bg-single

จากคลิปเสียง … สู่ทุ่นระเบิด ! | สุรชาติ บำรุงสุข

24.07.2025

 สถานการณ์ความมั่นคงไทยวันนี้คงต้องยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหารอบบ้าน และเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งกับเรื่องของเส้นเขตแดน และปัญหาความสัมพันธ์รัฐบาลไทยกับประเทศเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีปัญหากัมพูชา ที่ส่อให้เห็นถึงสภาวะ “วิกฤต” ที่กำลังเป็นประเด็นในการเมืองไทยปัจจุบัน
  ดังนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจและพิจารณาถึงประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างสังเขปจากกรณีปัญหากัมพูชา ที่อาจต้องถือเป็น “วิกฤตการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อีกครั้ง

สำรวจปัญหา
ถ้าเราทดลองสำรวจประเด็นความมั่นคง ที่มีลักษณะเป็น “ปัญหาเฉพาะหน้า” (คือเป็น immediate threat ในทางความมั่นคง) เราจะเห็นประเด็นที่สำคัญที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภาพรวม ดังนี้
1) ปัญหาเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มีทั้งในส่วนที่เป็นปัญหาทางบกและทางทะเล ดังจะเห็นได้ว่า ปัญหาเส้นเขตแดนด้านกัมพูชานั้น เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศเสมอ
2) ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมาร์ และผลกระทบกับแนวชายแดนไทย ปัญหาจากสงครามเมียนมาร์มีผลกระทบกับความมั่นคงไทยมาโดยตลอด และรวมถึงบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่แถบนี้
3) ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกี่ยวข้องชายแดนไทย-มาเลเซีย ปัญหานี้เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญในทางความมั่นคงของไทย เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุอาศัยพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานหลัก
4) ปัญหากลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดนไทย โดยเฉพาะกรณีกลุ่มทุนจีนและแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่อาศัยพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนเป็นพื้นที่ของการก่อเหตุอาชญากรรม
5) ปัญหามลพิษข้ามชาติบริเวณแนวชายแดนไทย เช่น กรณีปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หรือปัญหาการเผาในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ในสังคมไทย เป็นต้น

แนวทางการแก้ปัญหา
ในภาวะที่ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน และในบางกรณีถูกขยับให้มีสภาวะเป็น “วิกฤตการเมือง” ด้วยนั้น รัฐบาลอาจกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังต่อไปนี้
1) การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาจะต้องมีความชัดเจน
2) การสร้างความรู้และความเข้าใจของฝ่ายการเมืองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย
3) การสร้างเอกภาพและความเข้าใจของฝ่ายปฏิบัติในฐานะของการเป็นผู้รับนโยบาย เพื่อให้นโยบายถูกนำไปปฏิบัติอย่างได้ผล
4) การสื่อสารทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคมภายใน เพราะประชาชนต้องการรับทราบปัญหาและหนทางการแก้ไขของรัฐบาล
5) การสื่อสารกับโลกภายนอกเพื่อสร้างความเข้าใจในเวทีสากล มิให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด

ผลกระทบทางด้านจิตวิทยา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้น สิ่งที่เกิดเป็นความรู้สึกของประชาชนในการแก้ปัญหาของรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปัจจัยจิตวิทยาการเมือง” นั้น เป็นประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผลกระทบในทางการเมือง ดังนี้
1) รัฐบาลมีความล่าช้า หรืออาการรีๆรอๆในการดำเนินการ – เมื่อทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดแล้ว รัฐบาลสามารถแถลงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอกได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ทราบถึง 3 วันว่า ทุ่นระเบิดนี้เป็นของใหม่หรือเก่า แต่ท่าทีที่ปรากฏกลายเป็นรัฐบาลเลือกที่จะรอ ซึ่งทำให้สังคมรู้สึกว่า การดำเนินการของรัฐบาลมีแต่ความล่าช้า
2) รัฐบาลควรท่าทีแบบกล้าตอบ – รัฐบาลควรแสดงท่าทีในแบบแอคทีฟในการแถลง ไม่ใช่กล่าวว่า “ในนามรัฐบาล จะไม่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามผ่านทางโซเชียล” แต่ข้อเสนอให้มีความ “แอคทีฟ” มากกว่านี้ ก็ไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลไปท้าชนแบบพวกชาตินิยมสุดโต่ง ที่มัก “ชวนตี” เพื่อให้เกิดการขยายข้อพิพาท
3) รัฐบาลควรดำเนินการด้วยความเข้าใจ – การส่งกองร้อยปราบจลาจลจำนวน 2 กองร้อย ของตำรวจภูธรภาค 3 ไปชายแดน น่าจะสะท้อนความไม่เข้าใจของรัฐบาล เพราะงานชายแดนควรมอบภารกิจให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดน เพราะเป็นตำรวจที่มีภารกิจในพื้นที่เช่นนี้โดยตรง และการเตรียมการปราบจลาจลอาจต้องพิจารณาดูความรอบคอบ เนื่องจากเป็นปัญหาระหว่างประเทศ
4) ไม่อยากเห็นรัฐบาลเป็น “เบี้ยล่าง” – คนในสังคมไทยมีความรู้สึกร่วมกันว่า ตั้งแต่เกิดปัญหาชายแดน โดยเฉพาะกรณีคลิปเสียงนั้น รัฐบาลไทยดูจะเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด จึงอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบ้าง ท่ีรัฐบาลไทยพลิกกลับมาเป็น “เบี้ยบน” ได้บ้าง
5) ไม่อยากเห็นการใช้มาตรการแบบ “แก้เกี้ยว” – การฟ้องผู้นำกัมพูชาในประเด็นการปล่อยคลิปเสียงด้วยกฎหมายภายในของไทย เช่น พรบ. คอมพิวเตอร์ และกฎหมายมาตรา 116 ซึ่งการฟ้องนี้ไม่น่าจะมีผลในทางปฏิบัติ และเห็นชัดว่าการฟ้องในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการผลอะไรในทางกฎหมาย เพียงแต่สร้างภาพทางการเมืองว่า รัฐบาลไทยได้ฟ้องผู้นำประเทศที่มีปัญหากับผู้นำไทยแล้ว
6) รัฐบาลทิ้งชีวิตคนที่ชายแดน – คนที่อยู่ที่ชายแดนในกลุ่มต่างๆ ทั้งในระดับผู้ประกอบการ ลงมาถึงระดับประชาชนทั่วไป มีความรู้สึกคล้ายกันว่า พวกเขาถูกรัฐบาลทอดทิ้ง และมองว่าการแก้ปัญหาเป็นโยบายแบบเอาใจคนกรุงเทพฯ และไปในกระแสพวกชาตินิยม ที่ต่อต้านการเปิดด่าน
7) รัฐบาลต้องควบคุมการปลุกกระแสชาตินิยม – การปลุกกระแสนี้สร้างปัญหาตั้งแต่กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารในปี 2551 และถ้าปลุกจนสุดโต่ง จะนำประเทศไทยเข้าสู่สงคราม และจบลงด้วยการขึ้นศาลโลก จึงต้องการการควบคุมไม่ให้เกิดภาวะสุดโต่ง ที่จะพาประเทศไปติดกับดักที่ฝ่ายกัมพูชาได้เรียกร้องไว้
8) รัฐบาลต้องควบคุมการหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ชายแดน – การปิดด่านอาจเป็นวิกฤตสำหรับชีวิตของบางคนและบางอาชีพในพื้นที่ชายแดน แต่เป็นโอกาสทองของการหาประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่ม
9) สังคมอยากเห็นบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ – ในกรณีนี้ คนในสังคมมีคำถามมาโดยตลอดว่า กระทรวงต่างประเทศหายไปไหน? (ว่าที่จริง บทบาทหายไปตั้งแต่ปัญหาภาษีทรัมป์แล้ว!)
10) ผู้นำรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงภาวะการนำในการแก้ปัญหา – คนในสังคมไทยปัจจุบันมีความรู้สึกคล้ายคลึงกันว่าผู้นำรัฐบาล ไม่มี “leadership” ในการแก้ปัญหา และแก้ปัญหาแบบไม่จริงจัง เช่น กรณีปัญหาทุ่นระเบิดสังหารที่เกิดกับทหารไทย ก็เสนอที่จะให้รอการส่งข้อร้องเรียนของไทยไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาในช่วงตอนปลายปี เพราะจะมีการประชุมในเวลานั้น เป็นต้น (ต้องรออีกแล้ว !)

ในวิกฤตต้องการผู้นำที่เก่ง!
รัฐบาลต้องตระหนักเสมอว่า การดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น นอกจากจะต้องการทั้งความรู้และความเข้าใจในการกำหนดทิศทิศทางนโยบายแล้ว ยังต้องการตัวบุคคลที่มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เพราะไม่มีความสำเร็จของนโยบายใด เกิดได้ด้วยการใช้บุคลากรที่ไร้ความสามารถ หรือไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการปัญหา ฉะนั้นในกรณีไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ต้องระวังไม่ให้ทุ่นระเบิดที่ชายแดน กลายเป็นทุ่นระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลไปด้วย
นักเรียนรัฐศาสตร์ถูกสอนเสมอว่า “วิกฤตระหว่างประเทศแก้ได้ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เก่ง” ดังเช่นที่คนในสาขานี้ยกย่อง “ความเก่งและวิสัยทัศน์” ของประธานาธิบดีเคนเนดีในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์จรวดที่คิวบาในปี 2505 มิเช่นนั้น โลกจะเดินเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ในปีนั้นอย่างแน่นอน …
แม้วิกฤตของไทยครั้งนี้ จะไม่ได้ใหญ่พอที่จะเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์ที่คิวบาได้เลย แต่ความต้องการผู้นำที่ “เก่งและมีวิสัยทัศน์” เป็นความต้องการพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดในกระบวนการแก้ปัญหา เพราะไม่ว่าประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ “วิกฤตก็คือวิกฤต” จะรับมือให้ประสบความสำเร็จอย่างไรเท่านั้นเอง !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร