รัฐสภากับปัญหาความมั่นคงไทย: ข้อพิจารณา 12 ประการ (กรณีการติดต่อกับหน่วยงานทหารต่างประเทศ) | สุรชาติ บำรุงสุข
การกำหนดบทบาทของรัฐสภาในกระบวนการด้านความมั่นคงของประเทศ เป็นประเด็นสำคัญของประเทศในระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นถึงบทบาทเช่นนี้ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แต่บทบาทเช่นนี้ อาจต้องถือว่าเป็นประเด็นใหม่ที่ต้องการถกแถลงในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของไทย เนื่องจากระบบรัฐสภาไทยที่แม้จะมีปัญหาอย่างไรก็ตาม แต่ก็มีพัฒนาการที่มากขึ้นมาโดยตลอด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสัมพันธ์เช่นนี้ส่วนหนึ่งถูกกำหนดมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบริบทที่เป็นจริง ซึ่งจะทำให้เกิดคำตอบในทางปฏิบัติ
ถ้าคำตอบมาจากการปฏิบัติแล้ว เราอาจหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้อพิจารณาจากกรณีศึกษา เพื่อให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนในอนาคต
ปัญหา
คงต้องยอมรับในความเป็นจริงทางการเมืองว่า ข่าวของรัฐบาลในการตั้ง “ครม. ใหม่” เป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ จนดูเหมือนจะกลบข่าวอื่นๆ ในทางการเมืองไปแทบเกือบหมด ดังจะเห็นได้ว่า ข่าวในสภาได้รับความสนใจเพียงในเรื่องของ “สภาล่ม” มากกว่าสาระของการประชุมสภา และข่าวนี้ถูกนำไปผูกโยงกับความอยู่รอดของรัฐบาลเป็นประเด็นหลัก
แต่เรื่องหนึ่งของการประชุมสภาในวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือ การที่ฝ่ายค้านได้ถามถึงการติดต่อในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และเครื่องกระสุนระหว่างกองทัพบกไทย กับ “คณะที่ปรึกษาทางทหารของสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย” คือ “จัสแมกไทย” (JUSMAGTHAI- United States Military Advisory Group in Thailand)
ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบคำถามในสภาว่า “ฝ่ายการเมืองยับยั้งคำขอของกองทัพ เพราะรัฐบาลมองเรื่องการรักษาสมดุล กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง เพราะรัฐบาลมองเรื่องการรักษาสมดุล กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องทำตามนโยบายของรัฐ ถ้าดึงอีกประเทศเข้ามาอาจทำให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้”

ข้อพิจารณา
หากพิจารณาประเด็นนี้ในบริบทด้านความมั่นคง ต้องถือว่าเป็นประเด็นที่ชวนให้ต้องคิดต่ออย่างมาก เพราะสาระของเรื่องนี้เป็นปัญหาความมั่นคงโดยตรง และเป็นปัญหาความมั่นคงที่มีนัยสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบันด้วย การถาม-ตอบในสภาจึงชวนคิด… ชวนคุยต่อเป็นอย่างยิ่ง
สมมติ หากเราทดลองคิดเรื่องนี้ในกรอบของ “รัฐสภากับงานความมั่นคง” แล้ว น่าจะตั้งข้อสังเกตได้ดังนี้
1) ถ้าประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาความมั่นคงในสภาครั้งนี้ อาจต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถทางทหารของกองทัพบกไทย เรื่องเช่นนี้ควรต้องพิจารณาว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มี “ชั้นความลับ” อย่างมากหรือไม่ และถ้าเป็นประเด็นที่มีชั้น “ความลับทางทหาร” เช่นนี้ รัฐสภาควรจะดำเนินการอย่างไร
2) หากพิจารณาในบริบทของข้อมูลทางทหาร อาจทำให้เกิดการตีความได้ว่า ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภานั้น อาจจะกลายเป็นการบ่งบอกถึงสถานะของกองทัพไทยในปัจจุบันได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องถือว่า เป็นเรื่องล่อแหลมอย่างยิ่ง
3) ปกติแล้ว การติดต่อในเรื่องของการส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุนกับหน่วยงานทางทหารของรัฐมหาอำนาจนั้น มักจะต้องถือเป็นเรื่อง “ลับที่สุด” เสมอ เพราะถือเป็นเรื่องที่ข้อมูลมีความอ่อนไหวทางด้านความมั่นคง จึงไม่ใช่ข้อมูลที่พึงนำมาเปิดเผยในทางสาธารณะ แต่อาจต้องพิจารณาถึง “วิธีการ” ของการถาม-ตอบในสภาด้วย
4) หากในอนาคต มีการนำเอาประเด็นที่เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารที่เป็นเรื่อง “ลับมาก-ลับที่สุด” เข้าสู่เวทีสภานั้น รัฐสภาควรจัดให้เป็นการ “ประชุมลับ” ด้วยหรือไม่ เพราะแม้ฝ่ายรัฐบาลมีเพียงคำตอบสั้นๆ ในที่สภาอย่างเปิดเผยก็ตาม แต่คำตอบเช่นนั้นก็อาจนำไปสู่การตีความถึงสถานะด้านส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุนของกองทัพบกไทยได้ด้วย เนื่องจากเป็นการถามตอบในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงชายแดน ไม่อยู่ในภาวะปกติ
5) การนำเอาเรื่องนี้ มาเปิดเผยในเวทีสาธารณะอาจจะทำให้การติดต่อในประเด็นทางทหารระหว่างไทยกับรัฐมหาอำนาจในอนาคตนั้น ถูกรัฐมหาอำนาจมองไทยด้วยความไม่วางใจ เพราะข้อมูลการติดต่อทางทหารที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ น่าจะถือเป็นเรื่อง “ความลับทางทหาร” ของประเทศ แต่กลับรั่วไหลและถูกนำมาเปิดเผยในสภา ซึ่งเป็นเวทีสาธารณะในทางการเมือง ถ้ามองผ่านงานข่าวกรองของประเทศ อาจต้องตั้งคำถามในอีกทางหนึ่งว่า เกิดอะไรกับข้อมูลชุดนี้จึงออกมาสู่เวทีสาธารณะ
6) ในอีกมุมหนึ่ง น่าสนใจอย่างมากว่า การรั่วไหลของข้อมูลที่เป็น “ความลับทางทหาร” ของประเทศนั้น หลุดออกมาสู่เวทีการเมืองได้อย่างไร การกล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า เราควรสนับสนุนให้กองทัพมีความลับ ที่สังคมไม่ควรรับรู้ แต่ในทางกลับกัน ก็น่าสนใจถึงการรั่วของข้อมูลจากกองทัพบกออกมาสู่พรรคการเมือง นั้น เกิดได้อย่างไร จนกลายเป็นประเด็นในทางการเมืองในรัฐสภาได้
7) ประเด็นที่เป็นคำถามสำหรับบทบาทของรัฐสภาในอนาคต คือ ทั้งในส่วนของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะดำเนินการอย่างไรกับปัญหาข้อมูลที่มีชั้นความลับในระดับสูงเช่นนี้ในการประชุมสภา หรือควรมีระบบในการจัดการเรื่องเช่นนี้อย่างไร การเสนอเช่นนี้ มิได้มีนัยว่า รัฐสภาไม่ควรต้องมายุ่งกับเรื่องความมั่นคง หรือไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงแต่อย่างใด
8) ประเด็นคำตอบของฝ่ายการเมืองในสภาเรื่องความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจนั้น อาจชวนให้รัฐบาลต้องคิดเรื่องเช่นนี้มากขึ้นเช่นกัน เพราะต้องระมัดระวังคำตอบที่จะไม่ให้เป็นการปิดช่องทางการติดต่อและความสัมพันธ์ทางทหารของไทยในอนาคต แม้ว่าบางทีฝ่ายบริหารเองอาจให้คำตอบ โดยไม่ทันตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของข้อมูลในลักษณะเช่นนี้ก็ตาม แต่ความละเอียดอ่อนเช่นนี้มีนัยเสมอว่า ฝ่ายบริหารอาจต้องคิดถึงเรื่องเช่นนี้มากขึ้น
9) ถ้าประเด็นที่มีการหยิบยกมาถาม-ตอบในสภา เป็นความจริงแล้ว คำถามที่สำคัญในการนี้คือ รัฐบาลโดยกระทรวงกลาโหม จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มิใช่มีแต่เพียงคำตอบให้แก่ทางฝ่ายทหารว่า ไม่อนุญาตให้กองทัพไปติดต่อในลักษณะเช่นนั้น
10) ประเด็นเช่นนี้ ชวนย้อนให้คิดต่อในมิติของนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลได้ตอบในสภาว่า ที่ไม่อนุญาตให้กองทัพดำเนินการต่อ เป็นเพราะรัฐบาลไทย “ถือนโยบายสมดุลเป็นหลัก … กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล ถ้าดึงอีกประเทศเข้ามา อาจทำให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้…” การตอบเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ตอบดูดี แต่รัฐบาล (จะโดยกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงหรือไม่ก็แล้วแต่) ควรจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “นโยบายสมดุล” ที่กล่าวถึงในทางความมั่นคง ที่ตอบในรัฐสภาเช่นนี้คืออะไร และจะนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างไรในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย
11) สังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า คำถามข้อ 10 เป็นประเด็นใหญ่ และมีนัยสำคัญที่ไม่ควรถูกตอบโดยฝ่ายการเมืองของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น และน่าตั้งคำถามเล่นๆ ในทางการเมืองว่า คำตอบในลักษณะเช่นนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีว่า และถือเป็น “นโยบายของรัฐบาล” จริงดังที่ตอบใช่หรือไม่? เพราะคำตอบที่เกิดในรัฐสภาในวันที่ 3 กรกฎาคม อาจถูกตีความว่า มีนัยทางการเมืองของไทยกับเวทีสากลด้วย
12) ถ้าตีความคำตอบของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเข้มงวดแล้ว เท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองถึงสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ไทยไม่ควรซื้อและ/หรือไม่ควรดำเนินการในเรื่องทางทหารที่เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ดังที่ รมช. กลาโหม ได้กล่าวว่า การทำเช่นนั้นในความสัมพันธ์ทางทหารจะเป็นการ “ดึงอีกประเทศเข้ามาอาจทำให้เกิดปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ได้” ถ้าตีความเพิ่มเติม อาจทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลไทยไม่ควรซื้อเรือดำน้ำจีน ไม่ควรที่จะเตรียมสั่งจีนต่อเรือฟริเกต หรือควรยกเลิกการเตรียมซื้อเครื่องบินขับไล่สวีเดน ใช่หรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้เป็นการติดต่อเพื่อขอความสนับสนุนจากรัฐมหาอำนาจ ซึ่งน่าจะมีผลต่อสมดุลในนโยบายต่างประเทศของไทยอย่ามาด้วย (ประเด็นนี้คิดเล่นๆ ครับ บรรดานักจัดซื้อในกลาโหม และบรรดานายพลเหล่าจัดซื้อในกองทัพอย่าคิดมาก … อย่าเครียดครับ เพราะบทความนี้หยุดการสั่งซื้อของพวกท่านไม่ได้แน่นอน … วันนี้ในตลาดอาวุธ เป็นที่รับรู้กันว่า ไม่มีใครจะหยุด “ดีลอาวุธ” ชุดนี้ของไทยได้แล้ว แม้รัฐบาลจะล้มไปก็หยุดไม่ได้ ยกเว้นแต่เศรษฐกิจไทยจะล้มละลายพังไป จนประเทศไม่มีงบประมาณเหลือมากพอให้ซื้ออาวุธได้เช่นในปี 2540 เท่านั้น จึงจะหยุดกระบวนการนี้ได้ !)

ท้ายบท
บทความนี้ มิได้คัดค้านการมีบทบาทของสมาชิกรัฐสภาที่จะตั้งคำถามในเรื่องที่เป็น “ปัญหาความมั่นคงทางทหาร” และมิได้คัดค้านผู้แทนกระทรวงกลาโหมที่จะตอบคำถามเพื่อชี้แจงถึงเรื่องการขอความสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุน
แต่ที่เขียนขึ้น ก็เพื่อตั้งประเด็นเป็นคำถามว่า การถามและตอบในเรื่องเช่นนี้ ควรกระทำในเวทีที่เปิดกว้างเช่นในรัฐสภาไทยในปัจจุบันเพียงใด หรือควรดำเนินการในแบบ “การประชุมลับ” เพื่อป้องกันปัญหาการเปิดเผยข้อมูลด้านความมั่นคง และเพื่อมิให้เกิดเป็นประเด็นที่ถูกนำไปขยายผลในเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์
สุดท้ายนี้ บางทีการตั้งคำถามของฝ่ายค้าน และการนำเสนอคำตอบของฝ่ายรัฐบาลเช่นที่เกิดในรัฐสภาในวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่อาจชวนให้สังคมต้องช่วยกันคิดต่อว่า กระบวนการรัฐสภาควรดำเนินการอย่างไรในประเด็น “ความมั่นคงทางทหาร” เช่นนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างแน่นอน !
ปล. – ไม่อยากเห็นการนำเอาเรื่องที่เป็นความลับของความมั่นคงทางทหารของกองทัพไทย มาใช้เป็นประเด็นของการหาและสร้าง “คะแนนเสียง” ทางการเมือง ไม่จะจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ตาม เพราะประเด็นเช่นนี้ไม่น่าจะมีประโยชน์ทางการเมือง แตกต่างอย่างมากจากการเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชั่น การทุจริตในกองทัพ หรือการประพฤติมิชอบในกองทัพ เป็นต้น เพราะเรื่องเช่นนั้นต่างหาก ที่สามารถสร้างคะแนนทางการเมืองให้ได้จริง ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่สมควรต้องเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้อย่างยิ่งด้วย !
