bg-single

ถอดรหัสลับ 9 เสือกลาโหม ถอดสลักรัฐประหาร โหวตสกัดสืบทอดอำนาจ ผบ.เหล่าทัพ จับตาอนาคต ‘หมวกแดง-คอแดง’

02.01.2025

แม้พรรคเพื่อไทยจะถอย ถอนร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ฉบับของนายประยุทธ์ ศิริพานิช ที่ถูกต่อต้าน ออกจากสภาไปแล้ว

แต่เจตนารมณ์ในการสกัดกั้นรัฐประหาร และการสืบทอดอำนาจ ยังคงอยู่

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แจ้งในที่ประชุมสภากลาโหม ส่งท้ายปี เมื่อ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ว่า จะนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ฉบับของนายสุทิน คลังแสง สมัยเป็น รมว.กลาโหม ที่สภากลาโหมเคยอนุมัติไว้ ที่มีดีกรี “ซอฟต์” ที่สุด มาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อนำไปประกบกับร่างของพรรคการเมืองในสภา ในนามร่างหลักของรัฐบาล

แต่จะให้มีการประชุมกลั่นกรอง ตามข้อวิจารณ์ และให้สอดรับกับความเป็นจริงของกองทัพและกำลังพล และการรับรู้ตามที่ประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

แต่บางเรื่องที่เสนอไปไม่ตอบโจทย์ หรือสร้างผลกระทบ และเป็นปฏิกิริยาที่ไม่ดีกับเหล่าทัพ ก็ไม่อยากให้เกิดการสะเทือน

หากจะมีการปรับเปลี่ยนก็ต้องทำให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพราะพูดแล้วว่าเป็นการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงอะไรทันที

 

นายภูมิธรรมระบุว่า หลายเรื่องต้องพูดคุยกัน แต่ก็ได้ย้ำกับเหล่าทัพไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านของโลก และความต้องการของประชาชนมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น

โดยให้บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และปลัดหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม เป็นคณะทำงานในการรวบรวมความเห็นจากเหล่าทัพ อาจด้วยการประชุม หรือใช้หนังสือเวียน แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหมอีกครั้ง

สะท้อนว่า ไม่ได้ใช้ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฉบับของนายสุทิน แบบทั้งดุ้น แม้จะร่างโดยกลาโหมร่วมกับฝ่ายการเมืองก็ตาม คือ มีบิ๊กอั๋น พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา ที่ปรึกษา รมว.กลาโหมในเวลานั้น เป็นประธาน ร่วมด้วยนายจำนงค์ ไชยมงคล ผช.รมต.กลาโหม

โดยเป็นที่จับตามองกันว่า ในประเด็นการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการสั่งย้ายนายทหารที่คิดจะทำรัฐประหาร พ้นตำแหน่ง ด้วยการพักราชการ โดยไม่ย้ายเพราะในเวลานั้นมองว่า ยศตำแหน่งนายพล ต้องโปรดเกล้าฯ

ที่ต้องจับตามองว่า ธงของนายภูมิธรรมจะให้คงไว้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ณัฐพลเพิ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายด่านชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณราชการไปแล้วได้ติดต่อมาแสดงความห่วงใยกังวลและคัดค้านการที่ต้องเขียนระบุไว้ในกฎหมายในการให้อำนาจโยกย้ายนายทหารที่คิดจะรัฐประหาร เพราะได้มีกำหนดเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาแล้วในโทษฐานกบฏ จึงไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในกฎหมายกลาโหมนี้อีก

และด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บัญชาการเหล่าทัพกับนายภูมิธรรม และเพราะมี “ดีล” ผสมข้ามขั้วระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทย กับกลุ่มอีลีตขั้วอนุรักษนิยม

จึงอาจนำมาซึ่งการพบกันครึ่งทาง ที่ฝ่ายทหารก็ยอมรับได้ และฝ่ายการเมืองก็สบายใจขึ้น จากความเสี่ยงเรื่องการรัฐประหาร

 

มีรายงานว่า มีการหารือกันแล้วว่าจะถอดรหัสรัฐประหารด้วยการเสนอเพิ่มสมาชิกของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม จากเดิมที่มีเพียง 6-7 คน หรือที่เรียกว่าบอร์ด 7 เสือกลาโหม ที่มี รมว.กลาโหมเป็นประธาน ร่วมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ และมีเจ้ากรมเสมียนตรา เป็นเลขานุการ แต่ไม่มีสิทธิ์โหวต

ตาม พ.ร.บ.กลาโหม 2551 ถือว่าบอร์ด 7 เสือกลาโหมเป็นเสมือนเกราะเหล็ก ป้องกันไม่ให้การเมืองเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกองทัพ มาได้ยาวนานสมเจตนารมณ์ ที่กฎหมายนี้ออกในยุคที่บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร ล้มนายทักษิณเมื่อ 19 กันยายน 2549

แต่เมื่อมีดีลพิเศษ จึงมีแนวคิดในการเสนอเพิ่มจำนวนสมาชิกของบอร์ด 7 เสือกลาโหมให้เป็น 9 เสือกลาโหม คือ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเพิ่มรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

ซึ่ง 2 เสียงที่เพิ่มมาใหม่นี้ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายการเมือง ที่จะมีอีก 2 เสียงรวมกับรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยกลาโหมอีก 2 เสียงรวมเป็น 4 เสียง แม้จะยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงทั้งหมด 9 เสียงก็ตาม

 

ดูผิวเผิน จึงไม่น่าจะกระทบหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทหารชั้นนายพลได้ เพราะฝ่ายกองทัพยังคงมี 5 เสียง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผบ. 3 เหล่าทัพ

ซึ่งที่ผ่านมาผู้บัญชาการเหล่าทัพก็เกาะกันแน่น ไม่มีแตกเสียงแตกแถวหรือแม้แต่การจะเสนอให้โหวต ในกรณีที่ข้อเสนอในการแต่งตั้งโยกย้ายของเหล่าทัพใดเหล่าทัพหนึ่ง เกิดปัญหาและไม่เป็นที่ยอมรับในคณะกรรมการ

แต่ประการสำคัญคือ หากมีผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใดคนหนึ่งแค่เสียงเดียว หากไปโหวตร่วมกับฝ่ายการเมืองเสียงเดียว ก็คือตัดสินได้เลย หรือแม้แต่งดออกเสียง ก็จะทำให้เสียงเสมอกัน 4 ต่อ 4 ตามระเบียบแล้วคนเป็นประธานจะมีเสียงเพิ่มอีก 1 เสียงในกรณีที่เสียงเสมอกัน โดยประธานจะเป็นเสียงตัดสิน นั่นหมายถึง นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการตัดสินใจชี้ท้ายสุดหากเสียงเสมอกัน

แม้ว่าที่ผ่านมา ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะให้เกียรติกันในการไม่ให้มีการโหวต โดยให้เกียรติผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพตามที่ได้เสนอมาก็ตาม

แต่ในอนาคต ไม่อาจมีใครรู้ได้ว่าอาจเกิดสถานการณ์ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนไม่เห็นด้วย และสามารถจับมือกับฝ่ายการเมือง การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจที่จะดูแลกองทัพ หรือการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือนายทหารระดับ 5 เสือแต่ละเหล่าทัพได้

ประเด็นนี้ อาจสามารถแก้ปัญหาการสืบทอดอำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพเช่นที่ผ่านมาได้ เพราะเรื่องนี้เคยเป็นหลักการและเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายประยุทธ์ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเคยใช้ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฉบับใหม่

 

แนวคิดนี้ทำให้ฝ่ายทหารจำเป็นต้องยอมรับ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของตำรวจ ก็ทำโดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพียงแต่โครงสร้างของ ก.ตร. กับบอร์ด 7 เสือกลาโหมนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม และตำรวจก็มี พ.ร.บ.ตำรวจ คุ้มครองดูแล

ก่อนหน้านี้ เคยมีข้อเสนอที่จะให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร่วมอยู่ในบอร์ด 7 เสือกลาโหมด้วย เพื่อแก้ปัญหาที่ทางกองทัพคัดค้านไม่ให้นำโผทหารเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพราะเกรงจะไม่ทันกำหนดเวลาในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะหากมีเลขาธิการ ครม.อยู่ด้วย จะทำให้ขั้นตอนรวดเร็วขึ้นก็ตาม

แต่ฝ่ายทหารไม่เห็นด้วย เพราะถึงอย่างไรบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เนื่องจากมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว

ทั้งนี้ เดิมฝ่ายทหารเองไม่เห็นด้วยกับการนำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่เรื่องยศและตำแหน่งทางทหารต้องเป็นพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เท่านั้น

อีกประการหนึ่ง คือการแต่งตั้งโยกย้ายจะมีกำหนดห้วงเวลาต่างๆ ไว้ตามวงรอบก่อนที่จะส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่หากต้องเข้า ครม. อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติ และอาจไม่ทันตามกำหนด ตามระเบียบ ประเพณีของกองทัพ

และที่สำคัญจะเกิดการรั่วไหลของบัญชีรายชื่อโยกย้ายทหาร ที่จะต้องเก็บเป็นความลับจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มีรายงานว่า นายภูมิธรรมได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ แบบนอกรอบในเรื่อง พ.ร.บ.กลาโหมนี้แล้ว เพื่อหยั่งเชิงและดูท่าที

แต่ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพเห็นด้วยกับการเพิ่มสมาชิกในบอร์ด 7 เสือกลาโหม จาก 7 เสือเป็น 9 เสือกลาโหม หรือไม่

เพราะถือเป็นจุดเสี่ยงที่จะทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทหารได้

แต่ในมุมของฝ่ายการเมืองมองว่าจุดนี้ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้สามารถป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้ เพราะหากฝ่ายการเมืองสามารถแชร์อำนาจในกองทัพ ด้วยการแต่งตั้งนายทหารที่ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลไว้วางใจ ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพได้สัก 1-2 เหล่าทัพ ก็จะเป็นการบาลานซ์อำนาจในกองทัพไม่ทำให้เกิดขั้วอำนาจเดียวในกองทัพ และเคยนำมาซึ่งการคิดก่อการรัฐประหารได้โดยง่าย

ประเด็นนี้ อาจแลกกับการไม่ต้องเขียนระบุใน พ.ร.บ.กลาโหม เรื่องการโยกย้ายนายทหารที่คิดจะก่อการรัฐประหารเช่นที่ฝ่ายกองทัพต้องการอีกด้วย

เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ฝ่ายกองทัพย่อมรู้ดีว่าการปฏิวัติรัฐประหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อมีดีลพิเศษ ระหว่างนายทักษิณกับแกนนำอีลีตสายอนุรักษนิยมในการจัดตั้งรัฐบาลและจับมือกันเพื่อสู้กับพรรคการเมืองและมวลชนที่คิดล้มล้างสถาบัน

อีกทั้งการปรับโครงสร้างของกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกที่มีการโอนย้าย ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. ไปเป็นหน่วยในพระองค์ตั้งแต่ปี 2560 จนมาถึงการตั้งหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ.904) หรือ “หน่วยเฉพาะกิจคอแดง” ในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัชกาล ที่ ผบ.ทบ.จะต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

นั่นหมายถึง ผบ.ทบ.ก็ต้องอยู่ในการควบคุมของ ฉก.คอแดง ไม่สามารถที่จะใช้กำลังทหารตามอำเภอใจได้

 

ก่อนที่ต่อมาจะมีการปรับโครงสร้าง ฉก.ทม.รอ. 904 ใหม่โดยที่ ผบ.ทบ.ไม่ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 และไม่ต้องเป็นทหารคอแดง ที่แม้ว่า ผบ.ทบ.จะไม่ได้อยู่ภายใต้ ฉก.คอแดง แต่ก็ใช่ว่า ผบ.ทบ.จะสามารถปฏิวัติรัฐประหารได้ เพราะหน่วยคุมกำลังที่เคยเรียกว่าเป็นขุมกำลังปฏิวัติ ก็ล้วนยังอยู่ใต้ ฉก.ทม.รอ.904 เพราะกำลังหลักในการปฏิวัติ จะต้องใช้กองทัพภาคที่ 1 ที่ปัจจุบันนี้อยู่ใน ฉก.คอแดง โดยมีแม่ทัพภาคที่ 1 เป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 และเป็นทหารคอแดง อยู่กองทัพภาคเดียวของกองทัพบก ซึ่งถือเป็นกรอบในการป้องกันไม่ให้ฝ่ายกองทัพคิดก่อการรัฐประหารได้

บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ จึงเป็น ผบ.ทบ.ช่วงเปลี่ยนผ่านการปรับโครงสร้างหน่วย ฉก.ทม.รอ.904 จากที่เป็นเสนาธิการทหารบกคอแดง ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.คอแดง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ได้แค่ 1 เดือน

จากนั้น 1 พฤศจิกายน 2567 ก็ต้องถอดคอแดง กลายเป็นทหารคอเขียว เป็น ผบ.ทบ.คอเขียวและไม่ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ. 904 อีกต่อไป

อีกทั้งเป็นที่รู้กันว่า พล.อ.พนาเป็นทหารอาชีพ และมีอายุราชการถึง 2570 และไม่มีแนวคิดในเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร แม้ได้ชื่อว่าเป็นน้องรักสายตรงของบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ.ก็ตาม

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์ ก็อยู่ในดีลเช่นกัน แต่ลดบทบาท มีคีย์แมนขั้วอีลีตทำหน้าที่สานต่อ “ดีล” เช่นเดิมต่อไป

 

การเพิ่มจำนวนบอร์ดกลาโหม จาก 7 เป็น 9 เสือกลาโหม หากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบต่อการแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ที่จะมีขึ้นในกันยายน 2568 ที่จะมีการเปลี่ยนทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. จะเกษียณพร้อมกัน

แต่ทว่า มีการวางตัวนายทหารที่เหมาะสมไว้แล้ว เพราะทหารสายชินวัตร อาจยังไม่สามารถเติบโตขึ้นมาทัน เพราะทหารสาย 3 ป. หยั่งรากลึกไว้นานมากกว่า 10 ปี

เว้นแต่ฝ่ายรัฐบาลจะไปเลือกนายทหารที่เป็นแคนดิเดต แต่ไม่มีเส้นสาย ไม่อยู่ในขั้วอำนาจ 3 ป. ขึ้นมาเพื่อเริ่มนับ 1 ในการแชร์อำนาจในกองทัพ

แต่คงไม่แตะเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ที่เป็น ผบ.ฉก.คอแดง และ ผบ.ทบ. ที่ก็คาดว่าจะมาจากนายทหารคอแดง จากกองทัพภาคที่ 1 ที่ยังคงเป็นแม่ทัพภาค ที่มีโอกาสมากที่สุดในการขึ้น 5 เสือ ทบ. และเป็น ผบ.ทบ.

ที่ตอนนี้เป็นการชิงกันของ ตท.27 และ ตท.28 รวมทั้งใน ตท.28 เอง และข้ามไปถึง ตท.30 เพราะมีอายุราชการไล่เลี่ยกัน

 

แม้ตอนนี้จะมีแม่ทัพใหญ่ พล.ท.อมฤต บุญสุยา (ตท.27) แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 เป็นตัวเต็งที่จะขึ้น 5 เสือ ทบ. และเป็น ผบ.ทบ.ก็ตาม แต่ก็ต้องชิงกับแกนนำ ตท.28 ทั้งแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 1 และรองกอล์ฟ พล.ต.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะหลบให้ใครเป็น ผบ.ทบ. หรือจะจับมือเป็นต่อกัน

เพราะ พล.ท.วรยสเกษียณกันยายน 2571 พร้อม พล.ท.อมฤต ส่วน พล.ต.สราวุธ รอต่อเพราะเกษียณ 2573 ท่ามกลางการจับตามองไปที่ พล.ต.สราวุธ ที่มีโปรไฟล์ตามธรรมเนียม ทบ. และเคยเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ อยู่ ร.1 รอ.มาก่อน จะไปโตใน พล.ร.9 และเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. ติดคอแดง ก่อนขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1

แต่ยังมีรองลาภ พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพน้อยที่ 1 จาก ตท.30 ที่ไม่ธรรมดา เพราะแม้เติบโตจาก พล.ร.9 ผ่านทั้งผู้พัน ผู้การกรม แต่ได้มาเป็น ผบ.พล.1 รอ.คอแดง จากสาย OV ศิษย์เก่าวชิราวุธฯ เช่นเดียวกับคีย์แมนในคอแดง นอก ทบ. โดยมีอายุราชการถึงกันยายน 2572 ก่อน พล.ต.สราวุธ สายสาธิตจุฬาฯ ที่หากรอมชอมกัน ก็อาจจะต่อคิวกันได้ เพราะล้วนเป็นครีม เป็นคนเก่งของรุ่น

ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการรุกทำกองทัพให้ปลอดการรัฐประหารจึงน่าจับตามองยิ่ง

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี