฮี้ยนของบ้านพักนายกรัฐมนตรี ที่จะสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ พล.อ.ประยุทธ์จนไม่เข้าไปอยู่บ้านพิษณุโลกหรือไม่ ผู้อ่านคงต้องวินิจฉัยเอง

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร