bg-single

ธงทอง มอง สว. อะไรน่าห่วงในการเลือกครั้งนี้ อนาคตยังมีความจำเป็น?

21.05.2024

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ให้ความเห็นเรื่องกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ ภายหลังสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันหมดวาระ มองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งในวิถีทางการเมืองของประเทศไทย เพราะเหตุว่าการมีสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นกลไกที่ถูกบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญมาช้านานแล้ว เกือบตลอดเวลาที่เรามีระบอบการปกครองประชาธิปไตย

แต่วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาปลี่ยนไปตามกาลสมัย เห็นได้ 3 แบบ คือ การแต่งตั้ง การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งสรรหาอีกครึ่งหนึ่งหรือแบบผสม ซึ่งวิธีทั้ง 3 แบบในการได้มาซึ่ง ส.ว.ล้วนมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเป็นไปตามอำเภอใจของผู้นำฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่การเลือกตั้งซึ่งจะทำอย่างไรให้เกิดความแตกต่างจากผู้แทนราษฎร เพราะว่าสุดท้ายแล้วหัวคะแนนชุดเดียวกัน อยู่บ้านเดียวกันมุ้งเดียวกัน และสุดท้ายคือ แบบผสมที่เกิดภาวะปลาสองน้ำปลาน้ำจืดน้ำเค็ม เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วมันไปไม่รอดยิ่งขรุขระไปใหญ่

เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องแบ่งเป็น 2 ท่อน ก็คือ เรื่องของบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลนี้เพิ่งหมดหน้าที่ไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังรักษาการอยู่เพราะ ส.ว.ใหม่ยังไม่มา นำไปสู่กระบวนการคัดเลือกเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน

ซึ่งเป็นการออกแบบของผู้เขียนรัฐธรรมนูญปี 2560 ในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภามี 3 ประเด็นหลักๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ คือ

1. การเลือกกันเอง หมายความว่าไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปได้ไปเลือก เฉพาะคนที่เข้าไปอยู่ในวงด้วยกันเอง แต่ตะกร้านี้เขาจัดการกันเองนะ เป็นการเลือกกันเอง

2. ใครจะไปอยู่ในตะกร้านี้บ้าง คือ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาชีพต่างๆ มี 20 กลุ่ม ซึ่งไม่ได้ถูกเขียนในรัฐธรรมนูญนะ มาเขียนในกฎหมายลูกอีกทีหนึ่ง

และ 3. ให้ทำเป็นระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ

กระบวนการคัดเลือกเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดใหม่ในครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่าที่เขาออกแบบมาซึ่งเขาใครก็ไม่รู้แต่ไม่ใช่เราแน่ๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่

สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่าแล้วการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาใหม่มีความหมายมีความสัมพันธ์ยังไง เพราะว่าในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทดลองหรือสมัยนี้ชอบใช้คำว่า sandbox เป็นโครงการนำร่อง ที่ไม่เคยมีประเทศไหนทำมาก่อนเลย แต่เรากำลังจะทำที่ประเทศไทยของเรา

เราจะตอบโจทย์กติกาตรงนี้ให้ดีที่สุดอย่างไร?

อย่างน้อยใครมีคุณสมบัติไม่เดือดร้อนช่วยมาสมัครทีเถอะ แล้วก็ช่วยทำให้กระบวนการตรงนี้เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมของผู้คนกว้างขวางมากขึ้น พอคนเข้าไปอยู่ในกระบวนการมาก การตรวจสอบการรู้เห็น ทำให้การที่จะมีการชี้นำและการที่จะต้องทำตามโผ ผมนึกเอาเองว่าคงยากขึ้น

ในทางกลับกัน กลับถูกซ้ำเติมความยากลำบากเข้าไปด้วยกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง คือเรื่องของการกำหนดเงินค่าสมัคร 2,500 บาท สำหรับคนมีฐานะก็ไม่เดือดร้อนหรอก แต่ 2,500 บาทสำหรับประเทศที่เงินค่าจ้างรายวันอยู่ที่ประมาณ 300 บาท มันมีความหมายมาก

และสิ่งที่กำลังทำให้เกิดความกังวลอยู่คือ กติกาที่เขียนเรื่องการแนะนำตัว เพราะว่าพอไม่ใช่การเลือกตั้งที่จะไปตีฆ้องร้องป่าวให้คนทั้งหลายได้รับทราบก็จะต้องรู้จักกันเองในระหว่างคนไปสมัคร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งคิดวิธีการแนะนำตัวด้วยข้อจำกัดต่างๆ มาก

แล้วผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าถ้าคนสมัครไปเป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสน แค่คนในกลุ่มอาชีพเดียวกันอาจจะพอรู้จักกันอยู่บ้างไม่ต้องแนะนำมากก็อาจจะคิดออกว่าควรจะเลือกใคร อย่างน้อยผมก็เลือกตัวเองก่อน ส่วนเลือกคนอื่นค่อยว่ากัน

แต่พอกำหนดให้มีกติกาการเลือกไขว้ด้วย ยากมากเลยที่คนต่างอาชีพจะไปเลือกไขว้กัน

 

หากมองในแง่ภาคปฏิบัติถ้าพยากรณ์อาจจะเกิดผลได้ 2 อย่าง

หนึ่ง คือเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงคนที่เป็นเซเลบคนที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่ว่าเป็นคนซึ่งปรากฏชื่อเสียงอยู่ในสถานะอาจจะมีแต้มต่อ

ประการที่สอง อาจจะมีกระบวนการจัดตั้ง เพราะให้เลือกโดยอิสระจริงๆ ไม่มีทางรู้ได้ กระบวนการจัดตั้งก็อาจจะมีโผเกิดขึ้น ถ้าเราเป็นอิสระไหนเลยที่เราจะไปเลือกตามโผ เราก็เลือกตามใจชอบเราสิ

แต่สำคัญคือว่าถ้ามองโลกในแง่ร้ายมันก็อาจจะมีใครสักคนหนึ่งหรือจำนวนหนึ่งอยากจะลงทุน ผมลองนึกว่ามีเงิน 25 ล้าน สมมุตินะ สำหรับเขาไม่เดือดร้อนขนหน้าแข้งไม่ร่วง เขาสามารถมีคนที่ไปซื้อบัตรผ่านประตูได้ร่วมหมื่นคนแล้วนะ หากคำนวณวางแผนดีๆ อาจจะได้วิธีการอย่างที่มีโผมีการจัดตั้งแล้วก็ได้ ส.ว.มาได้มา 3 คนยังคุ้มเลย เพราะว่า 25 ล้านได้ ส.ว.มาอยู่ในอาณัติ 3 คนนี้ก็ไม่เลวนักหรอกนะ

แต่นี่ก็เป็นการมองโลกในแง่ร้าย หวังว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะดีกว่านี้

 

สิ่งที่จะทำให้ดีกว่านี้ได้ ผมก็บอกว่ามีสัก 2-3 อย่าง

หนึ่ง คือความตื่นตัวความสนใจของประชาชนโดยรวม ถึงแม้ว่าจะกีดกันไม่ให้เข้าไปนั่งอยู่ในสังเวียนด้วย ผมไม่มีเงินซื้อค่าบัตรผ่านประตูไป แต่สื่อมวลชนสาธารณะ กลุ่มประชาคมกลุ่มต่างๆ ที่สนใจในประชาธิปไตย ผมว่ากฎระเบียบต่างๆ ไม่ควรที่จะจำกัดจำเขี่ย กีดกันในการให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องเหล่านี้ จะเป็นที่รับรู้ของผู้คนทั้งหลาย ใครสมัครแล้วเขาแนะนำตัวว่าอะไร แม้กระทั่งว่าการที่จะได้รู้ว่าแต่ละคนคือใครมาจากที่ไหน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ความกังวลในส่วนนี้ทุเลาลงบ้าง

สอง คือเรื่องของการที่กระบวนการการทำงานตรงนั้นต้องมีความโปร่งใสแล้วก็อธิบายอะไรให้มากขึ้น วันนี้เรายังกำลังจะลั่นระฆังให้มีการดำเนินการ

แต่เท่าที่ผ่านมา 2-3 เดือน มีใครรู้สึกว่า กกต.พูดชัดบ้างว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ กกต.หนักไปทางไม่ให้ทำอะไร สุดท้ายแล้วอาจจะเกิดผลที่เราไม่อยากจะปรารถนาคือกระบวนการการจัดตั้งทำงานอย่างแข็งขัน เพราะกระบวนการแบบไม่จัดตั้งทำไม่ได้ ผมก็หวังว่าถ้าหากว่าผู้คนทั้งหลายคนที่มีสิทธิ์คนที่สนใจเรื่องเหล่านี้เข้าไปอยู่ในตะกร้าที่ว่าเนี่ยแล้วก็อย่างน้อยเป็นคนซึ่งได้เข้าไปรู้เห็นเป็นพยานแบบใกล้ชิดได้อย่างน้อยใช้สิทธิของท่านที่ท่านซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปแล้วนะ ได้ช่วยเป็นปากเป็นเสียงในที่นั้น

สิ่งเหล่านี้ผมก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน เยาวชนคนรุ่นใหม่ถามว่าเขาสนใจอยากจะทำงานเพื่อบ้านเมืองไหม

มีเยอะนะ แต่อายุไม่ถึงข้อจำกัดเนี่ยมันสูงมากเลยนะ ผมก็หวังว่าคนที่อยู่ในคุณสมบัติที่เข้าไปอยู่ในข้อจำกัดผ่านกติกานี้ได้จะช่วยกันไปสมัคร

มีคนมาถามผมนะว่าผมจะสมัครไหม ก็เรียนได้ตามตรงว่าสนใจที่จะติดตามแต่ไม่ถึงขนาดจะลุกขึ้นไปสมัครหรอก แต่ผมคิดว่ามีคนที่อยู่ในฐานะซึ่งควรจะได้รับเลือก ทางเขาเสนอตัวเข้าไปจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้าเราช่วยๆ กันนะก็คงจะได้ผลน่ะ เมื่อกระบวนการเหล่านี้เสร็จสิ้น

ซึ่งผมหวังว่าจะไม่ช้านานนัก สิ่งที่กังวลต้องฝากเป็นประเด็นไว้เพื่อทุกคนช่วยกันติดตามด้วยคือ ถ้าหากว่ากระบวนการจบแล้วก็ ส.ว.ชุดใหม่สามารถทำงานได้ ผมคิดว่าจากวันนี้ไปในวันข้างหน้ามีโจทย์การเมืองมีปัญหาของประเทศมีการตัดสินใจในทางนโยบายหลายอย่างที่เราต้องการผู้ที่ได้มาจากกระบวนการคราวนี้ ด้วยความหวังว่าจะดีกว่าชุดที่ผ่านมาเข้ามาทำหน้าที่ เพราะชุดที่ผ่านมาก็ได้แสดงบทบาทเป็นที่ประจักษ์ใจแล้วว่าเป็นเช่นไร

ผมกำลังกลัวอีกอย่างหนึ่ง หาก กกต.ออกกติกาไม่ชัดแล้วมีความสับสนในการปฏิบัติตรงนี้จะเป็นช่องโหว่อันใหญ่ให้นักร้องจะร้องกระต๊ากขึ้นมา การตัดสินด้วยการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ก็จะเป็นการพายเรือในอ่างอยู่พอสมควรนะถ้าจะต้องวนกลับไปหาองค์กรอิสระ

 

ถามว่าในอนาคตเรายังควรมี ส.ว.อยู่หรือไม่?

ผมอาจจะยังไม่มีคำตอบที่สะเด็ดน้ำสำหรับเรื่องนี้ แต่ผมอยากจะบอกว่าการออกแบบว่าจะมีสภาเดียวหรือกี่สภา (ซึ่งก็ 2 สภาเป็นหลักนะ) มันขึ้นอยู่กับเหตุผลหลายเหตุผล กับ “ตัวแปรทางประวัติศาสตร์” บรรยากาศทางการเมืองในเวลาที่เขียนกฎหมายนั้นๆ อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกา มีวุฒิสภาหรือสภาสูง ก็เพราะเหตุเขาเป็นระบบสหรัฐ ถ้าเอาจำนวนประชากรผู้แทนรัฐอลาสกาก็มีแต่หมีขาว ไม่มีใครเป็น ส.ส.ได้เท่าไหร่หรอก ถึงต้องมีสภาอีกสภาหนึ่งที่กำหนดจำนวนเท่ากันระหว่าง 2 สภานี้ ทั้ง house of representatives กับ senate มันจึงใกล้เคียงกัน

ที่อังกฤษก็จะพบว่าดั้งเดิมสภาขุนนางมีบทบาทมาก ชาวบ้านไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียง แต่มาถึงวันนี้ house of common หรือสภาสามัญ สภาชาวบ้านทั้งหลายก็มีเสียงมาก มีอำนาจในการตัดสินใจในทางนโยบายมาก ในขณะเดียวกันอำนาจของ house of lords หรือสภาขุนนาง ก็ลดน้อยถอยลงแต่เขาไม่เลิกนะ

ผมมองว่าก็เป็นเรื่องที่ต้องมาคิด ตามความเห็นส่วนตัว ผมมีโจทย์ซึ่งต้องตั้งคำถามก่อนว่าในทางทฤษฎีมันจะมี “บางช่วงเวลา” ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะไม่อยู่เฉพาะในเหตุการณ์ปกติ

ไม่ได้พูดถึงการปฏิวัติรัฐประหารนะ แต่อย่างเช่นการยุบสภา อาจจะหมายถึงกรณีที่สภาครบวาระ เราก็ไม่สามารถจะเขียนให้ ส.ส.รักษาการต่อได้ เพราะเขาก็ต้องไปวิ่งหาเสียง ก็จะเกิดสุญญากาศช่วงหนึ่งที่จะไม่มี ส.ส.เกิดขึ้น

ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยค่าเฉลี่ยผมว่าถ้าพูดถึงระบบปกติก็อยู่ที่ประมาณ 45 วัน ถึง 90 วัน ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นได้เยอะไหมเวลา 3 เดือน สมมุติให้มันสุดโต่งนะซึ่งหวังว่าจะไม่เกิด เช่น การเกิดสงคราม เพราะอำนาจในการประกาศสงครามเป็นอำนาจของสภา

ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องมีสภา และยังมีเรื่องมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งลองไปเปิดดูรัฐธรรมนูญ ดูว่าการตัดสินใจในสถานการณ์ที่จำเป็นที่ต้องการตัดสินใจ โดยองค์กรหนึ่งซึ่งมีความยึดโยงมีความเชื่อมโยงกับประชาชนเวลานั้น ถ้าถามผม ณ เวลานี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่สะเด็ดน้ำ ผมยังรับได้กับการมีสมาชิกวุฒิสภาบนเงื่อนไข 2-3 อย่าง

หนึ่ง คือ เรื่องของที่มาต้องพูดกันให้ชัด ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันน่าพึงพอใจ

สอง เรื่องของจำนวน ถ้าบทบาทมีไม่มากนัก แล้วก็มีความชัดเจนในเรื่องอำนาจหน้าที่ว่าทำอะไรได้เพียงใดแค่ไหน ผมว่าไม่เกิน 100 คนก็คงจะพอ เวลานี้มี 200 สำหรับผมอาจจะมากไป

สุดท้าย ต้องมาพูดถึงอำนาจหน้าที่ ว่าควรจะมีอะไรมากน้อยแค่ไหนในเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอยู่ แล้วบทบาทความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สภานี้จะเป็นอย่างไร ในช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้แทนถูกยุบหรือครบวาระ ส.ว.หรือสมาชิกวุฒิสภา จะทำอะไรได้บ้างในเหตุฉุกเฉินอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดในรายละเอียดด้วยความเคารพต่อความเห็นที่อยากจะมีสภาเดียว ผมก็เข้าใจบรรยากาศทางการเมืองและเข้าใจวิธีคิดนะ

แต่ว่าก็ต้องฝากการบ้านเหล่านี้กลับไปช่วยกันดูในรายละเอียดกันต่อไป

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร