bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข : วิกฤตเรือแป๊ะ 2561 ! เกยตื้น ลอยลำนิ่ง หรืออับปาง

25.01.2018

“ถ้าประชาชนกลัวรัฐบาล เมื่อนั้นเรามีทรราช

ถ้ารัฐบาลกลัวประชาชน เมื่อนั้นเรามีเสรีภาพ”

John Basil Barnhill

ปี2561 ที่เริ่มขึ้นนี้น่าจะเป็นเวลาของความเข้มข้นและความน่าตื่นเต้นในการเมืองไทย

ยิ่งย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในปี 2560 ที่ผ่านมา และมองไปสู่อนาคตแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปีปัจจุบันจะเป็นดังหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้งของการเมืองไทย เพราะจะเป็นดังช่วงปลายของรัฐบาลทหารก่อนที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะเกิดขึ้น ในช่วงปลายของรัฐบาลทหารนั้นจะเห็นได้ชัดเจนเสมอว่า “ความหวาน” ของน้ำผึ้งพระจันทร์ค่อยๆ หมดลง และระบบทหารที่เปรียบตัวเองเป็นเสมือน “เรือแป๊ะ” ก็ถูกคลื่นลูกเล็กลูกใหญ่กระแทกซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเห็นชัดเจนว่า “รัฐนาวาทหาร” กำลังเผชิญวิกฤตเป็นชุดๆ

ถ้าเช่นนั้นแล้ว “เรือแป๊ะ” ในปี 2561 จะฝ่าคลื่นลมแรงในทะเลการเมืองไปได้หรือไม่…

เรือจะล่มอับปาง เกยตื้น หรือเพียงแค่ลอยลำนิ่งไม่สามารถไปไหนได้

จึงเป็นอนาคตที่สำคัญของการเมืองไทยอันจะมีผลอย่างมีนัยต่อการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาข้างหน้าเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น หากทดลองสำรวจอนาคตแล้ว ก็พอจะมองเห็นถึงคลื่นลูกต่างๆ ที่ถาโถมเข้าหา “เรือแป๊ะ” ดังนี้

1)ศรัทธาตก เชื่อมั่นต่ำ

รัฐบาลทหารปัจจุบันจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม แต่ผลจากภาพถ่ายผู้นำทหารสวมนาฬิกาหรูที่เกิดขึ้นกำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนมากว่า รัฐบาลทหารมีปัญหา “วิกฤตธรรมาภิบาล” ในตัวเองอย่างมาก

ผลที่เกิดขึ้นจากเรื่องที่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การฝืนกระแสของผู้นำทหารที่มีอำนาจจาก “ปัญหานาฬิกาหรู” และ “กรณีแหวนเพชร” ได้กลายเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาอำนาจของรัฐบาลทหารที่ “การตรวจสอบ” ในกระบวนการทางการเมือง กลายเป็นประเด็นที่ไม่เพียงแต่จะไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น หากแต่ยังบอกถึงการไม่อาจตรวจสอบได้อีกด้วย

ระบบตรวจสอบในกลไกการเมืองภายใต้ระบบทหารจึงกลายเป็นเรื่องที่รับรู้กันว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ดังจะเห็นได้จากบทบาทของ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการไล่ล่านักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

แต่เมื่อจะต้องตรวจสอบผู้นำทหารแล้ว กลไกเช่นนี้กลับดูจะ “ไร้พลัง” เป็นอย่างยิ่ง

หรือกลไกทางสังคมในรูปแบบของ “กลุ่มต่อต้านคอร์รัปชั่น” ที่เคยออกมาโจมตีบรรดานักการเมืองที่ฝ่ายตนไม่ชอบ ก็ดูจะตกอยู่ในความเงียบและหายหน้าไปจากการเคลื่อนไหวสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้นำทหาร

ปัญหาเช่นนี้ถูกปล่อยปละละเลยด้วยความหวังว่าในที่สุดแล้วเรื่องเหล่านี้ก็คงจะหายเงียบไปดังเช่นความไม่โปร่งใสในกรณีการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ที่ผ่านๆ มา

แต่ความหวังเริ่มไม่เป็นจริงเพราะ “วิกฤตนาฬิกา” กลายเป็นคลื่นที่กระแทกรัฐนาวาทหารมากกว่าจะเป็น “คลื่นกระทบฝั่ง”

จนต้องยอมรับว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ “วิกฤตความเชื่อถือ” เท่านั้น

หากแต่กำลังกลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ต่อรัฐบาลทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

2)หมดเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

ในท่ามกลางปัญหาที่กระแทกรัฐนาวาทหารครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ผู้นำรัฐบาลดูจะไม่สามารถสร้างศรัทธาและฟื้นความน่าเชื่อถือของรัฐบาลให้เกิดขึ้นได้

ดังนั้น ในด้านหนึ่งผู้นำรัฐบาลพยายามเดินสายและระดมโฆษณาทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งเสียงสนับสนุนต่อรัฐบาลทหาร

แต่คงต้องยอมรับว่ายิ่งเวลาผ่านเลยมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จของรัฐบาลไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมมากนัก

วาทกรรมเก่าที่เคยขายได้ง่าย เช่น รัฐบาลทหารทำให้เกิดความสงบและปราศจากการชุมนุม ก็ดูจะเป็นประเด็นที่ขายไม่ออก เพราะสังคมต้องการมากกว่านั้น คือประสิทธิภาพของรัฐบาล

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอาจจะแก้ด้วยการพยายามสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่” ด้วยการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ถึงขีดความสามารถของรัฐบาลทหาร จนจำเป็นต้องยอมจัดคณะรัฐมนตรีใหม่

แต่ก็ดูเหมือนว่าเมื่อระยะเวลาน้ำผึ้งพระจันทร์ “หมดหวาน” แล้ว

การปรับเช่นนี้ก็ดูจะไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากนัก หรือไม่อาจดึงเสียงของรัฐบาลให้กระเตื้องได้มากเท่าที่ควร

สภาพเช่นนี้กำลังบ่งชี้ว่า รัฐบาลกำลังประสบกับวิกฤตในตัวเอง

ซึ่งหากเป็นในระบบปกติแล้ว ก็คงถึงจุดของการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอนาคตด้วยการเลือกตั้ง

3)รัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ

การดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำลังดำรงอยู่ด้วยความ “แปลกแยก” เป็นอย่างยิ่ง

เพราะรัฐธรรมนูญได้ร่างเสร็จและผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว แต่สภาวะที่เกิดขึ้นเป็นดังการ “จองจำรัฐธรรมนูญ” โดยรัฐบาลยังคงใช้รัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารเป็นกฎหมายหลัก

จนอาจเรียกตามข้อสังเกตของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าการเมืองไทยกำลังเกิดภาวะ “รัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ”

และดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นและควรจะต้องถูกนำออกใช้นั้น กลายเป็น “สิ่งของในตู้โชว์”

โดยในด้านหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันทั้งจากการเมืองภายในและภายนอกว่ารัฐบาลทหารได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว (จริงๆ!)

แต่การบังคับใช้ก็มีขั้นตอนและกติกาดูราวกับเป็นความจงใจที่สร้างอุปสรรคขวางกั้นไว้

สภาวะรัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความยุ่งยากในตัวเองอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับขั้นตอนและกรอบเวลาที่ถูกกำหนดไว้สำหรับพรรคการเมือง

อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นช่องทางในการลดแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร

ซึ่งหากทำเช่นนั้นแล้ว จะกลายเป็น “แรงปะทะ” ต่อระบบทหาร เพราะฝ่ายพรรคการเมืองคงจะยอมรับต่อสภาวะดังกล่าวได้ยาก

ฉะนั้น เกมรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นเช่นนี้ย่อมจะกลายเป็นคลื่นที่โถมกระแทกรัฐนาวาทหารอย่างแน่นอน

4)รัฐซ้อนรัฐหรือรัฐประหารเงียบ

ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในการเมืองไทยนั้น ผู้นำรัฐบาลรัฐประหารตระหนักว่าในที่สุดแล้ว การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” เพราะรัฐบาลทหารไม่สามารถจะหยุดยั้งให้การเมืองหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ตลอดไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นอันเป็นความกลัวอย่างสำคัญสำหรับอนาคตก็คือ หากการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลหลังการเปลี่ยนผ่านจะยังเป็นกลุ่มการเมืองที่อยู่กับฝ่ายรัฐบาลทหารปัจจุบันหรือไม่

ผลของความกลัวเช่นนี้ทำให้เกิดการออกแบบการเมืองเพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้นำกองทัพที่มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันจะต้องสามารถควบคุมผลของการเปลี่ยนผ่านได้

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดในเงื่อนไขและกรอบเวลาใด

แต่การเลือกตั้งจะต้องไม่มีรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็งเพื่อไม่ให้นักการเมืองสามารถกลับมามีบทบาทได้มากโดยมีวิธีการสำคัญดังนี้คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญ (วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง 250 คน) การสร้างยุทธศาสตร์ 20 ปี การจัดทำกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน

และทั้งยังจัดสร้างภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ด้วยการเพิ่มอำนาจให้แก่ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) อย่างไม่เคยมีมาก่อน

จนมีลักษณะเป็น “ซูเปอร์กระทรวง” ในระบบบริหารราชการแผ่นดินไทย การออกแบบโครงสร้างการเมืองเช่นนี้จึงเป็นดัง “รัฐประหารเงียบ” โดยมีความหวังว่าการเลือกตั้งจะไม่มีผลที่ทำให้เกิดผลที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น หรือเป็นกระบวนการสร้างให้เกิดผลทางการเมืองที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำทหารต่อไป

วิกฤตของความกลัวเช่นนี้ไม่ชัดเจนว่า ในปี 2561 ซึ่งเป็นดังช่วงสุดท้ายก่อนที่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริงนั้น ผู้นำทหารจะผลักดันอุปสรรคการเมืองเรื่องใดออกมาอีก

5)โตยอดหญ้า-ตายรากหญ้า

รัฐบาลทหารที่ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557 นั้น ถูกวิจารณ์อย่างมากกับปัญหาของการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทย

เพราะเศรษฐกิจหลังรัฐประหารประสบปัญหาอย่างมากโดยเฉพาะในภาคเกษตร จนกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อรัฐบาล อันนำไปสู่การจัดทำโครงการ “เสนาประชานิยม” ในรูปแบบของ “ประชารัฐ” ซึ่งก็คือโครงการประชานิยมของรัฐบาลทหาร และหวังว่าจะเป็นปัจจัยที่ดึงความสนับสนุนของประชาชนออกจากพรรคการเมือง

ในอีกด้านหนึ่งเพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลทหารจึงยอมตัวเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” กับกลุ่มทุนใหญ่ของไทย โดยหวังอีกส่วนว่าทุนใหญ่จะช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ในสภาวะเช่นนี้ รัฐบาลทหารจึงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ “โตยอดหญ้า ตายรากหญ้า” ซึ่งบ่งบอกว่าแม้รัฐบาลจะโฆษณาอย่างมากถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในทางตัวเลข

แต่เศรษฐกิจในภาคประชาชนกลับสวนทางกับตัวเลขของรัฐบาล เพราะการบริโภคในภาคประชาชนนั้น ไม่ได้เติบโตไปกับตัวเลขของรัฐบาล

เศรษฐกิจแบบ “ตัวเลขโต” สะท้อนให้เห็นมากขึ้นถึงการเติบโตแบบกระจุกตัว

ดังจะเห็นได้ว่าสินค้าส่งออกมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จนพอจะยอมรับได้ว่าการส่งออกของไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

แต่อาการเช่นนี้กลับบอกแก่เราว่า เศรษฐกิจไทยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยการส่งออกแต่เพียงประการเดียว การพึ่งพาเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีในทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด

และทั้งยังเห็นถึงการลดกำลังการผลิตของภาคเอกชน ซึ่งเท่ากับตอกย้ำถึงการเติบโตแบบกระจุกตัว

อีกทั้งสภาวะเช่นนี้เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาปัจจัยอย่างสำคัญอีกประการ คือ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีน

ฉะนั้น แม้จะมีการโหมโฆษณาถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่สูงถึงร้อยละ 3.6-3.7 และขณะเดียวกันการส่งออกก็ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อของผู้คนในสังคมไทยไม่ได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจซบเซาในระดับของผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย

หรือกล่าวโดยรวมก็คือ กำลังซื้อของภาคครัวเรือนไทยยังชะลอตัว ไม่ได้ดีเหมือนกับคำโฆษณาของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

สภาวะ “โตยอดหญ้า ตายรากหญ้า” จะมีผลต่อความเชื่อถือต่อรัฐบาลในปี 2561 อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรที่รัฐบาลทหารจะล้างภาพของความเป็น “รัฐบาลของทุนใหญ่” ออกให้ได้

มิฉะนั้นแล้วประชารัฐของทหารจะกลายเป็นเพียง “ประชานิยมเพื่อทุนใหญ่”

6)ไม่มีคำสัญญาที่สี่

ข้อถกเถียงในการเมืองไทยประการสำคัญก็คือ รัฐบาลทหารจะยอมเปิดให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 หรือไม่ ในท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองที่ดำเนินเรื่อยมาจนถึงกรณีการพบอาวุธปืนที่จังหวัดฉะเชิงเทราในปี 2560

และตามมาด้วยคำกล่าวของผู้นำทหารว่าสถานการณ์ยัง “ไม่นิ่ง” ก็อาจจะยังไม่มีการเลือกตั้ง

ผลจากคำกล่าวเช่นนี้ผสมกับท่าทีของผู้นำทหารต่อการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว การเลือกตั้งดูจะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก สภาพเช่นนี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านของไทยอยู่ในสภาวะที่คลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็คงจะต้องไม่ลืมว่า ผู้นำทหารได้เอ่ยคำสัญญาในเรื่องนี้มาแล้วถึง 3 วาระ

คำสัญญาแรกที่โตเกียวว่าการเลือกตั้งในไทยจะเกิดขึ้นในปี 2559

คำสัญญาสองในการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์กว่าจะมีในปี 2560

และคำสัญญาสามในการเดินทางเยือนวอชิงตันว่าจะมีในปี 2561

รัฐบาลทหารอาจจะต้องตระหนักว่าคำสัญญาในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้เป็นดัง “พันธสัญญา” และถ้ารัฐบาลไม่ทำ ก็จะส่งผลต่อสถานะของรัฐบาลและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในสภาพเช่นนี้จึงมีความหวังอย่างมากว่า รัฐบาลทหารคงจะต้องประกาศถึงความชัดเจนของตารางเวลาทางการเมืองในการพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ และ “คำสัญญาที่สี่” ของรัฐบาลทหารน่าจะเป็นสิ่งที่เวทีสากลไม่อาจยอมรับได้

คลื่นหกลูกเช่นนี้จะโหมกระแทก “รัฐนาวาทหาร” ในปี 2561 อย่างแน่นอน สิ่งที่ตอบไม่ได้ก็คือ แล้ว “เรือแป๊ะ คสช.” จะเกยตื้นขับเคลื่อนไม่ได้ หรือจะลอยลำนิ่งไปไหนไม่ได้ หรือจะเดินหน้าชนหินโสโครกอับปางลงกลางสายน้ำเชี่ยว…

ชะตากรรมของเรือลำนี้จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร