เบี้ยล่างทางยุทธศาสตร์ ! | สุรชาติ บำรุงสุข
การก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หวนกลับมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม การกลับมาก่อเหตุของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เป็นกลุ่มติดอาวุธในสมัยของรัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร ทำให้เกิดความพยายามในการหาคำตอบถึงมูลเหตุจูงใจของฝ่ายตรงข้าม
น่าสนใจว่า คำตอบของหลายฝ่ายนำเสนอความเห็นว่า ความรุนแรงรอบนี้เกิด เพราะฝ่ายรัฐไม่ยอมเปิดการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อเหตุ
สมมติฐานนี้ น่าสนใจในเชิงคำตอบ แต่ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า เป็นคำตอบที่แท้จริงเพียงใดในเชิงการวิจัย เพราะเราไม่สามารถส่งแบบสอบถามไปถึงแกนนำที่คุมกำลังในการก่อเหตุได้จริง เช่นที่นักวิจัยทำในสถานการณ์ปกติ แต่คำตอบนี้ มาจากแนวร่วมบางคนที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม BRN หรือมาจากนักการเมืองบางคน ซึ่งข้อสรุปที่ถูกนำเสนอในกรณีนี้คือ “ไม่ยอมเจรจา จึงต้องก่อเหตุรุนแรง”
ถ้าเรายอมรับว่า สมมติฐานนี้มีความถูกต้องในแบบงานวิจัย ก็เท่ากับเป็นสัญญาณว่า กลุ่มติดอาวุธ BRN ใช้วิธีการของการ “บังคับ” (Compellence) ในแบบ “แบล็คเมล์” ด้วยการก่อเหตุร้ายเพื่อกดดันรัฐบาลไทย ให้กระทำการตามที่ฝ่ายตนต้องการ และเป็นการ “แบล็คเมล์ด้วยความรุนแรง” ที่เอาชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นเครื่องมือในการต่อรอง เพราะตระหนักดีว่า ด้วยความสูญเสียเช่นนี้ รัฐบาลกรุงเทพฯ จะไม่สามารถทนแรงกดดันได้
ในกรณีเช่นนี้ อาจเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ว่า ไม่ต่างกับการแบล็คเมล์ของ “สีกา ก.” เพื่อสร้าง ”อำนาจบังคับ” ให้พระที่เกี่ยวข้องต้องจ่ายสตางค์ ในกรณีนี้ เห็นชัดว่า สีกาเป็น “ผู้บังคับ” (คือเป็น “coercer” ในทางทฤษฎี) และพระเป็น ”ผู้ถูกบังคับ” (เป็น “coerced” ในทางทฤษฎี)
กระบวนการสร้าง “อำนาจในการบังคับ” (coercive power) ด้วยการแบล็คเมล์ คือ การกดดันด้วยการบังคับจากการกระทำของฝ่ายตน เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมรับข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้น ซึ่งในชีวิตจริงทางสังคม การแบล็คเมล์โดยทั่วไปมักจะเป็นเรื่องของ “การตบทรัพย์” หรือ “เรียกทรัพย์” จากเป้าหมาย
ในอีกทางหนึ่ง การแบล็คเมล์ทางการเมือง คือ การข่มขู่ด้วยการสร้าง “อำนาจบังคับ” ให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำตามความต้องการของฝ่ายเราในทางการเมือง การกระทำเช่นนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นปกติในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะในสถานการณ์ที่มีปัญหาระหว่างรัฐคู่พิพาทนั้น ผู้นำรัฐหนึ่งอาจสร้างอำนาจในการ “บังคับ” กระทำกับผู้นำรัฐอีกฝ่ายหนึ่งได้เสมอ
การกระทำเช่นนี้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้วว่า การบังคับด้วยการแบล็คเมล์คือ การข่มขู่ด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม และการขู่ว่าจะกระทำการนี้และ/หรือดำเนินการในเรื่องนี้ จะเป็นแรงกดดันโดยตรงที่บังคับให้อีกฝ่ายต้องยอม หรืออาจกล่าวได้ว่า ให้จำเป็นต้องยอมโดย “ไม่มีเงื่อนไข”
ในชีวิตทางสังคม ฝ่ายที่ถูกแบล็คเมล์มักอยู่ในสภาวะถูกบังคับให้ “จำเป็นต้องยอม” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลลบที่ตามมากับตนเอง การหาทางออก จึงมักเป็นเรื่องของ “การต่อรอง” เช่น การแบล็คเมล์มักเรียกร้องให้บุคคลเป้าหมายต้องจ่ายทรัพย์ เพื่อแลกกับการหยุดการกระทำบางอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาในกรณีนี้ จึงเป็นการต่อรองในเรื่องของจำนวนเงินที่จะต้องจ่าย
แต่ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจแตกต่างออกไปบ้าง เพราะเป้าหมายและวัตถุประสงค์ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการดำเนินการที่ต้องการกดดันบังคับรัฐเป้าหมายให้กระทำตามความต้องการของรัฐฝ่ายหนึ่ง การบังคับหรือการกระทำในแบบของแบล็คเมล์ในระดับนี้ จึงมุ่งประสงค์ในการกระทำต่อรัฐเป็นเรื่องหลัก ซึ่งในกรณีนี้ อาจกล่าวได้ว่า การ “ปล่อยคลิปเสียง” การสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้นำกัมพูชา ออกสู่เวทีสาธารณะ จึงเป็นลักษณะของการแบล็คเมล์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนทางการเมืองตามมา
ว่าที่จริง เป้าหมายของคลิปเสียงนี้ อาจจะเทียบเคียงได้กับปัญหาการใช้ความรุนแรงเพื่อให้เกิด “อำนาจบังคับ” ของ BRN ในภาคใต้ กล่าวคือ เหตุร้ายในภาคใต้เป็นกระทำความรุนแรง เพื่อบังคับให้รัฐไทยต้อง “ยอม” ด้วยการเปิดการเจรจากับพวกเขา

ส่วนคลิปเสียงกัมพูชา นอกจากจะถูกปล่อยออกมาเพื่อ “บังคับ” รัฐบาลไทยให้ดำเนินการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการแล้ว ยังมีเป้าหมายตามมาอีกส่วน คือ การมุ่งเน้นกระทำกับตัวนายกรัฐมนตรีไทยโดยตรง เพราะบทสนทนาที่เกิดขึ้นเช่นนั้นย่อม “ไม่เป็นคุณ” แก่ตัวนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน (ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีไทยจะดำเนินการสนทนาในเรื่องนี้ ด้วยความ “อ่อนหัด” กับเกมส์ในเวทีระหว่างประเทศหรือไม่นั้น จะไม่ขอนำมาเป็นประเด็นถกแถลงในที่นี้)
ฉะนั้น ในทั้ง 2 กรณีนี้ เห็นได้ชัดถึงการสร้าง “อำนาจบังคับ” ที่กระทำกับรัฐไทย ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการตอบโต้กับการบังคับที่มาในรูปแบบของการแบล็คเมล์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แน่นอนว่า ทางเลือกในทางการเมืองสำหรับฝ่ายที่ถูกบังคับ คือ จะต้องลดแรงกดดันจากการบังคับที่เกิดขึ้นเช่นนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การสร้างอำนาจบังคับนั้น สร้างความเสียหายน้อยที่สุด

ในอีกทาง รัฐไทยจะสามารถ “ต่อรอง” เพื่อคลี่คลายภาวะของการถูกบังคับได้เพียงใด แต่ในสภาวะเช่นนี้ มิใช่การ “เงียบงัน” เพราะในกระบวนการของการสร้างอำนาจจากการกระทำของฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้ มีประเด็นในทางทฤษฎีที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาเสมอ คือ ข้อเรียกร้องของฝ่ายตรงข้าม และภัยคุกคามจากอำนาจของฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม พวกเรายังมีความคาดหวังว่า รัฐไทยในทางปฏิบัติน่าจะเป็นฝ่าย “ผู้บังคับ” ที่ใช้อำนาจกดดันต่อกลุ่ม BRN ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย และทั้งควรจะเป็น “ฝ่ายบังคับ” ต่อปัญหากัมพูชา แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ดูจะพลิกไปอีกทางหนึ่ง
ฉะนั้น จึงน่าติดตามอย่างมากว่าในสถานการณ์ที่ถูกแบล็คเมล์เช่นนี้ว่า รัฐไทยจะพลิกกลับจาก “ผู้ถูกบังคับ” มาเป็น “ผู้บังคับ” ได้หรือไม่ เพราะการตกอยู่ในอำนาจจากการบังคับของฝ่ายตรงข้าม ก็คือ การเป็น “เบี้ยล่าง” ในทางยุทธศาสตร์นั่นเอง ?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
