bg-single

รัฐสภากับปัญหาความมั่นคงไทย: ข้อพิจารณา 12 ประการ (กรณีการติดต่อกับหน่วยงานทหารต่างประเทศ) | สุรชาติ บำรุงสุข

07.07.2025

การกำหนดบทบาทของรัฐสภาในกระบวนการด้านความมั่นคงของประเทศ เป็นประเด็นสำคัญของประเทศในระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นถึงบทบาทเช่นนี้ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แต่บทบาทเช่นนี้ อาจต้องถือว่าเป็นประเด็นใหม่ที่ต้องการถกแถลงในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของไทย เนื่องจากระบบรัฐสภาไทยที่แม้จะมีปัญหาอย่างไรก็ตาม แต่ก็มีพัฒนาการที่มากขึ้นมาโดยตลอด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสัมพันธ์เช่นนี้ส่วนหนึ่งถูกกำหนดมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบริบทที่เป็นจริง ซึ่งจะทำให้เกิดคำตอบในทางปฏิบัติ

ถ้าคำตอบมาจากการปฏิบัติแล้ว เราอาจหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้อพิจารณาจากกรณีศึกษา เพื่อให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนในอนาคต

ปัญหา

คงต้องยอมรับในความเป็นจริงทางการเมืองว่า ข่าวของรัฐบาลในการตั้ง “ครม. ใหม่” เป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ จนดูเหมือนจะกลบข่าวอื่นๆ ในทางการเมืองไปแทบเกือบหมด ดังจะเห็นได้ว่า ข่าวในสภาได้รับความสนใจเพียงในเรื่องของ “สภาล่ม” มากกว่าสาระของการประชุมสภา และข่าวนี้ถูกนำไปผูกโยงกับความอยู่รอดของรัฐบาลเป็นประเด็นหลัก

แต่เรื่องหนึ่งของการประชุมสภาในวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือ การที่ฝ่ายค้านได้ถามถึงการติดต่อในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และเครื่องกระสุนระหว่างกองทัพบกไทย กับ “คณะที่ปรึกษาทางทหารของสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย” คือ “จัสแมกไทย” (JUSMAGTHAI- United States Military Advisory Group in Thailand)

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบคำถามในสภาว่า “ฝ่ายการเมืองยับยั้งคำขอของกองทัพ เพราะรัฐบาลมองเรื่องการรักษาสมดุล กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง เพราะรัฐบาลมองเรื่องการรักษาสมดุล กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องทำตามนโยบายของรัฐ ถ้าดึงอีกประเทศเข้ามาอาจทำให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้”

ข้อพิจารณา

หากพิจารณาประเด็นนี้ในบริบทด้านความมั่นคง ต้องถือว่าเป็นประเด็นที่ชวนให้ต้องคิดต่ออย่างมาก เพราะสาระของเรื่องนี้เป็นปัญหาความมั่นคงโดยตรง และเป็นปัญหาความมั่นคงที่มีนัยสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบันด้วย การถาม-ตอบในสภาจึงชวนคิด… ชวนคุยต่อเป็นอย่างยิ่ง

สมมติ หากเราทดลองคิดเรื่องนี้ในกรอบของ “รัฐสภากับงานความมั่นคง” แล้ว น่าจะตั้งข้อสังเกตได้ดังนี้

1) ถ้าประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาความมั่นคงในสภาครั้งนี้ อาจต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถทางทหารของกองทัพบกไทย เรื่องเช่นนี้ควรต้องพิจารณาว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มี “ชั้นความลับ” อย่างมากหรือไม่ และถ้าเป็นประเด็นที่มีชั้น “ความลับทางทหาร” เช่นนี้ รัฐสภาควรจะดำเนินการอย่างไร

2) หากพิจารณาในบริบทของข้อมูลทางทหาร อาจทำให้เกิดการตีความได้ว่า ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภานั้น อาจจะกลายเป็นการบ่งบอกถึงสถานะของกองทัพไทยในปัจจุบันได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องถือว่า เป็นเรื่องล่อแหลมอย่างยิ่ง

3) ปกติแล้ว การติดต่อในเรื่องของการส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุนกับหน่วยงานทางทหารของรัฐมหาอำนาจนั้น มักจะต้องถือเป็นเรื่อง “ลับที่สุด” เสมอ เพราะถือเป็นเรื่องที่ข้อมูลมีความอ่อนไหวทางด้านความมั่นคง จึงไม่ใช่ข้อมูลที่พึงนำมาเปิดเผยในทางสาธารณะ แต่อาจต้องพิจารณาถึง “วิธีการ” ของการถาม-ตอบในสภาด้วย

4) หากในอนาคต มีการนำเอาประเด็นที่เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารที่เป็นเรื่อง “ลับมาก-ลับที่สุด” เข้าสู่เวทีสภานั้น รัฐสภาควรจัดให้เป็นการ “ประชุมลับ” ด้วยหรือไม่ เพราะแม้ฝ่ายรัฐบาลมีเพียงคำตอบสั้นๆ ในที่สภาอย่างเปิดเผยก็ตาม แต่คำตอบเช่นนั้นก็อาจนำไปสู่การตีความถึงสถานะด้านส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุนของกองทัพบกไทยได้ด้วย เนื่องจากเป็นการถามตอบในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงชายแดน ไม่อยู่ในภาวะปกติ

5) การนำเอาเรื่องนี้ มาเปิดเผยในเวทีสาธารณะอาจจะทำให้การติดต่อในประเด็นทางทหารระหว่างไทยกับรัฐมหาอำนาจในอนาคตนั้น ถูกรัฐมหาอำนาจมองไทยด้วยความไม่วางใจ เพราะข้อมูลการติดต่อทางทหารที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ น่าจะถือเป็นเรื่อง “ความลับทางทหาร” ของประเทศ แต่กลับรั่วไหลและถูกนำมาเปิดเผยในสภา ซึ่งเป็นเวทีสาธารณะในทางการเมือง ถ้ามองผ่านงานข่าวกรองของประเทศ อาจต้องตั้งคำถามในอีกทางหนึ่งว่า เกิดอะไรกับข้อมูลชุดนี้จึงออกมาสู่เวทีสาธารณะ

6) ในอีกมุมหนึ่ง น่าสนใจอย่างมากว่า การรั่วไหลของข้อมูลที่เป็น “ความลับทางทหาร” ของประเทศนั้น หลุดออกมาสู่เวทีการเมืองได้อย่างไร การกล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า เราควรสนับสนุนให้กองทัพมีความลับ ที่สังคมไม่ควรรับรู้ แต่ในทางกลับกัน ก็น่าสนใจถึงการรั่วของข้อมูลจากกองทัพบกออกมาสู่พรรคการเมือง นั้น เกิดได้อย่างไร จนกลายเป็นประเด็นในทางการเมืองในรัฐสภาได้

7) ประเด็นที่เป็นคำถามสำหรับบทบาทของรัฐสภาในอนาคต คือ ทั้งในส่วนของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะดำเนินการอย่างไรกับปัญหาข้อมูลที่มีชั้นความลับในระดับสูงเช่นนี้ในการประชุมสภา หรือควรมีระบบในการจัดการเรื่องเช่นนี้อย่างไร การเสนอเช่นนี้ มิได้มีนัยว่า รัฐสภาไม่ควรต้องมายุ่งกับเรื่องความมั่นคง หรือไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงแต่อย่างใด

8) ประเด็นคำตอบของฝ่ายการเมืองในสภาเรื่องความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจนั้น อาจชวนให้รัฐบาลต้องคิดเรื่องเช่นนี้มากขึ้นเช่นกัน เพราะต้องระมัดระวังคำตอบที่จะไม่ให้เป็นการปิดช่องทางการติดต่อและความสัมพันธ์ทางทหารของไทยในอนาคต แม้ว่าบางทีฝ่ายบริหารเองอาจให้คำตอบ โดยไม่ทันตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของข้อมูลในลักษณะเช่นนี้ก็ตาม แต่ความละเอียดอ่อนเช่นนี้มีนัยเสมอว่า ฝ่ายบริหารอาจต้องคิดถึงเรื่องเช่นนี้มากขึ้น

9) ถ้าประเด็นที่มีการหยิบยกมาถาม-ตอบในสภา เป็นความจริงแล้ว คำถามที่สำคัญในการนี้คือ รัฐบาลโดยกระทรวงกลาโหม จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มิใช่มีแต่เพียงคำตอบให้แก่ทางฝ่ายทหารว่า ไม่อนุญาตให้กองทัพไปติดต่อในลักษณะเช่นนั้น

10) ประเด็นเช่นนี้ ชวนย้อนให้คิดต่อในมิติของนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลได้ตอบในสภาว่า ที่ไม่อนุญาตให้กองทัพดำเนินการต่อ เป็นเพราะรัฐบาลไทย “ถือนโยบายสมดุลเป็นหลัก … กองทัพไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล ถ้าดึงอีกประเทศเข้ามา อาจทำให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้…” การตอบเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ตอบดูดี แต่รัฐบาล (จะโดยกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงหรือไม่ก็แล้วแต่) ควรจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “นโยบายสมดุล” ที่กล่าวถึงในทางความมั่นคง ที่ตอบในรัฐสภาเช่นนี้คืออะไร และจะนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างไรในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย

11) สังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า คำถามข้อ 10 เป็นประเด็นใหญ่ และมีนัยสำคัญที่ไม่ควรถูกตอบโดยฝ่ายการเมืองของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น และน่าตั้งคำถามเล่นๆ ในทางการเมืองว่า คำตอบในลักษณะเช่นนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีว่า และถือเป็น “นโยบายของรัฐบาล” จริงดังที่ตอบใช่หรือไม่? เพราะคำตอบที่เกิดในรัฐสภาในวันที่ 3 กรกฎาคม อาจถูกตีความว่า มีนัยทางการเมืองของไทยกับเวทีสากลด้วย

12) ถ้าตีความคำตอบของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเข้มงวดแล้ว เท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองถึงสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ไทยไม่ควรซื้อและ/หรือไม่ควรดำเนินการในเรื่องทางทหารที่เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ดังที่ รมช. กลาโหม ได้กล่าวว่า การทำเช่นนั้นในความสัมพันธ์ทางทหารจะเป็นการ “ดึงอีกประเทศเข้ามาอาจทำให้เกิดปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ได้” ถ้าตีความเพิ่มเติม อาจทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลไทยไม่ควรซื้อเรือดำน้ำจีน ไม่ควรที่จะเตรียมสั่งจีนต่อเรือฟริเกต หรือควรยกเลิกการเตรียมซื้อเครื่องบินขับไล่สวีเดน ใช่หรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้เป็นการติดต่อเพื่อขอความสนับสนุนจากรัฐมหาอำนาจ ซึ่งน่าจะมีผลต่อสมดุลในนโยบายต่างประเทศของไทยอย่ามาด้วย (ประเด็นนี้คิดเล่นๆ ครับ บรรดานักจัดซื้อในกลาโหม และบรรดานายพลเหล่าจัดซื้อในกองทัพอย่าคิดมาก … อย่าเครียดครับ เพราะบทความนี้หยุดการสั่งซื้อของพวกท่านไม่ได้แน่นอน … วันนี้ในตลาดอาวุธ เป็นที่รับรู้กันว่า ไม่มีใครจะหยุด “ดีลอาวุธ” ชุดนี้ของไทยได้แล้ว แม้รัฐบาลจะล้มไปก็หยุดไม่ได้ ยกเว้นแต่เศรษฐกิจไทยจะล้มละลายพังไป จนประเทศไม่มีงบประมาณเหลือมากพอให้ซื้ออาวุธได้เช่นในปี 2540 เท่านั้น จึงจะหยุดกระบวนการนี้ได้ !)

ท้ายบท

บทความนี้ มิได้คัดค้านการมีบทบาทของสมาชิกรัฐสภาที่จะตั้งคำถามในเรื่องที่เป็น “ปัญหาความมั่นคงทางทหาร” และมิได้คัดค้านผู้แทนกระทรวงกลาโหมที่จะตอบคำถามเพื่อชี้แจงถึงเรื่องการขอความสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุน

แต่ที่เขียนขึ้น ก็เพื่อตั้งประเด็นเป็นคำถามว่า การถามและตอบในเรื่องเช่นนี้ ควรกระทำในเวทีที่เปิดกว้างเช่นในรัฐสภาไทยในปัจจุบันเพียงใด หรือควรดำเนินการในแบบ “การประชุมลับ” เพื่อป้องกันปัญหาการเปิดเผยข้อมูลด้านความมั่นคง และเพื่อมิให้เกิดเป็นประเด็นที่ถูกนำไปขยายผลในเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์

สุดท้ายนี้ บางทีการตั้งคำถามของฝ่ายค้าน และการนำเสนอคำตอบของฝ่ายรัฐบาลเช่นที่เกิดในรัฐสภาในวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่อาจชวนให้สังคมต้องช่วยกันคิดต่อว่า กระบวนการรัฐสภาควรดำเนินการอย่างไรในประเด็น “ความมั่นคงทางทหาร” เช่นนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างแน่นอน !

ปล. – ไม่อยากเห็นการนำเอาเรื่องที่เป็นความลับของความมั่นคงทางทหารของกองทัพไทย มาใช้เป็นประเด็นของการหาและสร้าง “คะแนนเสียง” ทางการเมือง ไม่จะจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ตาม เพราะประเด็นเช่นนี้ไม่น่าจะมีประโยชน์ทางการเมือง แตกต่างอย่างมากจากการเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชั่น การทุจริตในกองทัพ หรือการประพฤติมิชอบในกองทัพ เป็นต้น เพราะเรื่องเช่นนั้นต่างหาก ที่สามารถสร้างคะแนนทางการเมืองให้ได้จริง ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่สมควรต้องเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้อย่างยิ่งด้วย !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี