ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (23)
เพชฌฆาตเวหา
“โดรนขนาดเล็กอาจจะไม่ใช่อาวุธของการทำลายล้างสูง แต่แน่นอนว่าโดรนเหล่านี้สร้างผลกระทบทางด้านจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญ”
Sarah E. Kreps
Drones (2016)
กรอบทฤษฎีการทหารที่จะทำให้กองทัพรัสเซียชนะสงครามยูเครนได้ในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ การถล่มเมืองของยูเครนอย่างหนักด้วยการใช้กำลังทางอากาศ ดังนั้น การใช้กำลังทางอากาศเพื่อการสร้างอำนาจในการบีบบังคับ (coercive airpower) เพื่อให้ยูเครนต้องยอมแพ้ และจะนำไปสู่ชัยชนะในสงคราม จึงเป็นหนทางปฏิบัติหลักของรัสเซียในขณะนี้
แนวคิดเช่นนี้ทำให้กองทัพรัสเซียใช้จรวดและโดรนแบบต่างๆ โจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง และเห็นชัดด้วยว่าเป็นการโจมตีแบบไม่จำแนกเป้าหมาย (indiscriminate attack) ที่เน้นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน มากกว่าเป้าหมายทางทหาร ดังที่ปรากฏเป็นภาพข่าวแทบจะทุกวัน
การโจมตีเช่นนี้ยืนอยู่บนสมมุติฐานเดียวกันกับทฤษฎี “การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์” (strategic bombing) ที่เชื่อว่าการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก จะเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนในประเทศ และยิ่งประชาชนในประเทศเป้าหมายเสียขวัญกำลังใจมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ประเทศนั้นแพ้สงครามเร็วเท่านั้น หรืออาจตอบในทางทฤษฎีได้ว่า นี่คือแนวคิดพื้นฐานของ “สำนักสงครามทางอากาศ” (Air Warfare School) ในวิชายุทธศาสตร์นั่นเอง ที่จะต้องใช้กำลังทางอากาศในการทำลายปัจจัยทางสังคมจิตวิทยา เพื่อเอาชนะสงคราม
การป้องกันการโจมตีทางอากาศสำหรับยูเครนนั้น คือการทำลายอาวุธที่รัสเซียยิงก่อนที่จะตกลงสู่เป้าหมาย เช่น การทำลายอาวุธปล่อยครุยส์ (cruise missile) ในอากาศ ซึ่งขีดความสามารถของความสำเร็จในการทำลายอาวุธปล่อย (จรวด) ของยูเครนอยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งเท่ากับว่าอาวุธปล่อยของรัสเซียที่หลุดรอดจากการทำลายในอากาศอีก 20% ที่เหลือนั้น ยังสร้างความเสียหายให้กับยูเครนได้อย่างมาก
แม้ยูเครนจะทำลายจรวดรัสเซียที่เปิดการโจมตีได้ในอัตรา 80% แต่การป้องกันการโจมตีทางอากาศเช่นนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เพราะยังมีส่วนที่อยู่รอดจากการทำลาย และก่อให้เกิดความสูญเสียกับสังคมยูเครนได้ ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดจึงน่าจะได้แก่ การมุ่งโจมตีกับสนามบิน ที่รัสเซียใช้เป็นฐานรองรับปฏิบัติการทหารในเรื่องนี้ และน่าจะเป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า เพราะยูเครนไม่จำเป็นต้องใช้จรวดจากพื้นสู่อากาศในการทำลายอาวุธปล่อยของรัสเซียกลางอากาศ
เป้าหมายสนามบิน
ในสงครามสมัยใหม่ที่กองทัพต้องพึ่งพาการใช้กำลังทางอากาศอย่างมากนั้น ฐานทัพอากาศจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีเสมอ เพราะฐานทัพอากาศซึ่งมีเครื่องบินรบประจำการอยู่ ทั้งเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดนั้น ถือเป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าในทางทหารเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเครื่องบินรบที่จอดนิ่งอยู่บนรันเวย์นั้น เป็นเป้าหมายของการโจมตีที่ดียิ่ง
ตัวอย่างเช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับสมรภูมิของสงครามทะเลทรายในแอฟริกานั้น หน่วยรบพิเศษของอังกฤษ (SAS) เปิดปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินด้วยการใช้รถจี๊ปติดปืนกลโจมตีฐานบินของกองทัพอากาศเยอรมัน หรือใช้การก่อวินาศกรรมด้วยการติดตั้งระเบิดหน่วงเวลากับเครื่องบินเยอรมันที่จอดนิ่งอยู่บนสนามบิน ซึ่งในระหว่างช่วงสงครามนี้ หน่วยรบพิเศษของอังกฤษทำลายเครื่องบินรบของเยอรมันที่จอดบนรันเวย์ได้มากถึง 367 ลำ ถือเป็นความสูญเสียอย่างไม่น่าเชื่อ
อีกตัวอย่างที่เป็นคำตอบในเรื่องนี้ คือการโจมตีฐานทัพอเมริกันของเวียดกงและหน่วยรบพิเศษของเวียดนามเหนือในสงครามเวียดนาม ไม่แตกต่างจากปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษอังกฤษ นักรบกองโจรเหล่านี้บุกเข้าจู่โจมฐานทัพอากาศสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นที่ดานัง เบียนหัว ฟานรัง เป็นต้น
พวกเวียดกงหรือหน่วยทหารของเวียดนามเหนือจะใช้ระเบิดสะพายไหล่ (หรือบางทีเรียกว่าระเบิดกระเป๋า คือ satchel charges) พร้อมกับปืนครกในการบุกเข้าโจมตี และใช้ระเบิดเหล่านี้ในการทำลายเครื่องบินอเมริกันที่จอดนิ่งบนรันเวย์ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งความเสียหายจากการโจมตีเช่นนี้ส่งผลอย่างมากในโลกสมัยใหม่ เพราะภาพของการโจมตีที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นหัวข่าวของสื่อต่างๆ อย่างแน่นอน เช่น การโจมตีของเวียดกงต่อฐานทัพอากาศที่เบียนหัวในปี 1964 นั้น เครื่องบินทิ้งระเบิดของอเมริกันแบบบี-57 (B-57 Canberra) จำนวน 21 ลำ ประสบความเสียหาย และบางลำประสบความเสียหายยับเยิน ซึ่งต้องถือว่าเป็นการฉีกหน้าการรักษาความปลอดภัยของทหารอเมริกันอย่างมาก
ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการทำลายอากาศยานเท่านั้น หากยังส่งผลทางจิตวิทยาอย่างมากกับทหารอเมริกันด้วย เพราะทำให้รู้สึกว่าฐานทัพของเขาเองไม่ปลอดภัย เนื่องจากข้าศึกสามารถเล็ดลอดเข้ามาโจมตีและก่อวินาศกรรมได้เสมอ และความเสียหายที่เกิดมีขนาดใหญ่
ปฏิบัติการเช่นนี้บ่งบอกเป็นอย่างดีว่า การทำลายเครื่องบินรบข้าศึกที่จอดนิ่งบนลานวิ่งนั้น ยังเป็นหนทางปฏิบัติที่สำคัญในทางทหาร เพราะความเสียหายที่เกิดกับอากาศยานนั้นมีมูลค่าสูงเสมอ และสร้างผลในทางจิตวิทยาได้มาก ในบางกรณีอาจเป็นสิ่งที่ทดแทนความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ยาก แตกต่างอย่างมากกับการสูญเสียรถถัง หรือยานเกราะในการรบทางบก ดังนั้น การป้องกันการก่อวินาศกรรมสนามบินในสมัยใหม่จึงได้แก่ การสร้างโรงเก็บเครื่องบินที่มีความแข็งแรง เพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศของข้าศึก พร้อมกับการระวังป้องกันภาคพื้นดินที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรม
ทางเลือกในอีกแบบคือ การกระจายฝูงบินรบออกไปอยู่ในสนามบินอื่นๆ และจะไม่นำเอาอากาศยานรบมารวมศูนย์ไว้ที่เดียวกันเป็นอันขาด เพราะจะเป็นการ “ล่อเป้า” ให้ข้าศึกมุ่งทำลายฐานทัพอากาศแห่งนั้น หรือเครื่องบินขับไล่บางส่วนอาจถูกโยกย้ายจากแนวหน้ามาไว้ในแนวหลัง เพื่อที่เครื่องบินเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “ยามเวหา” ในการคุ้มครองสนามบินจากการถูกโจมตีทางอากาศของข้าศึก
สงครามทางอากาศชายขอบ
ดังได้กล่าวแล้วว่าระบบป้องกันทางอากาศของยูเครน ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากจากระบบอาวุธที่ตะวันตกได้ให้ความช่วยเหลือนั้น ทำลายการโจมตีด้วยจรวดของรัสเซียมากถึง 80% กระนั้น 20% ที่หลุดรอดจากการทำลายนั้น ยังเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับสังคมยูเครนได้อย่างมาก ภาวะเช่นนี้ทำให้กองทัพยูเครนต้องหันกลับไปสู่การใช้คู่มือเก่า
ดังนั้น แทนที่ทหารยูเครนจะต้องรอทำลายจรวดและขีปนาวุธระยะใกล้ที่ถูกปล่อยจากอากาศยาน ที่บินลอยลำอยู่ในน่านฟ้ารัสเซียนั้น ทำไมยูเครนไม่ทำลายเครื่องบินที่ทำหน้าที่เป็น “ฐานปล่อยอาวุธลอยฟ้า” ไปเลย… แนวคิดนี้ไม่แตกต่างจากปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษอังกฤษในการบุกจู่โจมฐานบินของเยอรมันในสงครามทะเลทราย หรือเป็นเช่นเดียวกับนักรบกองโจรเวียดกงและชุดรบพิเศษของเวียดนามเหนือในการบุกโจมตีฐานทัพอเมริกันในเวียดนามใต้ ไม่ใช่การมุ่งป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีทางอากาศในแบบเดิมๆ ด้วยการใช้ระบบป้องกันทางอากาศ
ดังที่กล่าวแล้วว่าสงครามยูเครนมี “สงครามโดรน” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความเป็นสงครามในศตวรรษที่ 21 เพราะโดรนถูกใช้ในขอบเขตอย่างกว้างขวาง และปรับเปลี่ยนสงครามทางอากาศในยูเครนให้กลายเป็นสงครามโดรน เนื่องจากโดรนได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของการโจมตีทางอากาศ แม้โดรนจะไม่สามารถบรรทุกน้ำหนักระเบิดได้มาก แต่ก็มากพอในการทำลายเป้าหมายภาคพื้นดิน จนต้องถือว่าโดรนกำลังทำหน้าที่เป็น “เพชฌฆาตเวหา” ในสงครามยูเครน เช่นที่โดรนเคยเป็น “นักล่าสังหาร” ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมาแล้วในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11
หากพิจารณาจากทฤษฎีการสงครามทางอากาศแล้ว โดรนเป็น “ปฏิบัติการทางอากาศชายขอบ” (air littoral operation) กล่าวคือ ถ้าเราแบ่งซอยชั้นบรรยากาศออกเป็นส่วนๆ แล้ว ระดับของชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือพื้นดิน (ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการโดยตรงของกำลังรบทางบก) กับชั้นที่อยู่ต่ำกว่าบรรยากาศในระดับชั้นที่เครื่องบินรบปฏิบัติการอยู่ตามปกติ
พื้นที่อากาศในช่วงชั้นนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นชั้นบรรยากาศในระดับ “ชายขอบ” (air littorals) อันเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปฏิบัติการของโดรน เพราะโดรนไม่สามารถบินสูงในระดับชั้นบรรยากาศที่อากาศยานใช้บิน และไม่ใช้เขตอากาศชั้นเดียวกับเครื่องบิน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับความปลอดภัยของอากาศยานอย่างมาก
ในขอบเขตของปฏิบัติการเช่นนี้อาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า โดรนนี้จะบินอยู่ในระดับเหนือหัวของทหารราบ และจะบินต่ำในระดับที่เรดาร์ข้าศึกไม่สามารถตรวจจับได้ แตกต่างจากอากาศยานตามปกติ ผลจากคุณลักษณะเช่นนี้ โดรนจึงเป็นเครื่องมือของการโจมตีภาคพื้นดินที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ทั้งเป้าหมายที่เป็นรถถัง รถรบของกองทัพข้าศึก และแน่นอนว่าย่อมสามารถใช้ในการโจมตีอากาศยานทหารที่จอดนิ่งอยู่บนรันเวย์ได้เป็นอย่างดีด้วย เพราะเครื่องบินที่จอดนิ่งเช่นนี้ โจมตีได้ง่ายกว่ารถทหารบนภาคพื้นดินที่มีการเคลื่อนที่ แต่เครื่องบินในสนามบินนั้นจอดอยู่เฉยๆ หรือมีสภาวะเป็น “เป้านิ่ง” ให้กับโดรนในการทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตเวหา
สงครามใหม่
การเปิดการโจมตีสนามบินทหารที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 จึงเป็นการตอกย้ำถึงการกำเนิดของ “สงครามโดรน” อย่างแท้จริง และสงครามโดรนกำลังเปลี่ยน “เศรษฐศาสตร์สงคราม” ของการเปรียบเทียบสมดุลมูลค่าอาวุธอย่างน่าสนใจ
ประมาณการว่าโดรนยูเครนที่ใช้ใน “ปฏิบัติการใยแมงมุม” ครั้งนี้ มีมูลค่าโดยรวมราว 3,000 เหรียญสหรัฐ (ตัวโดรน แบตเตอรี่ และตัวหัวรบ) ในขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบ Tu-160 มีมูลค่าราว 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมูลค่าความเสียหายเปรียบเทียบกับราคาของโดรนนั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย ดังจะเห็นได้ว่าราคาแตกต่างกันอย่างมาก
ผลจากการโจมตีเช่นนี้ ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิดรัสเซียต้องแยกย้ายการจัดวางกำลังใหม่ การป้องกันสนามบินจะต้องใช้ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 ม.ม. พร้อมระบบเรดาร์ และต้องใช้แจมเมอร์ปล่อยสัญญาณครอบคลุมพื้นที่สนามบินทั้งหมด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากในแต่ละวัน และยังต้องลดความถี่ของการลาดตระเวนทางอากาศระยะไกลของเครื่องบินทิ้งระเบิดรัสเซียด้วย
ข้อคิดจาก “ปฏิบัติการใยแมงมุม” ของยูเครน คือกองทัพอากาศไม่สามารถป้องกันสนามบินได้ทั้งหมดในแบบเก่า ดังนั้น ทางออกคือ การกระจายกำลังเครื่องบินออกไปยังสนามบินอื่นๆ อีกทั้งต่อไปนับจากนี้ รันเวย์คือ “แนวรบใหม่” (เป้าหมายใหม่) ของสงครามในศตวรรษที่ 21!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
