ชาตินิยมไทยไม่มี ‘เพื่อนบ้าน’ มีแต่ ‘คนอื่น’ รอบบ้าน | ธงชัย วินิจจะกูล
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ชาตินิยมไทยไม่มี ‘เพื่อนบ้าน’
มีแต่ ‘คนอื่น’ รอบบ้าน
กรณีพิพาทไทย-กัมพูชาที่กำลังคุกรุ่นอยู่ เราจะเห็นปฏิกิริยารุนแรงมากจากรัฐและประชาชนทั้งสองประเทศต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาและคำประณามก่นด่าด้วยโวหารที่แสดงความรังเกียจ เหยียดหยาม และเกลียดชังต่อกัน
ไม่ผิดเลยที่เราจะกล่าวว่าเป็นเพราะลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติจนเกินไป แต่คำถามน่าคิดยังคงมีต่อไปว่า ชาตินิยมชนิดที่มองเพื่อนบ้านต่ำช้าปานนั้น เอาความรู้จากไหนมารองรับ
ผมขอไม่ตอบสำหรับชาวกัมพูชา แต่สำหรับรัฐและประชาชนไทยนั้น คำตอบก็คือเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ฉบับทางการ
“ประวัติศาสตร์ฉบับทางการ” หมายถึงเรื่องเล่าแม่บทเกี่ยวกับอดีตของไทยตามทัศนะของกษัตริย์และชนชั้นสูงของสยาม
เรื่องเล่าตามทัศนะนี้ถูกทำให้กลายเป็นสำนึกประวัติศาสตร์ของคนไทยทั้งสังคมในศตวรรษที่ 20 ฉายภาพสยามอันเจริญรุ่งเรืองแต่ถูกคุกคามจากศัตรูต่างชาติครั้งแล้วครั้งเล่า กระนั้นก็ยังสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ ซ้ำยังเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเก่าด้วยพระปรีชาสามารถของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และบรรพชนผู้กล้าหาญ
เราสั่งสมความรู้และภาพพจน์ที่เรามีต่อประเทศรอบบ้านผ่านเรื่องเล่าถึงกรณีสำคัญต่างๆ ตามที่บันทึกไว้ในพงศาวดารหรือตำนานอื่นๆ ระหว่างรัฐจารีตของไทย (สุโขทัย อยุธยา กรุงเทพฯ ก่อนสมัยใหม่) กับรัฐจารีตที่กลายมาเป็นประเทศรอบๆ บ้านเราในปัจจุบัน
เรื่องเล่าจากเอกสารเก่าๆ เหล่านั้น “ถูกอ่าน” ใหม่ตามภูมิปัญญา มโนทัศน์ ค่านิยมและอคติในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งอ่านด้วยแว่นชาตินิยมไทยด้วย
ผลลัพธ์ที่ได้มักเป็น “ภาพพจน์ตัวแบบ” (tropes) และ “ภาพพจน์ตายตัว” (stereotype) ซึ่งมักไม่ตรงกับความจริง เพราะเป็นเพียงภาพอุปมาว่าด้วยประเทศเหล่านั้นตามอคติของชาตินิยมไทย (ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าไทยดีวิเศษกว่า ถูกต้องกว่า ต่อให้ไม่ถูกนักหรือไม่ดีวิเศษกว่าก็ต้องเข้าข้างไทยไว้ก่อน เพราะไทยคือ “เรา” ส่วนคนอื่นย่อมเป็น “เขา”)
แต่คนไทยมักเชื่อว่าภาพพจน์ดังกล่าวเป็นความจริง ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก แถมไม่สงสัยอีกด้วย
ในสมัยก่อนรัฐสยามแบบจารีตไม่รู้จัก “เพื่อนบ้าน” แต่รู้ว่ามีพม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร มลายู อยู่รายรอบ
แต่รัฐและผู้คนเหล่านี้ไม่เคยถูกนับเป็น “เพื่อนบ้าน” เพราะล้วนแต่เป็น “คนอื่น” ที่ต้องระวังระแวงทั้งนั้น
คำว่า “เพื่อนบ้าน” เป็นศัพท์ใหม่ มโนทัศน์ “เพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ก็เป็นของใหม่มาจากตะวันตกในศตวรรษที่ 20 บนฐานของภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่
แต่มโนทัศน์เกี่ยวกับประเทศรอบๆ ประเทศไทยมาจากการมองแบบ “จักรวรรดิสยาม” ที่มีต่อรัฐใกล้เคียงซึ่งตกทอดมาจากรัฐจารีตก่อนสมัยใหม่
อาณาบริเวณที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปนั้น ในอดีตมีเขตอิทธิพลหรืออาณาเขตปกครองของกษัตริย์ เป็นอาณาจักร, จักรวรรดิ, หรือแว่นแคว้นต่างๆ อยู่เต็มไปหมด
ตามปกตินั้น บรรดากษัตริย์เหล่านี้ต่างแข่งขันกัน กำราบ หรือพิชิตกัน เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ มีอำนาจเหนือกษัตริย์ที่อ่อนแอกว่าหรือต่ำศักดิ์กว่า กษัตริย์ที่สถาปนาตนเองเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นๆ จำนวนมากได้สำเร็จก็ถือว่าเป็น จักรพรรดิราช ครองอำนาจบารมีเหนือ “จักรวรรดิ” นั้นๆ
กษัตริย์ที่ทรงอำนาจบารมีพอกันที่ไม่สามารถปราบกันลงได้ ก็กลายเป็นอริราชศัตรูของกันและกัน แถมโดยมากมักอ้างตัวเป็นเจ้าเหนือหัวของเจ้าประเทศราชแห่งเดียวกันอีกด้วย ซึ่งต่อมาจึงกลายเป็นการอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนของประเทศราชนั้นๆ
กษัตริย์และจักรวรรดิถือตนเองเป็นศูนย์กลาง มองดูกษัตริย์และรัฐอื่นๆ ว่าต่ำกว่า ด้อยกว่า หรือน่าสงสาร และปฏิบัติต่อรัฐเหล่านั้นด้วยทัศนคติเช่นนั้น
ราชอาณาจักรสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงกรุงเทพฯ จึงเห็นอาณาจักรรอบๆ สยามว่าหากไม่เป็นอริราชศัตรูคู่แข่งที่จะมาแย่งชิงอำนาจสูงสุด ก็เป็นประเทศราชที่ด้อยกว่า เป็นเมืองขึ้น เป็นราชอาณาจักรที่ต่ำชั้นกว่า
ภาพพจน์ตัวแบบของ “พม่า” ตามประวัติศาสตร์ไทยของทางการคือ มีอำนาจสูงจนน่ากลัว แต่ชั่วร้ายเลวทราม พิชิตสยามได้ถึงสองครั้งสองครา แม้ว่าสยามสามารถกู้เอกราชได้สำเร็จทั้งสองครั้ง แต่ความพ่ายแพ้ได้สร้างบาดแผลอันไม่อาจลบเลือนได้ในความคิดจิตใจของคนไทย
ความชั่วร้ายของพม่าถูกอ้างถึงหลายครั้งหลายหนหลายรูปแบบในวาทกรรมชาตินิยมไทยสารพัดชนิด บ่อยครั้งมากที่พม่าเป็นอุปมาถึงศัตรูของชาติแม้ว่าศัตรูที่แท้จริงในช่วงเวลานั้นๆ จะเป็นประเทศอื่นก็ตาม
คนไทยมอง “ลาว” เป็นน้องที่น่าสงสารผู้รับความเอื้ออารีและการอุปถัมภ์ค้ำจุนของไทย แต่บ่อยครั้งน้องกลับไม่รู้จักบุญคุณของพี่ไทย เหตุการณ์อันน่าตระหนกที่ติดอยู่ในความคิดจิตใจของคนไทยมากกว่าเหตุการณ์อื่นๆ ทั้งหมด คือ กรณี “เจ้าอนุฯ” หรือเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ในปี 2369-2372 ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยเล่าเรื่องนี้ว่า เจ้าอนุฯ ผู้เคยได้รับความอนุเคราะห์จากกษัตริย์ที่กรุงเทพฯ ยกทัพมาบุกภาคอีสานของสยาม ตีเมืองสำคัญได้หลายแห่งก่อนที่ฝ่ายไทยจะตีกลับ เจ้าอนุฯ พ่ายแพ้และถูกจับและถูกประหารชีวิตอย่างเหี้ยมโหดต่อหน้าธารกำนัล
ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ประวัติศาสตร์ทางการของลาวและวรรณกรรมท้องถิ่นของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงจะเล่าขานเรื่องราวความขัดแย้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คือเป็นสงครามต่อต้านความโหดร้ายของสยาม เป็นการขบถต่อการกดขี่ของไทย มากกว่าที่จะเป็นการคุกคามต่อเอกราชของสยามอย่างที่เสนอจากมุมมองของทางการไทย
“กัมพูชา” ตามคำบอกเล่าในประวัติศาสตร์เป็นรัฐและคนที่น่าสมเพชและไว้ใจไม่ได้ ไทยควรจะต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เพราะ “เขมรแปรพักตร์” แว้งมากัดได้เสมอ
ที่มาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์อันตึงเครียดหลายตอนระหว่างกัมพูชากับอยุธยา ในสายตาของชาตินิยมไทย กษัตริย์กัมพูชาไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์อยุธยา มักเปลี่ยนข้างหันมาโจมตีสยามเมื่อสยามอ่อนแอมีปัญหา
ในพงศาวดารอยุธยามีเรื่องเล่าว่า หลังจากอยุธยาพ่ายแพ้ให้แก่พม่าในปี 2112 กษัตริย์แห่งกรุงละแวก เมืองหลวงของกัมพูชาในสมัยนั้น ฉวยโอกาสปล้นสะดมเมืองชายแดนและเมืองขึ้นเล็กๆ หลายเมืองของอยุธยาที่อยู่ติดกับกัมพูชา พระนเรศวรไม่พอใจกับการกระทำแบบนี้ของกษัตริย์เขมร ถือว่าเป็นการลอบกัดสยามอย่างขี้ขลาด ในยามที่สยามกำลังต่อสู้กับพม่า
ต่อมาในปี 2137 พระนเรศวรจึงยกทัพไปตีกรุงละแวกและจับกษัตริย์เขมรมาลงโทษในพิธีกรรมประหลาดที่เรียกว่า ปฐมกรรม ซึ่งเป็นพิธีที่ทำให้กษัตริย์เขมรได้รับความอัปยศอดสูอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กล่าวคือ หลังจากประหารกษัตริย์แห่งกรุงละแวก ก็นำเลือดของเขามาล้างเท้าของพระนเรศวร แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ปรากฏในพงศาวดารใดๆ ของกัมพูชา และแหล่งข้อมูลร่วมสมัยบอกว่า ที่จริงแล้วกษัตริย์เขมรสามารถหลบหนีไปยังเมืองแถงและเสียชีวิตที่นั่น
การลงโทษอันน่าขนพองสยองเกล้านี้อาจเป็นจินตนาการเพ้อฝันของไทยที่สื่อว่า แม้แต่เลือดจากหัวของกษัตริย์เขมรก็มีค่าแค่เอามาล้างเท้าเจ้าไทยเท่านั้น เรื่องตอนนี้และสัญลักษณ์ของพิธีกรรมนี้ก็ดูจะจับจุดสำคัญของจินตนาการที่คนไทยสมัยใหม่มีต่อกัมพูชาได้ชัดเจน
วินัย พงศ์ศรีเพียร ยังเสนอว่าเรื่องเล่าดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิดๆ เหลวไหลทั้งเพ เนื่องจากแหล่งข้อมูลไม่น่าเชื่อถือและการอ่านผิดๆ เขายังท้าทายอย่างย้อนแย้งด้วยว่า อันที่จริงแล้วภาพพจน์ตายตัวของคำว่า เขมรแปรพักตร์ นั่นเองที่ชักนำและปั้นให้เกิดการตีความเหตุการณ์ในแบบนั้นย้อนหลัง เหตุการณ์ในอดีตไม่ใช่ต้นทางของภาพพจน์
ความขัดแย้งระหว่างสยามกับ “เวียดนาม” เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 18 นี่เอง มองจากมุมของไทย สยามช่วยให้เวียดนามมีชีวิตต่อมาได้ แต่แล้วเวียดนามกลับกลายเป็นศัตรูคู่ปรับตัวใหม่ เวียดนามจึงถูกมองว่าเป็นประเทศผู้มุ่งขยายดินแดนอย่างก้าวร้าวในภูมิภาค ภาพลักษณ์นี้ถูกสร้างขึ้นใหม่และเข้มข้นขึ้นในช่วงสงครามเย็นเมื่อไทยเห็นคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นปราการของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคที่ให้การสนับสนุนขบวนการปฏิวัติที่พยายามทำลายประเทศไทย อีกทั้งหนุนหลังรัฐบาลในลาวกับกัมพูชาภายหลังการปฏิวัติในประเทศเหล่านั้น
“มลายู” ในสายตาของสยามก็คือรัฐบรรณาการห่างไกลที่มักก่อความรำคาญ ในปี 2452 เมื่อกรุงเทพฯ ตกลงที่จะยกบางส่วนของรัฐมาเลย์ตอนเหนือให้กับอังกฤษเพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับโครงการสร้างทางรถไฟ ราชสำนักกรุงเทพฯ อ้างว่า อย่างไรเสีย ก็ไม่สามารถดูแลรัฐบรรณาการทางใต้เหล่านี้ได้
ทัศนะแบบจักรวรรดิที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของรัฐไทยได้ผลิตความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคนี้ว่าประเทศรอบๆ ไทยถ้าไม่ใช่คู่แข่งที่น่าเกรงกลัว ก็ต้องเป็นประเทศที่ด้อยกว่า กระจอกกว่า ไม่น่าไว้ใจ (แถมนักชาตินิยมไทยยังถือว่าบางประเทศเคยเป็นดินแดนของไทยมาก่อนที่จะ “เสีย” แก่ลัทธิอาณานิคมไปอย่างไม่ชอบธรรม)
ความรู้แบบจักรวรรดิเป็นฐานของการสร้างอัตลักษณ์ชาติไทยและของความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน
ไทยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิอันสูงส่งในการมองประเทศรอบๆ ไทย ลัทธิชาตินิยมไทยผลิตภาพพจน์ตัวแบบและภาพพจน์ตายตัวของประเทศรอบไทยเหล่านั้น
อันตรายอย่างหนึ่งของความเป็นไทยและของประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็คือทำให้ประเทศรอบข้างเป็น “คนอื่น” ที่ไทยดูถูกเหยียดหยาม และต้องระวังระแวง
ความรู้แบบชาตินิยมไทยเช่นนี้จึงปลุกความเกลียดชัง “คนอื่น” ได้ง่าย เพราะพวกเขาไม่ใช่ “เพื่อนบ้าน”
