bg-single

ลึกแต่ไม่ลับ เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 กลเกมชิงอำนาจ กับ ‘กุนซือมือกฎหมาย’

29.05.2024

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์วันที่ 24 พ.ย. 2549

“ผอบอ ถ้าผมย้ายคุณออกจากกองทัพบก
ไปอยู่สำนักนายกฯ คุณจะว่าอย่างไร”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวบนโต๊ะอาหารแบบทีเล่นทีจริง ระหว่างที่อดีต “บิ๊ก” กองทัพอากาศคนหนึ่ง เชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพพบปะสังสรรค์ที่คฤหาสน์หลังหรูแถวๆ สนามบินดอนเมือง จากนั้นคนพูดส่งเสียงหัวเราะ

คนถูกถามคือ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” ผู้บัญชาการทหารบก อึ้งไปชั่วขณะ

ก่อนตั้งสติและตอบกลับไปแบบทีเล่นทีจริงเกทับไปว่า “ถ้าย้ายผม ผมก็ปฏิวัติท่านซิครับ”

“พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมเจ้าของบ้าน และแขกรับเชิญอีกจำนวนหนึ่ง หัวเราะ เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ในขณะนั้นแม้ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะเป็นแค่ “นายกฯ รักษาการ” แต่ไม่มีอะไรใต้ดวงอาทิตย์ที่ทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งในกองทัพ 3 เหล่า จะโยกใคร ย้ายใครไปไว้ตรงไหนก็ได้ เป็น “ศูนย์อำนาจใหญ่” ที่แท้จริง พลันที่ได้ยินผู้ใต้บังคับบัญชาพูดถึงเรื่อง “ปฏิวัติ” จึงกลายเป็นคำพูดจี้เส้นให้ตลกโปกฮา

หลังงานเลี้ยงคืนนั้นเลิกรา สถานการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นเริ่มเข้าสู่ภาวะคับขัน เกี่ยวกับปัญหา “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะเว้นวรรคทางการเมืองหรือไม่ ความแตกแยกในสังคมเริ่มบานปลายหนัก ยิ่งเดือนกันยายน อันเป็นวันสิ้นสุดฤดูโยกย้ายรุกคืบเข้ามาใกล้ กองทัพ 3 เหล่าจะถูกจัดแถวใหม่อีกคำรบ เท่ากับว่า อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณจะลงตัวด้วยความสมบูรณ์ เพื่อนร่วมรุ่นจาก นรต.26 หรือ ตท.10 และคนใกล้ชิด จะผงาดขึ้นยึดหัวแถวเอาไว้ได้ทั้งหมดแน่นอน

หทารหาญทุกเหล่าทัพเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นรั้วของชาติ จะแปรเป็น “ทหารของนักการเมือง” กองทัพจะพบกับความอ่อนแอ

พล.อ.สนธิ มีเพื่อนรักที่เรียนมาด้วยกัน นอนห้องเดียวกัน รุ่น ตท.6 เดียวกันอยู่คนหนึ่ง ปรึกษาหารือกันมาทุกเรื่อง และกำลังตกที่นั่งอมทุกข์หัวอกเดียวกัน คือ “พล.อ.วินัย ภัททิยกุล” ดูแลข่าวกรองให้กับรัฐบาล แต่ถูกจิก ถูกตีทั้งกลางที่ประชุม ครม. หรือเวลาประชุมฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ไม่เพียงแต่ “นายใหญ่” คนเดียว แต่ลูกน้องนายเล็ก นายใหญ่ ฟาดรายวัน

ความคิดและความรู้สึกเกิดคล้องจองกันว่า มีอยู่สถานเดียวที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีคนในกองทัพและประเทศได้ คือ “ปฏิวัติ”

พล.อ.วินัย ภัททิยกุล บิดานายสกลธี ภัททิยกุล

หมายความว่า 2 เพื่อนรักตัดสินใจเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพราะหากล้มเหลวเท่ากับเป็นกบฏ และไม่เพียงแต่จะมีสิทธิ์ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสำคัญประการเดียว แต่การเสี่ยงครั้งนี้มีโอกาสถึงตายได้

เมื่อตัดสินใจ “เสี่ยง” ครั้งสำคัญแล้ว ได้นำ “แผน” มาปรึกษาหารือกับผู้ใต้บังคับบัญชา ที่เป็นระดับคุมกำลังระนาบแม่ทัพภาค จำนวน 3-4 คน ทุกคนเห็นด้วย โดยเฉพาะเงื่อนไขหลักที่คนในกองทัพเริ่มจะรับไม่ได้ คือ “การหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบัน”

พอหัวแถวต่างรับสัญญาณว่าจะต้องปฏิวัติ เพื่อล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” ทาง “พล.อ.สนธิ” อาสาเป็นหัวหอก ส่งซิกสอบถามไปยัง ผบ.ทอ. ทางดอนเมือง กับกรมปทุมวัน ทั้งสองส่วนส่งไฟกะพริบตอบรับ

“บิ๊กบัง” ในฐานะหัวหน้าทีม จึงนั่งเขียนแผนปฏิวัติด้วยตัวเอง ว่าให้กองทัพภาค ใช้กองพลไหนและกรมไหน เคลื่อนกำลังเข้ามาวิธีใด เข้ายึดตรงจุดไหน และบล็อคพื้นที่ไหนที่เป็นฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้าม

“แผนปฏิวัติ” เดินหน้าแล้ว โดยกำหนด “วันยึดเมือง”

22 กันยายน 2549 เวลา 19.00 น.

สาเหตุที่ “ผู้ก่อการ” กำหนดเอาวันที่ 22 กันยายน เป็นวันยึดอำนาจ เพราะเป็นช่วงที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก และมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 23 กันยายน

เป็นการชิงลงมือก่อนที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่อยู่

การเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติแม้จะเป็นปฏิบัติการ “ลับสุดยอด” แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะล่วงรู้อะไรบางอย่าง

พ.ต.ท.ทักษิณจึงเปลี่ยนโปรแกรมเดินทางกลับเมืองไทย มาเป็นวันที่ 21 กันยายน

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดหมายกันชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาอีกครั้งในวันพุธที่ 20 กันยายน

“ข่าวกรองทหาร” ขั้วที่เตรียมปฏิวัติ ได้ข่าวชิ้นสำคัญมาอีกว่า นักการเมืองที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมซ้อนแผนตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

ด้วยการเกณฑ์และจ้างม็อบต่างจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสานบางจังหวัดเข้ามานับหมื่นคน บางกลุ่มมีการตระเตรียมอาวุธเพื่อประจัญบานกับม็อบพันธมิตรฯ

สนามหลวงมีสิทธิ์จะนองเลือด คนไทยจะเข่นฆ่ากันเอง และวันที่ 21 กันยายน ทาง พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินกลับมาถึงเมืองไทยเพื่อมาระงับเหตุ และประกาศภาวะฉุกเฉินออกคำสั่งปลด พล.อ.สนธิ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. อ้างว่า รักษาความสงบภายในประเทศไม่ได้

“พล.อ.สนธิ” จึงปรับแผน ชิงจู่โจมในวันที่ 19 กันยายน

(Photo by STR / chanel five / AFP)

ด้วยการเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับแม่ทัพภาคที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญในชีวิต มารับข้อมูลและแผนใหม่ ด้วยการเลื่อนการเคลื่อนทัพจากที่กำหนดไว้เดิม 22 กันยายน มาเป็น 19 กันยายน

โดยส่งมอบแผนปฏิวัติและจุดยุทธศาสตร์ที่จะเข้ายึดกี่จุด กองทัพภาคไหนเป็นผู้รับผิดชอบตรงไหน

กองกำลังหลักที่ใช้เข้ามายึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน ประกอบด้วย กองพลและกองพันในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์สงครามพิเศษ โดยการเคลื่อนกำลังพลมาในหลายรูปแบบ หน่วยล่วงหน้ามาในชุดพลเรือน โดยรถบัส รถตู้เริ่มเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายตั้งแต่ช่วงเช้า กำหนดเวลาลงมือ 19.00 น.

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ “พล.อ.สนธิ” กำหนด มีคลาดเคลื่อนบ้างก็การเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เพราะทหาร “หลงตึก”

แต่ในส่วนอื่นๆ เป็นไปตามเป้ายุทธการยึดเมือง

จุดที่ “บิ๊กบัง” กลัวจะมีเสียงปืนดังมากที่สุด มีอยู่เพียง 2 จุด คืออากาศโยธินกองทัพอากาศ กับกองปราบปราม

เพราะทั้ง 2 หน่วยกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ผู้บังคับการทั้ง 2 จุด เป็นคนสนิทของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อยู่ในตำแหน่ง

ที่ อย. ได้สอบถามทางบิ๊กกองทัพอากาศว่า “เอาอยู่มั้ง” ได้รับคำตอบว่า ห้าสิบห้าสิบ ไม่แน่ใจพันเปอร์เซ็นต์ ทาง “บิ๊กบัง” จึงตัดสินใจส่ง “กรมทหารราบที่ 31” จำนวน 1 กองพันไปให้ใช้งาน

แต่ยังหวั่นเกรงว่า “สีเทา” กับ “สีเขียว” จะพูดจาภาษาดอกไม้กันไม่รู้เรื่อง อาจจะมีการปะทะกันได้ เพื่อป้องกันความปลอดภัย “พล.อ.สนธิ” ได้โทรศัพท์ไปหา “พี่มนัส” สอบถามว่าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า “อยู่นครสวรรค์”

จึงขอร้องแกมบังคับทหารรุ่นพี่ที่แม้จะเกษียณไปแล้ว แต่ยังมีบารมีอยู่มากแถวๆ ดอนเมือง โดยเฉพาะที่อากาศโยธิน เพราะเคยเป็น ผบ. คุมตรงนี้มาก่อน ลูกน้องเก่าที่ยังประจำการอยู่หลายคน

“พี่รีบกลับกรุงเทพฯ เย็นนี้ ผมมีเรื่องให้ช่วยด่วน”

ไม่กี่ชั่วโมง “พี่มนัส” โทร.มาบอกว่าถึงกรุงเทพฯ แล้ว มีอะไรให้พี่ช่วย ผู้เป็นน้องบอกว่า “ผมปฏิวัติ พี่นัสช่วยไปดูน้องๆ ที่ อย. ให้หน่อย กลัวจะเอาไม่อยู่” ทุกอย่างจึงลงตัวด้วยความราบรื่น

เหลือแต่กองปราบปราม นึกขึ้นได้ว่า ช่วงที่อยู่ศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษลพบุรี ลูกน้องเก่าๆ หลายคนมาเป็น “ครูฝึก” ให้กับตำรวจที่กองปราบปราม สนิทกับหลายคน จึงเรียกตัว “ครูฝึก” ขึ้นมาช่วยประสานกับนายตำรวจกองปราบฯ หลายระดับ

การปฏิวัติเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน เพื่อสกัดการนองเลือดในวันที่ 20 กันยายน ที่ม็อบต้องปะทะม็อบ และการประกาศภาวะฉุกเฉินโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 21 กันยายน จึงผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเสียเลือดและเนื้อแม้แต่หยดเดียว ผู้ก่อการปฏิวัติจึงปรากฏตัวเป็น “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

เงื่อนไขหลักและหัวใจสำคัญที่ทุกเหล่าทัพ และนายทหารทุกนายพร้อมเสี่ยงชีวิตมาปฏิวัติในครั้งนี้ ปัจจัยหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นชนวนสำคัญที่สุด

การปฏิวัติ ในส่วนของสายกำลัง ลงตัวพร้อมเพรียง เหลือแต่ฝ่ายบุ๋น รู้ๆ กันอยู่ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ถูกมองว่าเป็น “ทหารบ้านนอก” อยู่หน่วยรบมาตลอด มีเพียง “พล.อ.วินัย ภัททิยกุล” ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองอยู่บ้าง เพราะทำงานอยู่ข่าวกรองฯ จึงคุ้นเคยกับนักการเมืองโดยตำแหน่ง แต่ไว้ใจใครไม่ได้ เนื่องจากเป็นนักการเมืองพรรคไทยรักไทย และกำลังจะโค่นล้มหัวหน้าพรรคไทยนรักไทย

พล.อ.สนธิ ถึงจะเป็นทหารบ้านนอก แต่ภายหลังเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อนำพากองทัพฟันฝ่าอุปสรรคจนเป็นที่ยอมรับ

พล.อ.สนธิ มีพลเรือนที่สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวมายาวนาน ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้อยู่ 2 คนคือ “วิษณุ เครืองาม” กับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”

เวลาเกิดปัญหาข้อกฎหมาย หรือพิธีการต่างๆ ที่ “บิ๊กบัง” ไม่เข้าใจ ก็นำเรื่องไปปรึกษาหารือกับ “วิษณุ-บวรศักดิ์” เสียเป็นส่วนใหญ่

ช่วงที่ “วิษณุ-บวรศักดิ์” ถีบตัวเองออกจากอ้อมอก “ระบอบทักษิณ” ก็ปรึกษาหารือกับ “พล.อ.สนธิ” ในฐานะคนคุ้นเคย

แม้กระทั่งข่าวลือว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในฐานะนายกฯ รักษาการ จะปลด ผบ.ทบ. ออกจากตำแหน่ง “รักษาการ” จะมีอำนาจปลดได้หรือไม่ได้ตามกฎหมาย “พล.อ.สนธิ” ก็สอบถามในแง่มุมกฎหมายกับ “วิษณุ-บวรศักดิ์”

วันที่ “บิ๊กบัง” นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจ และปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ ต้องมานั่งเขียนแถลงการณ์ด้วยมือตัวเอง เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่

จึงมีคำต่อท้ายในบางฉบับของแถลงการณ์ของคณะปฏิรูปฯ ว่า ต้องขออภัย สาเหตุที่ไม่ได้ชักชวนให้ “วิษณุ-บวรศักดิ์” มาช่วยเขียนแถลงการณ์ เพราะนักกฎหมายมือฉมังที่สนิททั้ง 2 คนเดินทางไปฝรั่งเศส

ส่วนจะรู้ระแคะระคายมาก่อนล่วงหน้าก่อนเดินทางไปฝรั่งเศสหรือเปล่า ไม่มีใครทราบ แต่ถ้าให้ “เดา” ก็เดาได้ว่า น่าจะพอมีข่าวเข้าหูเข้าตาอยู่บ้างก็ไม่มากก็น้อย

พอ พล.อ.สนธิขีดๆ เขียนๆ อ่านดูแล้วบางตอน บางคำ ดูจะเชยๆ สไตล์ทหารที่ไม่รู้ลึกกฎหมายมากมายนัก

จึงตัดสินใจให้ลูกน้องขับรถพาตัวเองบุกบ้าน “มีชัย ฤชุพันธุ์” ให้มาช่วยขัดช่วยเกลาคำบางคำของแถลงการณ์คณะปฏิรูปฯ

2 เดือนกว่าที่คณะปฏิรูปฯ แปลงร่างมาเป็น “คมช.” ดูเหมือนว่า ไม่เข้มแข็งสักเท่าไหร่ แต่ “คมช.” อ่อนนอกแข็งใน เรื่อง “ปฏิวัติซ้อน” ไม่มีแน่ แต่ถ้ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นมาจะมี “ปฏิวัติซ้ำ” มากกว่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ชัยชนะ ในทาง “รูปแบบ” ชัยชนะ ในทาง “เนื้อหา”
ข้อสัญญาเมกกะ (Mecca Pact) เป็นอะไรระหว่างนาโตตะวันออกกลางกับข้อสัญญาที่ไม่ก่อผลอะไร
การไล่ล่าหาความจริง จาก Watergate ถึงฮั้ว ส.ว. (1)
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ G2, M7 และโลกที่เหลือ (1)
‘จอห์น เทอร์นัส’ ซีอีโอคนใหม่ Apple ในรอบ 15 ปี
จาก ‘เนเน่’ ถึง ‘วอลเลย์บอลหญิงไทย’ ‘Geopolitics’ มุมกลับ | ปราปต์ บุนปาน
“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”