bg-single

สำนวนคดีตากใบหาย? ข่าวช็อกส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สำหรับคนชายแดนใต้

04.01.2024

ข่าวดังและช็อกส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สำหรับคนชายแดนใต้น่าจะเป็นข่าวที่ออกมาจากวงประชุมคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ว่าเอกสารสำคัญสำนวนคดีตากใบหาย?

ซึ่งเมื่อวันพุธที่ 13 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้เชิญตัวแทนหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีจากกรณีตากใบไปชี้แจงเพื่อจะแสวงหาข้อมูลและแนวทางในอันที่จะคลี่คลายประเด็นคดีอาญาที่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าต่อสาธารณะ จึงทราบว่าสำนวนคดีตากใบหาย?

ในกรณีของตากใบ ในพื้นที่และนักวิชาการเห็นสอดคล้องว่า เป็นอาชญากรรมที่รัฐได้กระทำต่อประชาชนในพื้นที่

และต้องการให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีอาญากับผู้บังคับบัญชา และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนั้น ก่อนที่อายุความ 20 ปี จะสิ้นสุดลงในวันที่ 25 ตุลาคม 2567

ซึ่งมันจะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ ความเข้าใจในวงกว้างต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบ ซึ่งมีการกระทำการที่ละเมิดต่อหลักการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามมาตรฐานสากล จนนำไปสู่การจับกุมผู้ชุมนุมกว่า 1,370 คน สูญหายอีก 7 คน และการขนย้ายผู้ชุมนุม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างการเดินทางถึง 85 ราย

โดยที่ถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์

แม้จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากรัฐบาลแล้วว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการเกินกว่าเหตุ จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

จากข่าวสำนวนคดีตากใบหาย? ดังกล่าว แน่นอนที่สุดเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนในการจะนำความยุติธรรมสู่ประชาชนอันเป็นสารตั้งต้นของขบวนการสันติภาพชายแดนใต้

อย่างไรก็แล้วแต่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางการเมืองนั้นน่าจะหนักสุดคือคนที่เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากพรรคประชาชาติ

รองลงมา ทนายแวยูแฮ หรือนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งยังเป็น ส.ส.ในพื้นที่นราธิวาสแม้คนละเขตกับเขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก) ซึ่งมีนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็น ส.ส.พื้นที่ตากใบโดยตรง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ต้องรีบดำเนินการในเรื่องนี้

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ได้เปิดเผยว่า “เหตุการณ์ตากใบล่วงเลยมา 19 ปีเศษแล้ว เหลืออายุความเพื่อนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์มารับโทษตามกฎหมายเพียง 10 เดือนข้างหน้านี้เท่านั้น สรุปคือ ผมให้ทุกคนกลับไปเพื่อต้องเตรียมเอกสารมาชี้แจงให้ได้ภายใน 30 วันจากวันนี้ คือ วันที่ 13 มกราคม 2567 นี้ ว่าสำนวนคดีตากใบหายจริงหรือไม่”

“ตามปกติแล้ว อย่างน้อย พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวน 3 สำนวน คือ สำนวนการไต่สวนชันสูตรศพผู้ตาย, สำนวนที่ผู้ตายกระทำและถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิด และสำนวนที่เจ้าหน้าที่ได้ทำให้บุคคลนั้นตายอย่างไร หลักฐานทางพิสูจน์ศพ หลักฐานนิติเวชต่างๆ ต้องมี”

“เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการแสดงถึงความจริงใจของรัฐ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลานาน 19 ปี รัฐต้องมีคำตอบ แน่นอนว่ากระบวนการสำคัญแก้ปัญหาใต้ คือความยุติธรรม ไม่เพียงแต่กับญาติพี่น้องเท่านั้นที่กระทบ แต่กับประชาชนทุกคน คดีอื่นๆ อีกก็เช่นเดียวกัน”

“การสลายการชุมนุมที่ตากใบเป็นเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะฉะนั้น การดำเนินการแม้ว่าในทางกระบวนการเยียวยา รัฐมีการดำเนินการไปแล้ว แต่ในเรื่องบทพิสูจน์คดี คำตอบ คำขอโทษ ที่ประชาชนต้องการถามหาผู้รับผิดชอบ ต้องคลี่คลาย รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจน” นายกมลศักดิ์กล่าว

ในประเด็นคดีตากใบนั้น ในทางสื่อพบว่า รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นคนแรกๆ ที่ให้ข่าวนี้

นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทุกสัปดาห์ทำกิจกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นกระบวนการยุติธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและความมั่นคง

โดยล่าสุด นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงครบทั้งปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ซึ่งพรรคก้าวไกลน่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคประชาชาติในเวทีการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สำหรับรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้สะท้อนเกี่ยวกับสำนวนคดีตากใบที่หายไปว่า

“แม้ในที่ประชุมจะรับปากในภายหลังจากฝั่งผู้ชี้แจง ว่าจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับอัยการ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าต่อ กมธ. ภายในหนึ่งเดือนคือวันที่ 13 มกราคม 2567 แต่การที่สำนวนคดีดังกล่าวหายไปตามปากคำของตัวแทนทุกหน่วยงานข้างต้น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทย”

“สำนวนคดีดังกล่าว เดิมทีก็เป็นข้อจำกัดอยู่แล้วในการหาคนมารับผิดชอบต่อความตายของผู้สูญเสียทั้ง 85 ศพ เพราะไม่มีการเจาะจงว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ที่ขนคนอัดเข้าไปนอนทับกันเป็นชั้นๆ บนรถบรรทุก เดินทางหลายชั่วโมงกว่าจะถึงค่ายอิงคยุทธบริหารอันเป็นสถานที่ควบคุมตัว จนคนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต แต่การที่สำนวนดังกล่าวหายไป มันคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้กระบวนการสำคัญที่สุดในวันนี้ คือการดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิต เป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้นในกระบวนการภายในประเทศปัจจุบัน และเป็นไปได้มากว่าคดีอาจหมดอายุความก่อนที่จะส่งไปถึงศาลให้ทันการณ์ได้”

“ซึ่งความไม่ทันการณ์ในการเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียนี้ อาจจะกลายเป็นการทับถมปมปัญหาที่มีมาแต่เดิมให้หนักหน่วงขึ้น ไม่สามารถคลายปมปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสร้างข้อจำกัดในการแสวงหาสันติภาพในอนาคตได้”

 

รอมฎอน ปัญจอร์ จากพรรคก้าวไกลจึงเสนอว่า กมธ.ควรตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางการคืนความยุติธรรมผ่านกลไกศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาแนวทางในการดำเนินคดีอาญาระหว่างประเทศ ที่แม้ไทยจะยังไม่ได้ลงนามในสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม แต่จากบทเรียนกรณีความขัดแย้งในที่อื่นของโลก มันยังคงเป็นไปได้ที่จะมีการขยายขอบเขตในกรณีนี้ย้อนหลังได้

ตากใบ ไม่ใช่กรณีปัจเจกของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นความทรงจำหมู่ของสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้และคนมลายูไปแล้ว และเป็นความทรงจำที่จะยังคงสร้างความเจ็บปวดและบาดแผลในใจส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป ตราบที่ความยุติธรรมยังคงไม่ปรากฏ

คำถามสำคัญคือ รัฐไทยโดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน มองเห็นมันในฐานะ “เดดล็อก” สำคัญที่ต้องถูกปลดปล่อยเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้

หรือจะมองเห็นมันเหมือนที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มามองเห็นมันเป็นมาโดยตลอด คือในฐานะของความทรงจำที่ต้องถูกลบและทำให้เลือนหายไปจากสังคมไทยให้ได้?

สิ่งที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สามารถพิสูจน์ความจริงใจต่อการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถทำได้ในทันที ก็คือการเร่งรัดให้มีการทำอะไรที่มากพอในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 10 เดือนข้างหน้า ก่อนที่คดีตากใบจะหมดอายุความลง

ซึ่งก่อนอื่นใดเลย การเอาสำนวนที่หายไป หรือถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่ใต้พรม (?) มาคืนเสียก่อน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในเวลานี้

 

อนึ่ง สำหรับกรณีตากใบนี้มีคดีสำคัญๆ อยู่สองคดี

คดีหนึ่งเนื่องมาจากการที่อัยการฟ้องร้องกลุ่มประชาชน 58 คนจากกรณีไปร่วมการชุมนุมที่ตากใบ

แต่ในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีแนวทางปรองดองและต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุดแถลงมอบหมายให้อัยการเขต 9 ถอนฟ้อง ทำให้มีการล้มเลิกการฟ้องร้องดังกล่าวไป

ส่วนคดีที่สอง เป็นกระบวนการไต่สวนการตายที่ศาลสงขลามีคำสั่งเมื่อพฤษภาคม 2552 ว่าการเสียชีวิตของประชาชนจำนวน 78 คนที่ถูกจับที่หน้า สภ.ตากใบ เมื่อ 25 ตุลาคม 2547 เกิดเนื่องจากขาดอากาศหายใจในระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานตามหน้าที่ ในด้านหนึ่งครอบครัวของผู้เสียหายได้รับการเยียวยาในเวลาต่อมา

แต่ก็มีความริเริ่มในส่วนของครอบครัวจำนวนหนึ่งที่จะฟ้องร้องเพื่อให้เอาตัวผู้รับผิดชอบมาลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเงียบหายไปส่วนหนึ่งเพราะครอบครัวผู้เสียหายเชื่อว่าเมื่อมีการเยียวยาแล้วไม่ควรจะต้องฟ้องร้องอีก

แนวทางที่จะดำเนินการได้มี 2 แนวทาง กล่าวคือ

1. พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) มีพยานหลักฐานใหม่ ก็สามารถรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนและฟ้องใหม่ได้

ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่บัญญัติว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้

2. ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ หรือทายาท หากมีพยานหลักฐานใหม่ ก็สามารถนำไปร้องต่ออัยการ หรือยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรงได้ แต่จะต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง

นี่คือช่องทางตามกฎหมายเท่าที่มีอยู่แต่โจทย์ใหญ่เราจะช่วยชาวบ้านอย่างไรในแง่กฎหมายในเชิงประจักษ์ ไม่ว่าประชาสังคม ทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย ทั้งนักการเมืองไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ ทั้ง ส.ส.รัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่เคยหาเสียงว่าเมื่อเป็น ส.ส.แล้วจะจับมือแก้ปัญหาใต้ร่วมกันแม้ต่างขั้วต่างพรรคซึ่งจะส่งผลการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในอนาคต และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา ให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่รัฐเกินสมควร และลิดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

นอกจากนี้ ในอนาคตหวังว่า (อาจจะปี 2567) ภายใต้รัฐบาลพลเรือนร่วมรัฐสภาสามารถแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมายความมั่นคงที่บังคับใช้อยู่ รวมทั้งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

การจัดการปัญหาที่ต้นตอ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม เคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะเป็นการถอนฟืนออกจากไฟ

ลดความรู้สึกเชิงลบที่ประชาชนในพื้นที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรยากาศของการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน

อันจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและความเจริญก้าวหน้ารวมกันของประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร