MatiTalk รศ.ดร.มารค ตามไท สันติภาพคืออะไร สังคมต้องรีเซ็ตความคิดใหม่ ไม่ดีใจที่เห็นอีกฝ่ายตาย
รายงานพิเศษ
MatiTalk รศ.ดร.มารค ตามไท
สันติภาพคืออะไร
สังคมต้องรีเซ็ตความคิดใหม่
ไม่ดีใจที่เห็นอีกฝ่ายตาย
“สันติภาพจะอยู่คู่กับความเจ็บปวด ความกลัว ถ้าเราสามารถจัดลำดับความสำคัญเหล่านี้ให้ต่ำกว่าความรุนแรง คือ เราต้องตั้งเอาการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเป้าหมายสูงสุด” รศ.ดร.มารค ตามไท อาจารย์ประจำสาขาวิชาสันติศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยพายัพ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์
รศ.ดร.มารคระบุว่า “ผมเรียกว่า ‘อภิคุณค่า’ เป็นคุณค่าเหนือคุณค่าอื่น ถ้าเมื่อไหร่เรารับสิ่งนี้เป็นอภิคุณค่ามันก็จะเหนือกว่าคุณค่าอื่น เช่น คุณค่าความเคารพนับถือสิ่งต่างๆ หรือการผูกพันกับบางอย่างไม่ว่าจะเป็นดินแดนหรือวัตถุสถาน แต่ถ้าคุณค่าคือการไม่ใช้ความรุนแรงในชีวิต อภิคุณค่านี้มันก็จะสามารถจัดการได้”
เราสามารถทำความเข้าใจพร้อมกับลดระดับความรุนแรงได้โดยไม่สนับสนุนทัศนะที่ดีใจเวลาอีกฝ่ายตาย ซึ่งสงครามทำให้สูญเสียไม่ใช่แค่ชีวิต ทรัพย์สิน แต่มันสูญเสียความเป็นมนุษย์ตรงที่เราดีใจที่เห็นอีกฝ่ายตาย เราชอบใจ หรือออกข่าวในทำนองสะใจ มันคือการลดคุณค่าตัวเราเอง เรากำลังกลายเป็นอย่างอื่น ฉะนั้น เป็นเรื่องของทุกคนที่จะต้องมาคุยกัน
ท่ามกลางความรุนแรงหรือสงคราม คนที่พยายามทำความเข้าใจให้ลดความรุนแรงจะถูกอีกฝ่ายด่า ยิ่งถ้าเป็นสงครามปกป้องคุณค่าศักดิ์สิทธิ์เขาก็จะบอกว่าคุณเป็นผู้ทรยศต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่เขาไม่เห็นด้วยเขากำลังตั้งคุณค่าสูงกว่านั้น คือ คุณค่าของการไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน
รศ.ดร.มารคอธิบายต่อว่า คนที่เขาอาจจะไม่คิดว่าคุณค่าของการไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันเป็นสิ่งที่น่านับถือ อย่างในบางสังคมโบราณ เช่น สปาร์ตา บอกว่าความสันติไม่ใช่เป้าหมายของมนุษย์ เป้าหมายของมนุษย์คือตายในสงคราม
สมมุติปัจจุบันมีคนกลุ่มหนึ่ง ประเทศหนึ่งบอกว่าสงครามคือสิ่งปรารถนาสูงสุด เราได้ทุกอย่างจากการตาย แต่ต้องตายเองนะไม่ใช่ส่งคนอื่นไปตาย ถ้าถึงระดับนั้นแล้วแปลว่ากำลังมีความไม่ตรงกันเกี่ยวกับคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละฝ่าย ฝ่ายหนึ่งถือคุณค่าศักดิ์สิทธิ์คือชีวิตมนุษย์ อีกฝ่ายหนึ่งถือคุณค่าศักดิ์สิทธิ์คือปกป้องอย่างอื่น และถ้าต้องฆ่าก็ไม่เป็นไรถือว่าชอบธรรม
อันนี้เรียกว่าความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการจะสร้างสันติภาพ คือต้องก้าวข้ามคุณค่าของวัฒนธรรมที่สนับสนุนการทำสงคราม
สันติภาพ คืออะไร
สันติภาพมีความหมายใหญ่ๆ 2 ความหมาย คือ ไม่มีสงครามก็ใช่ เป็นความหมายหนึ่ง (negative peace) หรือผมชอบเรียกว่า ‘สันติภาพขั้นต่ำ’ ไม่มีความรุนแรง หรือการฆ่ากัน
แต่มีความหมายอีกชุดคือ สันติภาพเชิงบวก นอกจากไม่มีความรุนแรง ไม่มีการฆ่ากันแล้ว ยังรวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความเป็นธรรม ไม่มีการจำกัดเสรีภาพของกลุ่มที่อยู่ด้วยกัน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนความแตกต่างในระดับคุณค่าของแต่ละคน ส่วนมากเวลาคนใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกือบทุกคนที่ใช้ความรุนแรงเชื่อว่าตัวเองชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง เรียกว่าความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ความชอบธรรมนั้นมาจากมาตรฐานทางจริยะบางอย่างในวัฒนธรรมของกลุ่มคนนั้น จึงคิดว่าชอบธรรมที่จะทำสงครามหรือใช้ความรุนแรง
ถ้าคนในสังคมเดียวกันคิดว่าคุณค่านั้นไม่ชอบธรรม ไม่มีมาตรฐาน หรือรับไม่ได้ก็จะบอกว่าอย่างนั้นไม่สมควร เช่น พูดถึงเรื่องชีวิตสำคัญกว่าสัญลักษณ์บางอย่าง
เมื่อมีคนออกมาบอกว่าอยากจะให้หยุดความรุนแรง แล้วถูกอีกฝ่ายทัวร์ลง แปลว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่แต่ละฝ่ายเข้าใจว่าเป็นคุณค่าสำคัญมันต่างกัน แท้จริงแล้วเป็นการถกเถียงเรื่องคุณค่าในชีวิตและคุณค่าของชีวิตคืออะไร คุณค่าของการสูญเสีย 1 ชีวิตเทียบได้กับการปกป้องรักษาอะไรแค่ไหน
อาจารย์มารคอธิบายต่อว่า สันติภาพในความเห็นผม เป็นโปรแกรมการดำเนินชีวิตของทั้งปัจเจกและสังคมด้วยการเข้าใกล้เป้าหมาย น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญคือขยับเข้าเรื่อยๆ โดยการขัดเกลาทำความเข้าใจทบทวนบางอย่างของตัวเองมันคงยังไม่ถึง ถ้าบอกว่ามันเป็นจริงไม่ได้เหมือนกับบอกไปนิพพานไม่ได้
เป้าหมายมันคือการเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ สันติภาพจะปรากฏทั้งโลกได้หรือเปล่าผมไม่ทราบหรอก แต่กรอบนี้ผมว่าต้องทำความเข้าใจอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องสังคม เพราะว่าเรากำลังพูดถึงมนุษย์ที่มีส่วนประกอบมากกว่าวัฒนธรรมและสังคม แต่เราวิวัฒนาการมาบางวิธีและเรากลัวบางอย่างเราถึงอยู่รอดมา
บางครั้งพอเราเข้าไปสร้างการอยู่กันเป็นรัฐเป็นสังคมก็เกิดวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแหล่งที่สร้างความเกลียดชัง เป็นแหล่งเดียว ความเกลียดชังไม่ได้มาในธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ตัวไหนเกลียดตัวอื่นมีแต่ต่อสู้ใช้ความรุนแรงเพื่ออยู่รอด แต่ตรงนี้ที่ต้องขัดเกลา ส่วนไหนที่เราต้องทบทวนตัวเราเอง เพราะว่าเรารับหลายอย่างมาไม่ใช่เฉพาะจากประวัติศาสตร์ของชาติเรา เรารับมาตั้งแต่เด็กจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย พอเราคลานอยู่ที่บ้านเราได้ยินญาติผู้ใหญ่พูดเรื่องคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ว่าไม่น่าไว้ใจมันเป็นคนไม่มีอารยธรรม คือความรู้สึกต่อคนที่ต่างจากเรา มันถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่เป็นของธรรมชาติที่เกิดด้วยการวิวัฒนาการ แต่มันถูกสร้างขึ้นมา
และตรงนี้ผมคิดว่าเวลาที่สังคมเราบอกว่าสันติภาพไม่มีจริงหรอก เป็นไปไม่ได้ เลื่อนลอย ผมยังคิดว่าเป็นเพราะเรายังไม่คิดแก้ปัญหานี้ให้หนักพอ เราไปทุ่มเทสติปัญญาในการทำอย่างอื่นค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้ทุ่มเทสติปัญญาเพื่อศึกษาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างสันติพอ ซึ่งเราอยู่ไปอย่างนั้นตามกรอบคุณค่าของแต่ละคนที่เกิดมา
แต่นี่เป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ที่เราต้องพยายาม ที่มนุษยชาติต้องพยายามหา ในเรื่องด้านการอยู่ร่วมกัน ซึ่งช่วงหลังเราหยุดคิดแล้วไปสร้างสิ่งต่างๆ ด้านอื่นๆ ด้านเทคโนโลยี-ปัญญาประดิษฐ์บ้าง เป็นต้น ผมไม่ได้คิดว่าเราสามารถสรุปได้ว่าเป็นของเลื่อนลอย แค่ยังไม่ได้พยายามหามากพอ
เวลามนุษย์เริ่มเกิดปัญหาประเภทที่จะใช้ความรุนแรง สิ่งแรกที่จะทำคือ มีทีมของตัวเอง หรือเรียกว่าเป็นเผ่าของตัวเอง คนอื่นที่อยู่นอกเผ่าก็มีคุณค่าน้อยลง เพราะเป้าหมายคือเราจะชนะเผ่าอื่น ถึงแม้ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปทำร้ายอีกกลุ่ม แต่เมื่อเริ่มปรากฏการณ์ของการใช้ความรุนแรง ความแน่นแฟ้นของการเป็นเผ่าเลยยิ่งหนักใหญ่ ทบทวนตัวเองไม่ได้ มีแต่อารมณ์อย่างเดียว
สัญชาตญาณมักบอกว่าคุณคือพวกนั้น ถ้าบอกว่าเห็นใจศัตรูแปลว่าคุณเป็นศัตรู ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินอะไรด้วยเหตุผล มันไปกระตุ้นสัญชาตญาณการเกาะกลุ่มเหมือนกับที่ปรากฏในการเล่นกีฬาแบ่งพวกกันในโรงเรียน โรงเรียนหนึ่งตีกับอีกโรงเรียนหนึ่ง มันเป็นคอนเซ็ปต์ของการมีพวก
คล้ายๆ ตอนนี้กัมพูชา อดีตไม่สำคัญ ใครมาขวางก็แปลว่าคุณอยู่ฝ่ายนั้น อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เจอในทุกที่ทั่วโลก ถ้ามนุษย์อยากอยู่อย่างสันติต้องทบทวนจุดอ่อนของมนุษย์เองในการเข้าใจว่าเวลาเป็นพวกแปลว่าอะไร
ไม่ใช้กำลัง = ถูกมองว่าอ่อนแอ?
คําว่า อ่อนแอ แปลว่าอะไร ซึ่งผูกกับเป้าหมายในการดำเนินชีวิตว่ายังไงเรียกว่าอ่อนแอ บางทีอ่อนแอคือไม่ได้แปลว่าการไม่สู้ แต่การไม่สู้อาจจะคือเข้มแข็ง เพราะกำลังหาวิธีที่จะแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาให้ตัวเอง จะว่าสะใจหรือจะบอกว่าตอบสนองความโกรธ แต่มันเป็นความโกรธของปัจเจก แล้วบอกว่าเราจะเอาตัวเราเป็นตัวตั้ง
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำอะไรเดี๋ยวคนหาว่าอ่อนแอ คือ กรณีที่ชอบบอกว่า “รบไม่ขลาด” คือปกติคนที่ไม่ขลาดจริงๆ ไม่ไปบอกหรอกว่าฉันไม่ขลาด คนที่เที่ยวประกาศว่าฉันไม่ขลาด ฉันกล้า ฉันไม่กลัว ผมรู้สึกว่ามักจะหมายถึงอย่างอื่น เพราะคนกล้าจริงไม่ประกาศว่าตัวเองกล้า ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าทุกคนที่พูดนี่แปลว่าอะไร
ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย ทุกประเทศในโลกตอนนี้ต้องรีเซ็ตวิธีคิดในเรื่องเหล่านี้ บางประเทศนึกว่ารีเซ็ตไปแล้วพอสมควรในอดีตอย่างยุโรปตะวันตก หรือพอเข้าใจเรื่องแบบนี้ เลยพยายามทำสิ่งที่ทำให้สังคมเขาใช้ความรุนแรงน้อยกว่า แต่พอเจอเหตุบางอย่างที่ตัวเองคาดไม่ถึง เช่น คนอพยพจากที่วัฒนธรรมต่างมากและเข้ามาอยู่ในชุมชน ในที่สุดเราเห็นว่าเขาทนไม่ไหวมันต่างเกินไป การเกิดลักษณะว่าเขาไม่ใช่พวก ทันทีที่เกิดความคิดว่าเขาไม่ใช่พวกก็เกิดทุกอย่างที่เราเพิ่งคุยกัน เป็นสิ่งที่เกิดทุกประเทศในโลก
ประเทศที่เราคิดว่าก้าวข้ามไปแล้วก็กลับมาเจออย่างนี้อีก แสดงว่าวิธีก้าวข้ามยังไม่ใช่ วิธีก้าวข้ามในปัจจุบัน มักพยายามใส่ เช่น ปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนเข้าไปในรัฐธรรมนูญบ้าง ซึ่งไม่มีพลังพอที่จะเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์รู้สึก ต้องช่วยกันหาวิธีอื่น มันไม่พอที่จะเอากฎหมายบางอย่างเข้าไปใส่
เมื่อคนเกลียดคน กฎหมายทำให้หายเกลียดไม่ค่อยได้ อาจจะช่วยได้นิดหน่อย คือไม่อยากถูกจับ ถูกลงโทษ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ช่วยเลย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องรีเซ็ตใหม่หมด วิธีรีเซ็ตก็ต้องคิดเองไม่ต้องไปหาในตำราที่ไหน เพราะไม่มีที่ทุกคนต้องการ
แล้วการรีเซ็ตสำหรับสังคมไทยจะผ่านการศึกษา การเข้าใจศาสนา ต้องทำหลายอย่างต้องคุยกันมากขึ้น ต้องตั้งประเด็นนี้ว่าเป็นวาระสำคัญ แต่วิธีเริ่มผมไม่รู้จะเริ่มยังไง เพราะอย่างอื่นสำคัญกว่าเยอะ เราก็เห็นทุกวันนี้ใช่ไหม
แปลว่า การอยู่กันอย่างไม่ใช้ความรุนแรงอย่างสันติ ยังไม่ได้รับการเป็นอภิคุณค่า เป็นคุณค่าเหนือกว่าการปกป้องอย่างอื่นทั้งหลาย
สุดท้าย รศ.ดร.มารคชวนทุกคนตั้งคำถามโดยไม่ต้องให้คำตอบ เพราะว่าคำตอบหายาก ทุกคนต้องหากันเองคุยกันเอง นั่นคือ คำถามที่ว่า “อะไรบ้างที่คุ้มที่จะใช้ความรุนแรงทำลายชีวิตคนอื่น” และเพื่อปกป้องอะไรบ้างที่สำคัญ เราจะปกป้องอะไร? อะไรที่คุ้มค่ากับการส่งคนไปตาย
คำถามอย่างนี้ไม่ใช่ว่าคำตอบอยู่ในตำราหรืออยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษา ไม่มีครับ ไม่มีใครมีคำตอบ แต่เป็นคำตอบที่ทุกคนต้องถามตัวเอง โดยเฉพาะสมมุติเราอยู่ในบริบทสังคมไทยเราก็ถามว่ามีอะไรสำคัญ จัดลำดับที่สำคัญกว่าการปกป้องสิ่งนั้น สำคัญกว่าการส่งคนไปตาย การหาคำตอบคงไม่ง่าย เพราะมนุษย์เราให้ความสำคัญแก่สิ่งต่างๆ ค่อนข้างต่างกันมาก
แต่ผมคิดว่าสื่อคงต้องตั้งคำถามยากๆ เพื่อให้ประชาชนคิด คงไม่ใช่เสนอคำตอบ ไปหาผู้เชี่ยวชาญมาตอบ เพราะในความเห็นมันไม่มีคำตอบจากที่อื่น เป็นการคุยกันในระดับสังคมไทย อาจจะกว้างลงไป คุยกันในระดับชุมชนหรือโรงเรียน
ชมคลิป
https://www.youtube.com/@MatichonWeekly
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
