สถานการณ์ความมั่นคงไทยวันนี้คงต้องยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหารอบบ้าน และเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งกับเรื่องของเส้นเขตแดน และปัญหาความสัมพันธ์รัฐบาลไทยกับประเทศเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีปัญหากัมพูชา ที่ส่อให้เห็นถึงสภาวะ “วิกฤต” ที่กำลังเป็นประเด็นในการเมืองไทยปัจจุบัน
ดังนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจและพิจารณาถึงประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างสังเขปจากกรณีปัญหากัมพูชา ที่อาจต้องถือเป็น “วิกฤตการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อีกครั้ง
สำรวจปัญหา
ถ้าเราทดลองสำรวจประเด็นความมั่นคง ที่มีลักษณะเป็น “ปัญหาเฉพาะหน้า” (คือเป็น immediate threat ในทางความมั่นคง) เราจะเห็นประเด็นที่สำคัญที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภาพรวม ดังนี้
1) ปัญหาเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มีทั้งในส่วนที่เป็นปัญหาทางบกและทางทะเล ดังจะเห็นได้ว่า ปัญหาเส้นเขตแดนด้านกัมพูชานั้น เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศเสมอ
2) ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมาร์ และผลกระทบกับแนวชายแดนไทย ปัญหาจากสงครามเมียนมาร์มีผลกระทบกับความมั่นคงไทยมาโดยตลอด และรวมถึงบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่แถบนี้
3) ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกี่ยวข้องชายแดนไทย-มาเลเซีย ปัญหานี้เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญในทางความมั่นคงของไทย เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุอาศัยพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานหลัก
4) ปัญหากลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดนไทย โดยเฉพาะกรณีกลุ่มทุนจีนและแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่อาศัยพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนเป็นพื้นที่ของการก่อเหตุอาชญากรรม
5) ปัญหามลพิษข้ามชาติบริเวณแนวชายแดนไทย เช่น กรณีปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หรือปัญหาการเผาในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ในสังคมไทย เป็นต้น
แนวทางการแก้ปัญหา
ในภาวะที่ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน และในบางกรณีถูกขยับให้มีสภาวะเป็น “วิกฤตการเมือง” ด้วยนั้น รัฐบาลอาจกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังต่อไปนี้
1) การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาจะต้องมีความชัดเจน
2) การสร้างความรู้และความเข้าใจของฝ่ายการเมืองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย
3) การสร้างเอกภาพและความเข้าใจของฝ่ายปฏิบัติในฐานะของการเป็นผู้รับนโยบาย เพื่อให้นโยบายถูกนำไปปฏิบัติอย่างได้ผล
4) การสื่อสารทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคมภายใน เพราะประชาชนต้องการรับทราบปัญหาและหนทางการแก้ไขของรัฐบาล
5) การสื่อสารกับโลกภายนอกเพื่อสร้างความเข้าใจในเวทีสากล มิให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด
ผลกระทบทางด้านจิตวิทยา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้น สิ่งที่เกิดเป็นความรู้สึกของประชาชนในการแก้ปัญหาของรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปัจจัยจิตวิทยาการเมือง” นั้น เป็นประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผลกระทบในทางการเมือง ดังนี้
1) รัฐบาลมีความล่าช้า หรืออาการรีๆรอๆในการดำเนินการ – เมื่อทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดแล้ว รัฐบาลสามารถแถลงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอกได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ทราบถึง 3 วันว่า ทุ่นระเบิดนี้เป็นของใหม่หรือเก่า แต่ท่าทีที่ปรากฏกลายเป็นรัฐบาลเลือกที่จะรอ ซึ่งทำให้สังคมรู้สึกว่า การดำเนินการของรัฐบาลมีแต่ความล่าช้า
2) รัฐบาลควรท่าทีแบบกล้าตอบ – รัฐบาลควรแสดงท่าทีในแบบแอคทีฟในการแถลง ไม่ใช่กล่าวว่า “ในนามรัฐบาล จะไม่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามผ่านทางโซเชียล” แต่ข้อเสนอให้มีความ “แอคทีฟ” มากกว่านี้ ก็ไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลไปท้าชนแบบพวกชาตินิยมสุดโต่ง ที่มัก “ชวนตี” เพื่อให้เกิดการขยายข้อพิพาท
3) รัฐบาลควรดำเนินการด้วยความเข้าใจ – การส่งกองร้อยปราบจลาจลจำนวน 2 กองร้อย ของตำรวจภูธรภาค 3 ไปชายแดน น่าจะสะท้อนความไม่เข้าใจของรัฐบาล เพราะงานชายแดนควรมอบภารกิจให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดน เพราะเป็นตำรวจที่มีภารกิจในพื้นที่เช่นนี้โดยตรง และการเตรียมการปราบจลาจลอาจต้องพิจารณาดูความรอบคอบ เนื่องจากเป็นปัญหาระหว่างประเทศ
4) ไม่อยากเห็นรัฐบาลเป็น “เบี้ยล่าง” – คนในสังคมไทยมีความรู้สึกร่วมกันว่า ตั้งแต่เกิดปัญหาชายแดน โดยเฉพาะกรณีคลิปเสียงนั้น รัฐบาลไทยดูจะเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด จึงอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบ้าง ท่ีรัฐบาลไทยพลิกกลับมาเป็น “เบี้ยบน” ได้บ้าง
5) ไม่อยากเห็นการใช้มาตรการแบบ “แก้เกี้ยว” – การฟ้องผู้นำกัมพูชาในประเด็นการปล่อยคลิปเสียงด้วยกฎหมายภายในของไทย เช่น พรบ. คอมพิวเตอร์ และกฎหมายมาตรา 116 ซึ่งการฟ้องนี้ไม่น่าจะมีผลในทางปฏิบัติ และเห็นชัดว่าการฟ้องในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการผลอะไรในทางกฎหมาย เพียงแต่สร้างภาพทางการเมืองว่า รัฐบาลไทยได้ฟ้องผู้นำประเทศที่มีปัญหากับผู้นำไทยแล้ว
6) รัฐบาลทิ้งชีวิตคนที่ชายแดน – คนที่อยู่ที่ชายแดนในกลุ่มต่างๆ ทั้งในระดับผู้ประกอบการ ลงมาถึงระดับประชาชนทั่วไป มีความรู้สึกคล้ายกันว่า พวกเขาถูกรัฐบาลทอดทิ้ง และมองว่าการแก้ปัญหาเป็นโยบายแบบเอาใจคนกรุงเทพฯ และไปในกระแสพวกชาตินิยม ที่ต่อต้านการเปิดด่าน
7) รัฐบาลต้องควบคุมการปลุกกระแสชาตินิยม – การปลุกกระแสนี้สร้างปัญหาตั้งแต่กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารในปี 2551 และถ้าปลุกจนสุดโต่ง จะนำประเทศไทยเข้าสู่สงคราม และจบลงด้วยการขึ้นศาลโลก จึงต้องการการควบคุมไม่ให้เกิดภาวะสุดโต่ง ที่จะพาประเทศไปติดกับดักที่ฝ่ายกัมพูชาได้เรียกร้องไว้
8) รัฐบาลต้องควบคุมการหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ชายแดน – การปิดด่านอาจเป็นวิกฤตสำหรับชีวิตของบางคนและบางอาชีพในพื้นที่ชายแดน แต่เป็นโอกาสทองของการหาประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่ม
9) สังคมอยากเห็นบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ – ในกรณีนี้ คนในสังคมมีคำถามมาโดยตลอดว่า กระทรวงต่างประเทศหายไปไหน? (ว่าที่จริง บทบาทหายไปตั้งแต่ปัญหาภาษีทรัมป์แล้ว!)
10) ผู้นำรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงภาวะการนำในการแก้ปัญหา – คนในสังคมไทยปัจจุบันมีความรู้สึกคล้ายคลึงกันว่าผู้นำรัฐบาล ไม่มี “leadership” ในการแก้ปัญหา และแก้ปัญหาแบบไม่จริงจัง เช่น กรณีปัญหาทุ่นระเบิดสังหารที่เกิดกับทหารไทย ก็เสนอที่จะให้รอการส่งข้อร้องเรียนของไทยไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาในช่วงตอนปลายปี เพราะจะมีการประชุมในเวลานั้น เป็นต้น (ต้องรออีกแล้ว !)
ในวิกฤตต้องการผู้นำที่เก่ง!
รัฐบาลต้องตระหนักเสมอว่า การดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น นอกจากจะต้องการทั้งความรู้และความเข้าใจในการกำหนดทิศทิศทางนโยบายแล้ว ยังต้องการตัวบุคคลที่มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เพราะไม่มีความสำเร็จของนโยบายใด เกิดได้ด้วยการใช้บุคลากรที่ไร้ความสามารถ หรือไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการปัญหา ฉะนั้นในกรณีไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ต้องระวังไม่ให้ทุ่นระเบิดที่ชายแดน กลายเป็นทุ่นระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลไปด้วย
นักเรียนรัฐศาสตร์ถูกสอนเสมอว่า “วิกฤตระหว่างประเทศแก้ได้ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เก่ง” ดังเช่นที่คนในสาขานี้ยกย่อง “ความเก่งและวิสัยทัศน์” ของประธานาธิบดีเคนเนดีในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์จรวดที่คิวบาในปี 2505 มิเช่นนั้น โลกจะเดินเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ในปีนั้นอย่างแน่นอน …
แม้วิกฤตของไทยครั้งนี้ จะไม่ได้ใหญ่พอที่จะเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์ที่คิวบาได้เลย แต่ความต้องการผู้นำที่ “เก่งและมีวิสัยทัศน์” เป็นความต้องการพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดในกระบวนการแก้ปัญหา เพราะไม่ว่าประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ “วิกฤตก็คือวิกฤต” จะรับมือให้ประสบความสำเร็จอย่างไรเท่านั้นเอง !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
