bg-single

ความชะงักงันของรัฐไทย! | สุรชาติ บำรุงสุข

21.10.2024

ในขณะการขับเคลื่อน “กระแสตากใบ” ทวีความรุนแรง กระทบต่อรัฐบาลไทย และพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลอย่างมากนั้น กลับไม่มีถ้อยแถลง คำชี้แจงใดๆ ออกมาจากฝ่ายรัฐบาลไทยเลย จนต้องถือว่า การปลุกกระแสตากใบสะท้อนให้เห็นถึงภาวะ “ถดถอย” ทางการเมืองของฝ่ายรัฐอย่างเห็นได้ชัด

ผลจากการปลุกกระแสชุดนี้ แทนที่เราจะเห็นถึง “ความเข้มแข็ง” ในการให้ข้อมูลของกลไกรัฐในส่วนต่างๆ เรากลับเห็นถึงสภาวะที่เป็น “อาการชะงักงัน” ของฝ่ายรัฐอย่างน่าตกใจ ดังนี้

1) รัฐบาล: น่าสนใจอย่างมากว่า เราไม่เห็นถึงความพยายามเท่าที่ควรในความเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่ในการชี้แจงให้ประชาชนในสังคมได้ทราบถึงปัญหาตากใบที่เกิดขึ้นในปี 2547 รัฐบาลอาจจะไม่รู้สึกว่า ปัญหานี้กระทบสถานะของรัฐบาลมาก แต่ผลกระทบกับสถานะของรัฐมีค่อนข้างมาก จนหลายฝ่ายมีความรู้สึกว่า รัฐบาล “ละเลย” ต่อผลกระทบด้านความมั่นคงที่กระทบต่อสถานะของรัฐไทยในพื้นที่ 3 จังหวัด ทั้งที่รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ได้นำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวน 4 ศาล มีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริงในสมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีการเอ่ยปากขอโทษและยุติคดีแกนนำในสมัยนายกฯ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ และการจ่ายเงินเยียวยาเพื่อแสดงความรับผิดชอบในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สำหรับข้อมูลความมั่นคงในเบื้องต้นเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีอาจต้องทำความเข้าใจและรับรู้ด้วย เพราะปัญหาความมั่นคงเป็น ”โจทย์ใหญ่” ที่ตัวนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

2) กองงานโฆษกของรัฐบาล: อาการ “นิ่งเงียบ” ของรัฐบาล สะท้อนให้เห็นด้านที่รัฐบาลอาจจะละเลย และไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ทีมงานโฆษกที่ทำเนียบรัฐบาลอาจต้องมีความ “ตระหนักรู้” ถึงปัญหาการเคลื่อนไหวที่ขยายวงออกไปผ่านแนวร่วมกลุ่มต่างๆ อย่างมากนั้น ทีมงานโฆษกควรที่จะมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลในสิ่งที่รัฐบาลในสมัยต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วออกสู่สาธารณชน ตลอดรวมถึงการชี้แจงในกรณีของผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งทำให้รัฐบาลถูกมองว่าละเลยต่อปัญหานี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีก่อนที่จะมีการออกหมายจับแล้ว

3) พรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยดูจะอยู่ในอาการที่ “ไม่กล้าขยับ” ด้วยปัญหาความกลัวว่า การมี สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ที่เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 จะทำให้พรรคถูกข้อหาเรื่อง “ปัญหาจริยธรรม” ที่เคยทำให้นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ถูกถอดถอนมาแล้ว ทั้งที่ สส. ท่านนี้ เข้ามารับตำแหน่งก่อนศาลจังหวัดนราธิวาส และสำนักงานอัยการสูงสุดจะฟื้นคดีในปีสุดท้าย และพรรคยังแสดงท่าทีในแบบ “ปัดให้พ้นตัว” เพียงต้องการการลาออก เพื่อหวังว่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งที่พรรคสามารถชี้แจงข้อมูลในส่วนต่างๆ ได้ แต่พรรคกลับแสดงอาการ “ปัดปัญหา” เพราะกลัวจะกระทบกับสถานะของตัวนายกฯ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง อาการ “จริยธรรมผวา” จึงทำให้พรรคไม่กล้าขยับตัวในปัญหานี้

4) สภาความมั่นคงแห่งชาติ: สังคมไทยคงคาดหวังอะไรกับ สมช. ไม่ได้มากนัก แม้องค์กรนี้จะมีความรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องของปัญหาความมั่นคงภาคใต้ เพราะที่ผ่านมา ผู้บริหาร สมช. บางส่วนมีท่าทีโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มก่อความไม่สงบ และอาจเป็นเพราะบทบาทของเอ็นจีโอ. ทั้งภายนอกและภายในประเทศ ที่เข้ามามีอิทธิพลทางความคิดใน สมช. มาก จนทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารบางส่วนของ สมช. ดูมีความเป็นเอ็นจีโอ. มากกว่าเป็นนักความมั่นคง

5) กระทรวงกลาโหม: กระทรวงกลาโหมอาจจะไม่มีบทบาทโดยตรงในงานภาคใต้ แต่ในฐานะที่เป็น “ศูนย์กลางกองทัพ” ผู้นำและหน่วยงานในกระทรวงควรต้องตระหนักถึงปัญหานี้ให้มาก พร้อมกับต้องผลักดันทิศทางการใช้เครื่องมือประชาสัมพันธ์ของกองทัพในการชี้แจงข้อมูล และการดำเนินการของรัฐบาลในอดีตให้สังคมได้รับรู้ และยิ่งเมื่อรองนายกฯ ความมั่นคงและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นบุคคลคนเดียวกันแล้ว การสั่งการถึงส่วนต่างๆ และทำความเข้าใจกับกำลังพลกองทัพในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก

6) กระทรวงยุติธรรม: เราไม่ได้ยินคำอธิบายจากกระทรวงยุติธรรมเลย นอกจากเห็นการฟื้นคดีตากใบของสำนักงานอัยการสูงสุดในปีสุดท้าย ทั้งที่ในความเป็นจริง คดีตากใบใน 4 ส่วนได้เข้าสู่กระบวนการทางศาล และมีคำตัดสินแล้วในแต่ละคดี แต่เรื่องราวของคดีเหล่านี้ ไม่ได้รับคำชี้แจงจากกระทรวงยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย จนดูเหมือนการปราศจากคำชี้แจงจากกระทรวงนี้ คือ การช่วยทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า รัฐไทยไม่ช่วยอำนวยความยุติธรรมในคดี อีกทั้งข้อมูลและการไต่สวนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏชัดเจนในสำนวนของศาล จึงน่าเสียดายว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ โดยเฉพาะเรื่องทางคดี

7) กระทรวงการต่างประเทศ: กระทรวงต่างประเทศอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่รัฐบาลควรต้องขอให้กระทรวงต่างประเทศทำคำชี้แจงให้กับเวทีสากลและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ เพราะเหตุเกิดนานถึง 21 ปีแล้ว จึงอาจทำให้เวทีสากลและองค์กรต่างๆ ไม่รับทราบถึงการดำเนินการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวนความจริง การขอโทษของนายกฯ การนำคดีเข้าสู่ศาล และการจ่ายเงินเยียวยา เพื่อยืนยันถึงความพยายามของรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ต้องการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ไม่ใช่การปราบปรามประชาชน

8 ) กองทัพบก: กองทัพบกไม่อาจปฏิเสธความรับรู้ที่ควรจะต้องมีในกรณีตากใบได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่กำลังพลของ ทบ. ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาในระดับแม่ทัพภาค และ ผบ. พล. ลงไปจนถึงทหารระดับล่างที่เป็นพลขับรถบรรทุก ได้ถูกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวหาและออกหมายจับ ทบ. จะมองว่าเป็น “การกล่าวหาในคดีส่วนตัว” ไม่ได้ เพราะปัญหานี้มีผลกระทบกับ ทบ โดยตรง เป็นแต่เพียงในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวมุ่งกระทำต่อรัฐไทยและรัฐบาลเป็นเป้าหมายหลัก และไม่กล่าวพาดพิงกับกองทัพบก จนเสมือนกองทัพจะ “ลอยตัว” จากปัญหานี้ได้ หากมองในแง่ดี ผู้นำตลอดรวมถึงฝ่ายอำนวยการใน ทบ. ห่างจากเหตุการณ์นี้ด้วยอายุ และความรับรู้ จนมองไม่เห็นปัญหาและผลกระทบด้านความมั่นคงที่เกิดแต่อย่างใด

9) กองทัพภาคที่ 4: กองทัพภาคที่ 4 ต้องถือเป็นเจ้าของเรื่องโดยตรงของกรณีตากใบ แต่เป็นองค์กรที่ไม่มีปฏิกิริยา หรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จนอาจต้องกล่าวว่า ทภ. 4 เหมือน “คนนอนหลับสบาย” ในความร้อนแรงของสถานการณ์ตากใบ แต่ผลที่ตามมา ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ รู้สึกถูกผู้บังคับบัญชาทอดทิ้ง และมีความรู้สึกผู้บังคับบัญชาเอาตัวรอด ไม่กล้าที่จะออกมาอธิบายถึงปัญหาที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันนั้น จึงทำให้โอกาสที่ผู้บังคับบัญชา จะแสดงบทบาทของการเป็น “ผู้นำที่รับผิดชอบ” ลอยหายไปกับสถานการณ์อย่างน่าเสียดาย มีแต่ความนิ่งเงียบจาก บก. กองทัพภาค

10) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน: กอ.รมน. เป็นอีกส่วนที่เงียบหายไป กอ.รมน. อาจจะดูมีพลังในเรื่องของงานในด้านต่างๆ แต่เมื่อเผชิญกับการโหมกระแสตากใบแล้ว ความคาดหวังที่จะเห็นการชี้แจงข้อมูลและข่าวสารต่างผ่านเครือข่ายที่มีอยู่ กลับไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จนอาจต้องกล่าวจากกรณีตากใบในปัจจุบันว่า ความสามารถในการประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลของ กอ.รมน. ดูจะหมดสภาพไปอย่างสิ้นเชิง เห็นแต่งาน “IO” จากทางอีกฝ่ายหนึ่ง หรือในอีกมุมหนึ่ง กอ.รมน. ทัพภาค 4 ส่วนหน้านั้น สิ้นสภาพไปเลย

ความชงักงันที่เกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆ ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า รัฐไทยกำลังอยู่ในสภาพของการถอยทางการเมืองจากกระแสตากใบอย่างคาดไม่ถึง !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา