bg-single

ปืนถูกปล้น 20 ปีแล้ว! ยังไม่มีคำตอบจากด้ามขวาน | ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข

05.01.2024

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วของเช้าวันที่ 5 มกราคม 2547 นั้น นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้เรียกประชุมด่วน ! เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดการบุกเข้าปล้นคลังแสงของ “ค่ายปิเหล็ง” ในจังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์อุกอาจเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงในขณะนั้น เชื่อว่าสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ได้ลดระดับของการเป็นภัยคุกคามลงหมดแล้ว อันเป็นผลจากการสิ้นสุดของสงครามคอมมิวนิสต์ในทั่วทุกภาคของประเทศ ทุกฝ่ายเมื่อ 20 ปีที่แล้วจึงมองคล้ายกันว่า ประเทศไทยไม่มีสถานการณ์ความมั่นคงที่น่าเป็นห่วง แม้จะเกิดเหตุก่อการร้ายขนาดใหญ่กับสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 กันยายน 2544 มาก่อนแล้วก็ตาม

ผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 ได้ยกระดับและขยายวงความขัดแย้ง จนมีสถานะเป็นปัญหาความมั่นคงที่สำคัญของไทย อีกทั้งความรุนแรงที่เกิดในวันนั้น ได้ดำเนินสืบเนื่องต่อมา จนกลายเป็นปัญหา “สงครามยืดเยื้อ” ของสังคมไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์อย่างเห็นได้ชัดจวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในรอบ 20 ปีที่รัฐและสังคมไทยเผชิญกับปัญหาสงครามชุดใหม่ จึงทำให้มีคำถามหลายประการที่ถูกทิ้งค้างไว้ คำถามเหล่านี้ชวนให้เราต้องช่วยกันค้นหาคำตอบสำหรับการเดินทางสู่ปีที่ 21 ของสงครามภาคใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของการยุติปัญหาความรุนแรงชุดนี้แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าหลังวันฉลองปีใหม่แล้ว ได้มีเหตุความรุนแรงตามมาทันที โดยเฉพาะกรณีการบุกยิงเจ้าหน้าที่ อส. อย่างอุกอาจขณะไปรับลูกที่โรงเรียน

ดังนั้น บทความจะขอนำเสนอคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ดังต่อไปนี้

 

1) การปล้นปืนเกิดมาครบ 20 ปีแล้ว เรามีคำตอบหรือไม่ว่าในวันนั้น “ใคร” ในเชิงตัวบุคคลที่เป็นหัวหน้า หรือ “กลุ่มติดอาวุธ” ใดที่เปิดปฏิบัติการชุดนี้

2) ปฏิบัติการปล้นค่ายทหารเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร และปืนที่ถูกปล้นจะนำมาใช้ก่อเหตุรุนแรงในไทยเพียงประการเดียว หรือจะนำไปใช้ก่อเหตุในประเทศใกล้เคียงด้วย

3) ปืนที่ถูกปล้นในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นปืนเอ็ม-16 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 413 กระบอก จนถึงวันนี้กองทัพบกสามารถนำปืนที่ถูกปล้นกลับคืนมาได้แล้วเป็นจำนวนกี่กระบอก

4) รูปแบบของปฏิบัติการในวันนั้นเป็นเช่นไร และทำอย่างไรกลุ่มผู้ก่อเหตุจึงสามารถนำอาวุธปืนสงครามจำนวนมากเช่นนี้ออกไปจากค่ายทหารได้อย่างไร้ร่องรอย

5) ฝ่ายรัฐพอมีคำตอบหรือไม่ว่า ผู้ก่อเหตุในวันนั้นมีกำลังพลเท่าใดในการบุกปล้นค่ายทหาร และใช้คนจำนวนเท่าใดในการขนอาวุธ เพราะอาวุธปืนสงครามจำนวนถึง 413 กระบอกนั้น ไม่อาจขนออกด้วยการแบกหามได้โดยง่าย

6) หากเกิดเหตุเช่นนี้ในประเทศที่การเมืองมีเสถียรภาพและมีวุฒิภาวะ จะต้องเกิด “กระบวนการไต่สวนภายใน” ทั้งในระดับของกองทัพ และระดับของกระทรวงกลาโหม เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้ใช้สำหรับเป็นบทเรียนในอนาคต ซึ่งไม่ชัดเจนว่ากระบวนการดังกล่าวได้เกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีการสรุป “บทเรียน” ในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร

7) ในวงรอบของความรุนแรง 20 ปีนี้ ฝ่ายรัฐจะสามารถวิเคราะห์ “แบบแผนการก่อเหตุ” ได้หรือไม่เพียงใด เพราะข้อมูลการวิเคราะห์น่าจะเป็นประโยชน์กับงานยุทธการในสนาม ดังจะเห็นได้ว่า ประมาณร้อยละ 43 ของความรุนแรงเกิดการใช้อาวุธยิง ประมาณร้อยละ 35 ใช้การวางระเบิด

8) การใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาภาคใต้จนถึงปีงบประมาณปัจจุบัน มียอดสูงเกินกว่า 5 แสนล้าน ยอดเงินงบประมาณจำนวนมากขนาดนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญในเรื่องของประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ “งบดับไฟใต้” ในปีงบประมาณ 2567 สูงกว่าปี 2566 เป็นจำนวน 450 ล้านบาท

9) ทำอย่างไรที่จะควบคุมไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบจากงบประมาณจำนวนมหาศาล หรือจะควบคุมอย่างไรไม่ให้การแก้ปัญหาในภาคใต้เป็น “ทุ่งเศรษฐี” สำหรับบางคนและบางกลุ่ม หรือทำอย่างไรที่ฝ่ายความมั่นคงจะไม่ถูกวิจารณ์ว่า “เลี้ยงไข้” กับปัญหาที่เกิดขึ้น

10) การเจรจาที่เกิดนับตั้งแต่ยุครัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จนถึงปัจจุบันนั้น เคยมีการทบทวนถึงประเด็นและปัญหาที่เกิดอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด คณะผู้เจรจาฝ่ายรัฐไทยมีความพร้อมและมีทักษะบนโต๊ะเจรจามากน้อยเพียงใด ใครจะเป็นผู้กำหนดกรอบและควบคุมทิศทางการเจรจา และถ้าผู้เจรจาบางคนกระทำการเกินขอบเขตแล้ว รัฐไทยต้องรับผิดชอบเพียงใดหรือไม่

11) ฝ่ายรัฐตอบได้หรือไม่ว่า ในรอบ 20 ปีผู้ก่อเหตุหลักเป็นใคร หรือเป็นขบวนการใด ใช่กลุ่ม “BRN” อย่างที่กล่าวถึงจริงหรือไม่ หรือคำถาม 20 ปีในทางทหารคือ ”ใครเป็นข้าศึก?” แล้วฝ่ายเราเคยมีกระบวนการทางยุทธศาสตร์ในการ “วิเคราะห์ข้าศึก” หรือไม่

12) ทำอย่างไรที่รัฐไทยจะรู้ว่า คู่เจรจาบนโต๊ะเป็น “ตัวจริง-เสียงจริง” ที่คุยแล้วสามารถก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง เพื่อไม่ให้การเจรจากลายเป็น “ละครโรงใหญ่” สำหรับให้ผู้แสดงบางคนได้เสนอหน้าบนสื่อ และการเจรจาต้องไม่เป็น “เหมืองทอง” ของบางคนบางกลุ่ม

13) ทำอย่างไรที่ “ทุกอณู” ของฝ่ายรัฐจะยึดกุมทิศทาง “การเมืองนำการทหาร” และไม่ละเมิดด้วยการใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” ที่ทำให้เกิดภาวะ “เสียมวลชน” และอาจนำไปสู่วงจรของความรุนแรงแบบไม่จบ

14) รัฐไทยจะสามารถจัดทำ “กระบวนการทำลายการบ่มเพาะความรุนแรง” (deradicalization) ได้หรือไม่ เพราะการ “ถอดชนวน” ความรุนแรงเป็นหัวข้อสำคัญในการยุติปัญหาในรูปแบบเช่นนี้เสมอ

15) รัฐไทยจะกำหนด “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” ในปีที่ 21 ของสงครามชุดนี้อย่างไร และข้อพึงสังวรที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ภาคใต้จะต้องไม่ถูกกำหนดในแบบ “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ที่มีปัญหาหลัก 4 ประการ คือ ไร้สาระทางยุทธศาสตร์ ไร้ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ ไร้ทิศทางทางยุทธศาสตร์ และสร้างปัญหาทางยุทธศาสตร์!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร