bg-single

คุยกับ “น้องแนน” นิสิตเรียนดี มศว แม้ “ร่างกาย” บกพร่อง แต่ได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดของชั้นปี

21.09.2016

ไม่นานนี้ มีภาพนิสิตหญิงและเรื่องราวชีวิตของเธอที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย จนมีคนเข้าไปให้กำลังใจ กดไลก์แสดงความคิดเห็นกันมากมาย รวมทั้งยกเธอเป็นแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต

เธอผู้นั้น คือ “น้องแนน” ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

น้องแนนเป็นนิสิตหญิงที่มีความบกพร่องทางร่างกาย แขนทั้ง 2 ข้างและขาซ้ายพิการมาตั้งแต่กำเนิด แต่เธอกลับได้รับรางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดของชั้นปี โดยมีเกรดเฉลี่ย 3.67

นับเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนๆ นิสิต ว่าความบกพร่องทางร่างกายนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนแต่อย่างใด

ที่สำคัญ น้องแนนได้ปฏิเสธทุนการศึกษาแบบให้เปล่าจากทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเลือกที่จะทำงานพิเศษที่โรงแรม SWUTEL (สวูเทล) ของมหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และเป็นทุนการศึกษาส่วนตัวอีกด้วย

น้องแนนเล่าว่า จริงๆ แล้ว ในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเลือกเรียนที่คณะนี้เป็นอันดับแรก แต่อยากเรียนคณะครุศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ แต่ว่าพอได้ไปชิมลางสนามสอบมารู้สึกว่ายากเกินไป อาจไม่ใช่ทางถนัด

จึงมองความชอบของตัวเองว่าเป็นคนชอบเทคโนโลยีและเล่นคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เด็กๆ จึงตัดสินใจมาเรียนด้านการจัดการธุรกิจไซเบอร์ ซึ่งคิดไว้ว่าน่าจะเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ตัวเองในการบูรณาการระหว่างธุรกิจกับสื่อออนไลน์-อิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน

น้องแนนเชื่อว่าสองสิ่งนี้จะช่วยให้ตัวเองเรียนหนังสือได้สนุกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ก็ปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในฐานะที่เป็นคนชอบเทคโนโลยีและชอบใช้อินเตอร์เน็ต

อีกประการที่สำคัญ คือ สายงานนี้ไม่ได้เป็นสายงานที่ต้องใช้ร่างกายมากจนเกินไป ทั้งยังเป็นศาสตร์ที่ใช้ความเข้าใจมากกว่าเน้นวิชาการแบบสุดโต่ง ซึ่งพอได้มาเรียนไปสักพักก็รู้สึกว่า “ใช่” และเป็นทางของตัวเอง

หลายคนอาจสงสัยว่าความบกพร่องทางร่างกายของน้องจะก่อให้เกิดอุปสรรคต่อชีวิตประจำวันหรือไม่

ตัวน้องแนนและเพื่อนสนิท รวมถึงอาจารย์ผู้สอน ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เป็นอุปสรรคเลย และน้องแนนสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

น้องแนนเล่าว่าอุปสรรคในการเรียนนั้นไม่ค่อยมี ถึงมีก็สามารถแก้ปัญหาได้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อย อาทิ การจดเล็กเชอร์ไม่ทัน ก็ไปขอเนื้อหาจากอาจารย์ผู้สอน หรือ ตามถามเอาจากเพื่อน รวมถึงใช้วิธีอัดเสียงเอาไว้ย้อนฟัง

ที่สำคัญเพื่อนๆ ของน้องแนนแอบกระซิบว่าเธอแทบไม่เคยขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเลย มิหนำซ้ำยังเป็นคนมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนๆ ด้วยซ้ำไป

น้องแนนเท้าความว่าตั้งแต่เด็กๆ ตนเรียนกับเด็กปกติมาตลอด และเคยมีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนพิการอยู่ 2 ปี อยากจะบอกว่าคนพิการทุกคนไม่ต้องการขอความช่วยเหลืออะไรมาก สิ่งใดที่สามารถทำเองได้ก็จะทำ เพราะไม่อยากเป็นภาระใคร

เนื่องจากทุกคนต่างมีธุระภาระของเขา เราก็มีของเรา ถ้าเราทำเองได้ ก็จะส่งผลดีต่อทั้งเขาทั้งเรา

ส่วนที่น้องแนนเลือกจะช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้กับเพื่อนๆ นั้น เป็นเพราะว่าเมื่อเห็นคนอื่นเดือดร้อน ตนก็เข้าใจสภาวะนี้ดี ฉะนั้น เพื่อนคนไหนอยากให้ช่วยงานหรือให้ช่วยทำอะไร ถ้าไม่เกินความสามารถ ก็จะช่วยเต็มที่ เพราะถือว่าตัวเองได้บุญและอิ่มใจ แถมได้ความรู้สึกที่ดี ทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น

กลับมาถึงเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ คือ เคล็ดลับในการเรียนของน้องแนน ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเล่าให้ฟังว่าปกติผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี-ดีเยี่ยมมาโดยตลอด แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่น้องได้รางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดของชั้นปี

น้องแนนเล่าว่าการเรียนหรือการรักษามาตรฐานในการเรียนไม่มีแบบแผนอะไรมาก เพียงแค่เวลาเรียนก็ทำให้เต็มที่เท่าที่ทำได้ ให้ความสำคัญกับการส่งงานตรงเวลา หากไม่เข้าใจก็ถามเพื่อนถามอาจารย์ ทำผลงานแต่ละชิ้นอย่างเต็มที่ น้องแนนมองว่าความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการเรียน

น้องแนนมองว่าในกรณีของตัวเอง ความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าตนเองมีความบกพร่องทางร่างกายด้วยและไม่มีความรู้ด้วย ชีวิตก็จบเลย ไปต่อไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหาสิ่งที่มาสมดุลกันให้ได้

“บางคนอาจจะพอใจที่จุดจุดหนึ่ง ขอพอแล้ว รู้เท่านี้พอ แต่สำหรับเรา เราชอบแสวงความความรู้ใหม่ๆ ชอบเที่ยว ชอบมองอะไรใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เรารู้ เราเจอ ยังไม่พอสำหรับการใช้ชีวิต ต้องแสวงหาต่อ

“โลกอาจไม่ได้สวยงามอย่างเราคิด เราต้องออกไปเจออะไรอีกมากมาย มีหลายอุปสรรค ไม่ว่าทั้งการทำงาน การพบเจอผู้คน ชีวิตหนูแค่เดินออกไปบีทีเอสก็มีอุปสรรคแล้ว เราคิดว่าถ้าเรามีความรู้พอเอาตัวรอดในชีวิตนี้ได้ ก็จะไม่ทิ้งการเรียนและทำอย่างอื่นควบคู่กันไป” น้องแนนกล่าว

ส่วนคอมเมนต์ของคนที่พยายามยึดถือน้องแนนเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ซึ่งถูกส่งมาให้ เธอมีโอกาสได้อ่านทั้งหมดแล้ว และอยากจะบอกทุกคนว่ารู้สึกดีใจและขอบคุณที่เห็นตนแล้วมีกำลังใจ

แต่อยากจะบอกว่าตัวเองก็ได้กำลังใจจากอีกหลายๆ คนเช่นกัน ตนได้กำลังใจที่บ้าน จากเพื่อนๆ จากคนที่ตนเองชื่นชม การมีทัศนคติที่ดีของเขาและนำเอามาเป็นแบบอย่าง

ส่วนตัวเชื่อว่าพอพลังบวกมาเจอกันจะทำให้มีชีวิตที่ดี แต่ไม่อยากให้ใช้ชีวิตแบบกดดันหรือเปรียบเทียบกัน เพราะว่าคนเรามันเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากพื้นฐานไม่เท่ากันแต่แรก การเปรียบเทียบเป็นเหมือนการกดคนหนึ่งให้ดูต่ำลง แล้วสภาพจิตใจของคนด้อยกว่าที่ถูกเปรียบเทียบก็จะยิ่งย่ำแย่ต่ำต้อย

ฉะนั้น เราสามารถเลือกทำในสิ่งที่เราพอใจ ทำตามสิ่งที่ดี และนำบุคคลที่ชื่นชมมาเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต แต่ไม่อยากให้เอามาเปรียบเทียบกัน

สำหรับแผนการชีวิตในอนาคตของน้องแนน แม้จะยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน แต่เธอก็กำลังคิดใคร่ครวญอยู่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงานก่อนดี

ถ้าเรียนจบสูงๆ ก็อยากมาเป็นครูหรือทำธุรกิจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากหาประสบการณ์เพิ่ม เลยคิดว่าจะหาประสบการณ์ระหว่างเรียน

อย่างไรก็ตาม น้องแนนตั้งใจจะทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จเพื่อความภูมิใจของพ่อแม่ แม้ทางบ้านจะไม่ได้ให้กำลังใจเป็นรูปเป็นร่างหรือเป็นถ้อยคำบ่อยครั้งนัก แต่ตัวเองกลับได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านความผูกพันของสมาชิกในครอบครัว

“ชีวิตนี้เขาไม่ได้ทอดทิ้งหนู ให้หนูเกิดมามีชีวิต ทั้งที่เขาสามารถเลือกได้ ว่าจะให้หนูอยู่ต่อไหม (เสียงสั่น)”

ตอนนี้ น้องแนนจึงช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวด้วยการไปฝึกงานหารายได้พิเศษที่โรงแรมสวูเทลของมหาวิทยาลัย หน้าที่ที่รับผิดชอบคือแผนกรีเซฟชั่น ช่วยเช็กอิน เช็กเอาต์ เช็กความเรียบร้อยของห้องพัก

โดยตัวเองรู้สึกว่างานนี้สนุกดี แม้จะมีอาการแอบเขินฝรั่งบ้างก็ตาม

ก่อนจากกันน้องแนนทิ้งท้ายในสิ่งที่อยากสื่อไปถึงสังคมปัจจุบันว่า ส่วนตัวรู้สึกว่าสังคมมีความรุนแรงค่อนข้างสูง อยากให้ทุกคนลองใจเย็นให้มากขึ้น รู้จักแบ่งปันน้ำใจต่อกัน เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

สำหรับใครที่กำลังท้อแท้หมดกำลังใจ อยากให้มองข้างหลังของเรา บางคนคิดว่าเราไม่เหลือใคร แต่สิ่งที่เราเหลือคือครอบครัว ซึ่งคอยเฝ้าดูเราอยู่ห่างๆ

หรือต่อให้ไม่มีครอบครัว เราก็ต้องอยู่เพื่อตัวเอง ลองออกไปทำอะไรใหม่ๆ ไปเที่ยว เปิดโลกใหม่ รับสิ่งอื่นๆ เข้ามา ชีวิตนี้เราสามารถออกนอกกรอบได้ โลกไม่ได้มีแค่กรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ

น้องแนนจึงอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการสู้ชีวิตต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร