นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มนุษยนิยมในใบกระท่อม

ด้วยความรู้อันจำกัดเพราะไม่ได้ติดตาม ผมจึงไม่เห็นประเด็นว่า การใช้สำนึกชาตินิยมจะทำให้เราหาทางออกให้แก่ปัญหาเรื่องใบกระท่อมได้อย่างไร หรือแม้แต่จะมองเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงของสารเคมีในใบกระท่อมคืออะไรกันแน่
นักวิจัยญี่ปุ่นได้พบสารเคมีสองชนิดในใบกระท่อม ที่ช่วยระงับความเจ็บปวดได้ และน่าจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าสารที่สกัดจากฝิ่น หรือมอร์ฟีน อันเป็นยาระงับปวดที่ชะงัดและใช้มานานอย่างดูเหมือนไม่มีทางเลือก แต่ที่จริงแล้วมีผลข้างเคียงมาก รวมทั้งบางรายก็แพ้อย่างหนัก จนเสียชีวิตได้
ฟังดูก็น่าจะดีนะครับ อย่างน้อยก็ดีแก่คนที่รับผลข้างเคียงของมอร์ฟีนไม่ได้ เพราะจะมียาระงับปวดอื่นให้เลือกได้มากขึ้น ไม่ว่ากลุ่มคนดังกล่าวนี้จะเป็นคนไทยหรือไม่ก็ตาม (แต่กว่าจะเป็นยาระงับปวดชนิดใหม่ ก็คงต้องทดลองกับสัตว์และคนจนรู้ว่ามีผลข้างเคียงอื่นหรือไม่ด้วย)
แต่ก็มีเอ็นจีโอไทยเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ดีแก่คนไทย เพราะมันมีอะไรสักอย่างที่กระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของไทย แต่กระทบอย่างไร ฟังดูไม่กระจ่างแก่ผมนัก
ผลกระทบประการแรกเท่าที่ผมเข้าใจก็คือ เมื่อนักวิจัยญี่ปุ่นนำไปจดสิทธิบัตรแล้ว จะทำให้คนไทยไม่สามารถสกัดสารดังกล่าวจากใบกระท่อมด้วยวิธีของเขาได้ ก็ไม่ถูกหรือครับ นักวิจัยญี่ปุ่นน่าจะเป็นเจ้าของกระบวนการสกัดสารสองอย่างนั้นจากใบกระท่อม เพราะเขาเป็นคนคิดขึ้นเอง เขาไม่ได้อ้างความเป็นเจ้าของใบกระท่อม หรือสารสองชนิดนั้นซึ่งมีอยู่ในใบกระท่อมตามธรรมชาตินี่ครับ
คนที่น่าจะโวยวายว่านักวิจัยญี่ปุ่นละเมิดทรัพย์ของตนก็น่าจะเป็นนักวิจัยไทย ซึ่งตามข่าวว่าได้ร่วมมือในการศึกษากับนักวิจัยญี่ปุ่น เพราะเขาอาจมีส่วนเป็นเจ้าของทรัพย์สินชิ้นนี้ร่วมกับนักวิจัยญี่ปุ่นก็ได้ แต่จนถึงเมื่อเขียนบทความนี้ เขายังไม่ได้โวย
คนที่ช่วยโวยให้คือสื่อไทย ซึ่งทำให้ผมได้รู้เรื่องนี้ แต่สงสัยว่าสื่อก็คงโวยโดยไม่สู้จะเข้าใจเหมือนกัน ผมจึงยังงงๆ อยู่ว่าทรัพย์สินไทยถูกละเมิดตรงไหน
ผลกระทบประการที่สอง ยิ่งคลุมเครือแก่ผมขึ้นไปกว่านั้นอีก เช่น สื่อพูดประหนึ่งว่าคนไทยไม่อาจใช้สารสองตัวนั้นได้อีกจนกว่าจะต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของสิทธิบัตร ด้วยความรู้อันจำกัดเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ผมคิดว่าไม่ใช่นะครับ สารที่ไม่ได้เกิดมาใหม่จากการสังเคราะห์ แต่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่น่าจะมีใครเป็นเจ้าของได้ แต่กรรมวิธีสกัดเอาสารนั้นออกมาจากธรรมชาติต่างหากที่จะอ้างความเป็นเจ้าของได้ สักวันหนึ่ง แม่ครัวไทยอาจพบว่า เอาใบกระท่อมไปโขลกในครก แล้วคั้นน้ำผ่านกระชอน ก็จะได้สารสองตัวนั้นเหมือนกัน ทำน้ำนั้นให้ปลอดเชื้อโรค แล้วเอาไปฉีดให้ผู้กำลังเจ็บปวดอยู่ ก็จะทุเลาลง ทำอย่างนี้ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของใครนะครับ
และแน่นอน ที่เราต้มใบกระท่อม เพื่อกินน้ำของมัน จะได้สามารถทำงานหนักกลางแดดกลางฝนได้ดี ก็ยังคงทำต่อไปได้โดยไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของใคร
นักวิจัยญี่ปุ่นนำเอากรรมวิธีสกัดที่ตนค้นพบไปจดสิทธิบัตรในญี่ปุ่นและสหรัฐ ทำไมจึงจดในสองประเทศนี้ ผมเดาว่าคงมีทุนจะทำได้แค่นี้หนึ่ง และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สองประเทศนี้มีศักยภาพจะนำการค้นพบนี้ไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นสินค้าหากำไรได้ ฉะนั้น ก็คงต้องซื้อสิทธิบัตรนี้จากนักวิจัย และส่วนใหญ่ที่บริษัทยาซื้อ ก็มักซื้อขาด คือโอนความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรไปให้บริษัทเลย นักวิจัยก็จะได้เงินไปก้อนหนึ่ง เป็นก้อนใหญ่สำหรับเขาเหมือนถูกหวยชุด
แต่มันมีช่องว่างแยะมาก เพราะยังมีประเทศที่มีศักยภาพเอาข้อค้นพบนี้ไปทำเป็นสินค้าได้อีกหลายประเทศ วิธีผูกขาดความรู้ใหม่ที่เขาสร้างขึ้นเองนี้ไปทั่วโลก คือจดทะเบียนผ่านองค์กรอะไรสักอย่างที่ทำหน้าที่รับรองสิทธิบัตรในประเทศสมาชิกทั้งหมดกว่าร้อยประเทศ เวลานี้นักวิจัยญี่ปุ่นกำลังทำอย่างนี้อยู่
คนไทยที่ต่อต้านคัดค้านการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีสกัดสารจากใบกระท่อม จึงพากันผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์ไทยไม่อนุญาตหรือไม่ให้คำรับรอง ด้วยเหตุผลว่าประเทศหรือวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งวัตถุดิบหรือการใช้ประโยชน์มาแต่เดิม ต้องได้รับส่วนแบ่งด้วย
ตรงนี้ผมยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก ประเทศใดเป็นเจ้าของใบกระท่อมหรือครับ ผมเข้าใจว่าทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนมีต้นกระท่อมเป็นพืชพื้นถิ่นทั้งสิ้น และเกือบทุกประเทศกระมัง คงได้ใช้ประโยชน์จากใบกระท่อมในลักษณะคล้ายๆ กันอย่างนี้มาแต่โบราณแล้วทั้งสิ้น
สรุปความงงของผมในข้อนี้ก็คือ ญี่ปุ่นมาสร้างทรัพย์ใหม่ขึ้นจากพืชในบ้านเรา เขาจึงต้องแบ่งทรัพย์นั้นให้แก่เราบ้าง แต่ความรู้ใหม่นั้น เราไม่ได้สร้างขึ้น แม้แต่พืชก็ไม่ได้สร้างเหมือนกัน เพราะมันมีมาตามธรรมชาติ กรรมสิทธิ์ของเรามันอยู่ตรงไหนหว่า
ผมก็ยอมรับนะครับว่า การที่นักวิจัยญี่ปุ่นเลือกวิจัยใบกระท่อม แทนที่จะวิจัยใบพุทรา ก็เพราะวิธีการใช้ประโยชน์จากใบกระท่อมของประชาชนในภูมิภาคอุษาคเนย์ ล้วนส่อว่าต้องมีสารบางอย่างที่มีผลต่อศูนย์ประสาทสัมผัสของมนุษย์ จึงน่าจะค้นหาดูว่าสารที่ว่านั้นคืออะไร จะถือว่ามีความรู้เดิมของพื้นถิ่นแถบนี้เป็นฐานด้วยก็ได้
แต่ความรู้เดิมนี้เป็นสมบัติของใครกันแน่ครับ เพราะเขาก็ใช้ใบกระท่อมในลักษณะนี้ในอีกหลายประเทศ ทั้งในและนอกอุษาคเนย์ โดยปราศจากความรู้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเลย
ผมกำลังสงสัยว่า กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามีจินตนาการถึงเจ้าของทรัพย์สินไว้สองอย่าง หนึ่งคือปัจเจกบุคคล เหมือนกฎหมายทรัพย์สินสมัยใหม่ทั่วไป และสองคือชุมชน ซึ่งความหมายไม่ชัดนัก และที่สับสนที่สุดก็เพราะไปบังคับว่าชุมชนต้องอยู่ในรัฐชาติ ชุมชนใบกระท่อมอยู่เหนือรัฐชาติ หากจะให้สิทธิความเป็นเจ้าของก็ไม่รู้จะยกให้ใครจัดการ จึงต้องบังคับให้ชุมชนอยู่ในรัฐชาติ เพื่อมีผู้จัดการส่วนแบ่งของทรัพย์สินได้
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐชาตินั่นแหละเป็นของแปลกปลอมในระบอบ (regime) ทรัพย์สินทางปัญญา มีความสามารถในการจัดการทรัพย์สินได้ในระดับหนึ่ง แต่รัฐชาติไม่เคยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอะไรสักอย่าง เป็นผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจเหนือมรดกยิ่งกว่าเจ้าของเสียอีก
เมื่อไรดึงเอาสำนึกชาตินิยมเข้ามาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
จึงยิ่งทำให้สับสนมากกว่าทำให้กระจ่าง
แต่ที่ไม่สับสนเลย กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเจตนาจะทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินค้า เจ้าของอาจนำเอาไปหากำไร และหากำไรเท่าไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด
แต่ทรัพย์สินทางปัญญานั้นไม่เหมือนสินค้าทั่วไป เพราะมันมีผลต่อชีวิตมนุษย์ทั้งโลก โดยสรุปก็คือเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ เช่น ทำให้อายุยืนขึ้น ไม่ตายด้วยโรคที่ไม่ควรต้องตาย ไปจนถึงเพิ่มความสามารถในการทำงานหรือการติดต่อสื่อสาร หรือการเดินทาง หรือ ฯลฯ
การหากำไรอย่างไม่มีขีดจำกัดกับทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีผลกีดกันผู้คนจำนวนมากให้เข้าไม่ถึงเครื่องมืออันจะเพิ่มศักยภาพของเขา ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำของมนุษย์ในโลกให้มากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะดูจากภูมิภาค, สถานะทางเศรษฐกิจ, สถานภาพทางสังคม, เพศสภาพ, วัฒนธรรม, ฯลฯ อย่างที่เราเห็นความเหลื่อมล้ำซึ่งหนักข้อมากขึ้นทุกทีบนพื้นโลกเรานี้
การค้นพบสารระงับความเจ็บปวดชนิดใหม่ในใบกระท่อม ซึ่งสมมติว่าดีกว่ามอร์ฟีน จึงเป็นการค้นพบที่ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ทรมานของผู้คนอีกจำนวนมากบนพื้นโลก ไม่ใช่คนไทยโดยเฉพาะ แต่คนส่วนมากเหล่านั้นจะเข้าไม่ถึงยาตัวใหม่นี้ เพราะราคาแพงเกินไป ถึงเราโวยวายจนทำให้เราได้ส่วนแบ่งในการค้นพบนี้ คิดหรือว่าคนไทยและคนชาติอื่นๆ อีกทั้งโลก จะเข้าถึงยาตัวใหม่นี้ได้ อย่างทั่วถึง
ตัวระบอบทรัพย์สินทางปัญญาที่กฎหมายระหว่างประเทศค้ำจุนไว้ในปัจจุบันต่างหากที่เป็นปัญหา เพราะไม่ได้มุ่งหมายจะเพิ่มศักยภาพของมวลมนุษยชาติโดยรวม แต่มุ่งหมายจะให้การค้นพบทำเงินจำนวนมหาศาลให้แก่กลุ่มคนจำนวนน้อยที่ค้นพบและ/หรือมีกำลังจะพัฒนาการค้นพบนั้นออกมาเป็นสินค้า
ไม่ว่าเราจะปลุกกระแสชาตินิยมสักเพียงไร คนไทยจำนวนมาก และคนอีกมากในเอเชีย, แอฟริกา, ละตินอเมริกา หรือแม้แต่ในสหรัฐและยุโรปเอง ก็เข้าไม่ถึงยาระงับปวดชนิดใหม่ที่มีคุณภาพเหนือกว่ายาตัวเก่าอยู่นั่นเอง เพราะบริษัทยาซึ่งซื้อสิทธิบัตรขาดจากนักวิจัยญี่ปุ่น ย่อมต้องลงทุนอีกมากเพื่อพัฒนาขึ้นมาเป็นยาที่ใช้ได้ผล
และต้องทำกำไรสูงสุดด้วยระยะเวลาที่นานที่สุดเหนือสิทธิบัตรของตน
ตัวระบอบทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกจัดการด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเช่นนี้ต่างหาก ที่เราควรลุกขึ้นสู้ รวบรวมคนในนานาประเทศขึ้นมาร่วมต่อสู้กับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ พระผู้เป็นเจ้า (หรือความยุติธรรมและมนุษยธรรม) มอบใบกระท่อมให้คนไทย หรือให้แก่มนุษยชาติ ถ้านายทุนค้ายาจะช่วงชิงทรัพย์สมบัติของใคร ก็น่าจะเป็นทรัพย์สมบัติของมนุษยชาติมากกว่าทรัพย์สมบัติของคนไทย
นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า หากไม่ให้ผลกำไรทางวัตถุอย่างไม่มีขีดจำกัดแก่การค้นพบสิ่งใหม่แล้ว ก็จะไม่มีใครลงทุนลงแรงไปค้นพบสิ่งใหม่เลย
ผมไม่เชื่อ และมีคนอีกมากที่ไม่เชื่อเช่นกัน รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์เองด้วย ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าผลตอบแทนทางวัตถุเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่อย่างเดียวแน่ เพราะมนุษย์ได้สู้ยากลำบากค้นพบสิ่งโน้นสิ่งนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมาแต่บรมสมกัลป์ ก่อนหน้าที่จะมีการจัดการระบอบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างปัจจุบันหลายพันปีมาแล้ว พวกเขาได้รับความพอใจในรูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัตถุอีกมากมาย และส่วนใหญ่มากเสียจนเขาลืมผลตอบแทนทางวัตถุไปเลยด้วย
แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์เอง ที่สู้ทนเรียนจนจบปริญญาเอกมาได้ ก็ไม่ใช่เพราะจะได้เงินเดือนสูงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความพอใจที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมจากมิติทางวัตถุ ซึ่งมีความสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่าพวกเขา ความพอใจที่อธิบายได้ กับผลตอบแทนทางวัตถุไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เงินเดือนสูงก็สำคัญ แต่อำนาจอธิบายมิติที่คนอื่นไม่สนใจ ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ผมอยากเดาว่า นักวิจัยที่พบสารสองตัวในใบกระท่อมก็มีความสุขอยู่ลึกๆ ว่า เขาสามารถอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า ทำไมประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงใช้ประโยชน์จากใบกระท่อมในลักษณะดังกล่าว ก็เพราะใบกระท่อมไปทำงานกับศูนย์ประสาทส่วนกลางให้ทนร้อน ทนเหนื่อยได้ เขาคงมีความสุขที่สามารถผลิตคำอธิบายซึ่งไม่เคยมีใครสามารถทำอย่างเป็นรูปธรรมได้เช่นนี้มาก่อน
มนุษย์นั้นซับซ้อนกว่า “สัตว์” เศรษฐกิจเสมอ และไม่เคยทำอะไรด้วยแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว แม้แต่กินขี้ปี้นอน
ปัญหาของการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในโลกปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับชาตินิยม แต่เกี่ยวกับมนุษยนิยมโดยตรง และเราต้องให้ความสำคัญแก่มิตินี้ นายทุนไทยหรืออเมริกัน ไม่ได้คิดจะรังแกแต่คนจนไทยและคนจนอเมริกัน พวกเขาไม่รังเกียจที่จะรังแกคนจนทั้งโลก
