อย่าให้ชาตินิยมเท่ากับการไล่รัฐบาล | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
อย่าให้ชาตินิยมเท่ากับการไล่รัฐบาล
สร้างรั้วลวดหนามกั้นชายแดนเขมรไปเลยเป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากคุยกัน
ตัวเลขคนที่คิดแบบนี้มีมากแค่ไหนไม่มีใครรู้ แต่ภาพทหารเวียดนามสร้างรั้วชายแดนเขมรสูง 2 เมตรเศษๆ ถูกคนไทยแชร์อย่างกว้างขวางว่าควรทำด้วย ถึงแม้เวียดนามจะสร้างรั้วแบบนั้นแค่บางจุดที่สั้นมากๆ ก็ตาม
รั้วกั้นคนนอกกับคนในจากกัน จะสร้างรั้วที่ไหนจึงต้องมีกฎหมายรับรองว่าเจ้าของรั้วเป็นเจ้าของที่ การสร้างรั้วในเขตไทยนั้นไม่มีปัญหา แต่รั้วที่พูดกันคือรั้วเหนือพื้นที่ซึ่งไทยทะเลาะกับเขมรว่าใครเป็นเจ้าของแน่ ซึ่งไทยไม่ไปศาลโลก ส่วนเขมรไม่เจรจาสองประเทศ ใครคือเจ้าของที่ตัวจริงจึงไม่รู้เลย
ถ้ากำหนดเขตแดนไม่ได้ก็สร้างรั้วไม่ได้ และหากใครใช้แผนยึดพื้นที่ก่อนแล้วค่อยสร้างรั้วล้อมปักเขต คนนั้นก็เสี่ยงต่อการกลายเป็นผู้รุกล้ำหรือผู้รุกรานไปในทันที
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความซับซ้อนเรื่อง “เส้นเขตแดน” ซึ่งมีมากกว่าการล้อมรั้วแล้วจบอย่างที่อาจมีคนคิดกัน
และทั้งหมดนี้คือหลักฐานว่าปัญหา “เส้นเขตแดน” ต้องแก้ด้วยการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่ด้วยการเอาเครื่องบินไปถล่มหรือเอาทหารไปยึดแล้วล้อมรั้วอย่างที่มักเข้าใจผิดกัน
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่อง “เส้นเขตแดน” เป็นมรดกจากแผนที่ยุคอาณานิคมกว่าร้อยปีแล้วซึ่งคนไทยและคนเขมรปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน และพูดตรงๆ ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของสองประเทศก็ราบรื่นเท่าที่จะทำได้ภายใต้เรื่องเล่าและมรดกที่ยั่วยุให้เกลียดชังกัน
อย่างไรก็ดี การที่สองประเทศยิงกันเพราะเรื่อง “เส้นเขตแดน” ทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาซึ่งล้วนเป็นเหยื่อของลัทธิอาณานิคมในยุคทศวรรษ 2440 ต้องเป็นเหยื่อของลัทธิอาณานิคมซ้ำสองในทศวรรษ 2560 ทั้งที่โลกไม่มีระบอบอาณานิคมหลงเหลืออีก นอกจากในหนังไซไฟประเภทนิคมดาวอังคาร
“เส้นเขตแดน” ทำให้ไทยกับกัมพูชาเถียงกันเรื่องแผนที่ว่าควรใช้ฉบับไหนเจรจามากกว่ากัน ปัญหาคือทั้งสองประเทศเลือกใช้แผนที่คนละฉบับโดยคิดว่าฉบับไหนตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด การเจรจาเขตแดนเพื่อล้อมรั้วจึงไม่มีวันจบเร็ว แต่ต้องค่อยคุยค่อยทำ ไม่เชื่อก็ถามเจ้าหน้าที่ไทยซึ่งทำเรื่องนี้ดู
ปัญหาคือไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดนที่ไหนทำได้ในเวลาที่สองประเทศรบกัน เพราะยิ่งรบข้อพิพาทเรื่องเขตแดนยิ่งยุ่ง แต่จะเป็นการยุ่งแบบที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครถอยเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ดีกับทุกฝ่ายได้
อย่างมากที่สุดที่ทำได้คือการทำให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดโดยใช้กำลังยึดเหมือนยุคบุเรงนอง
ความคล้ายคลึงของประเทศอุษาคเนย์คือเป็นชาตินิยมที่อิงเชื้อชาติ (Ethno-Nationalism) เหมือนกัน ถึงความเข้มข้นของชาตินิยมจะต่างกัน แต่ความคิดว่าดินแดนคือมรดกของบางเชื้อชาตินั้นมีกันหมด ข้อพิพาทเรื่อง “เส้นเขตแดน” ในบริบทนี้จึงยิ่งแก้ยากเพราะโยงกับเรื่องอดีตแต่โบราณกาล
สำหรับความขัดแย้งชายแดนไทยกับกัมพูชาตอนนี้ สัญญาณอันตรายว่าความขัดแย้งรอบนี้อีกนานกว่าจะจบคือกระแสชาตินิยมที่พุ่งแรงในหมู่ประชาชน
ภาพเด็กเขมรยืนหน้ารั้วลวดหนามทำคลิปว่าไทยคือผู้รุกรานเป็นสัญญาณว่า “ความขุ่นข้อง” ที่คนเขมรมีต่อ “ไทย” กำลังลุกลามแบบไม่ควรเป็น
คนไทยที่เห็นคลิปนี้โกรธแน่ เช่นเดียวกับคนเขมรที่เห็นคลิปนี้ก็ย่อมโกรธด้วย
และในที่สุดความขัดแย้งด้านชายแดนไทย-กัมพูชายิ่งไม่มีทางจบได้เลย
คลิปอินฟลูฯ ไทยดูถูกเขมรว่าเลี้ยงเสียข้าวสุก หรือ “กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา” คือหลักฐานว่าความโกรธแค้นที่คนไทยมีต่อ “เขมร” พุ่งขึ้นทุกวัน
คนกัมพูชาโกรธที่ถูกด่าแบบคลิปนี้มีแน่ ส่วนคนไทยที่ดูคลิปนี้ก็คงเกลียดคนเขมรที่เนรคุณไปด้วย
ผลก็คือความขัดแย้งชายแดนยิ่งจบยากขึ้นทุกวัน
ทั้งหมดนี้คือธงแดงว่าความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติยกระดับขึ้นแล้ว และการปะทะของ “ชาตินิยมไทย” และ “ชาตินิยมเขมร” มีโอกาสรุนแรงต่อโดยไม่มีวี่แววว่าจะลดระดับลงเลย
3 เดือนแล้วที่ไทยกับกัมพูชาปะทะกันโดยที่ไม่รู้ชัดๆ ว่าสาเหตุอันเป็นที่ยุติคืออะไร แต่ด้วยความจงใจปั่นสถานการณ์ของรัฐบาลไทยและกัมพูชา ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนลุกลามสู่ความขัดแย้งเชื้อชาติ และความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลลามเป็นความโกรธแค้นระหว่างชนชาติแบบไม่ควรเป็น
ขณะที่สถานการณ์จริงคือการหยุดยิงทำให้ “การปะทะด้วยอาวุธ” ลดลงสู่ “ข้อพิพาทชายแดน” แต่ในความรับรู้ของคนไทยและคนกัมพูชาจำนวนมาก ทั้งสองประเทศได้เข้าสู่สงครามไปเรียบร้อยแล้ว ถึงในความเป็นจริงรัฐบาลทั้งสองประเทศจะไม่ได้ประกาศสงครามกันเลยก็ตาม
หัวใจของการแก้ปัญหาชายแดนคือต้องหยุดยิง แต่ทันทีที่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระดับรัฐบาลลามเป็นความเกลียดชังด้านเชื้อชาติระหว่างประชาชน การแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนจะยากขึ้น
และความรู้สึกรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายยิงกันจนถึงจุดที่รู้สึกว่ายิงกันไม่ได้ต่อไป
ยิ่งความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติระดับประชาชนรุนแรง โอกาสที่การเจรจาและการหยุดยิงจะล้มเหลวก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะกระแสชาตินิยมจะกดดันให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาสุดโต่งขึ้น ขวาจัดขึ้น ใช้กำลังทหารปะทะจน “ชีวิตเป็นผุยผง” ระดับที่มวลชนชาตินิยมพึงพอใจ
ขณะที่ฮุน เซน ปลุกชาตินิยมเขมรให้คนเขมรเกลียดรัฐบาลไทยยันเกลียดคนไทย ไกลสุดที่ชาตินิยมเขมรจะพาประเทศไปได้คือการยกระดับความขัดแย้งกับไทยไม่มีวันจบ เพราะถ้าจบก็เท่ากับทรยศชาติ สู้ไม่จริง ฯลฯ
ตรงข้ามกับการปลุกชาตินิยมในไทยซึ่งมีโอกาสจบทันทีที่ปัญหาชายแดนลดลง
คนไทยมีสำนึกชาตินิยมไม่น้อยกว่าคนกัมพูชาแน่ๆ แต่กระแสชาตินิยมในไทยตอนนี้มาจากความไม่พอใจกัมพูชาและท่าทีรัฐบาลเพื่อไทยต่อปัญหากัมพูชา ไม่ใช่มาจากความเดียดฉันท์ชนชาติเขมรโดยตัวเอง
ชาตินิยมไทยจึงมีโอกาสแลนดิ้งจากความสุดโต่ง ขณะที่กัมพูชาแทบไม่มีทางทำได้เลย
มูลเหตุที่ชาตินิยมไทยขยายตัวในสถานการณ์ชายแดนเกิดจากความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ทำอะไรอย่างที่ควรทำ
ทางแก้จึงได้แก่การเป็นเจ้าภาพเอากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ใช่ฟ้องแค่ในประเทศ หรือพูดเองว่าศาลอาญาระหว่างประเทศทำอะไรฮุน เซน ไม่ได้อย่างที่ทุกวันนี้พูดกัน
คำประกาศของรัฐบาลว่าไม่ฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ยิ่งทำให้กระแสชาตินิยมมีเป้าที่การต่อต้านรัฐบาล เพราะเมื่อรัฐบาลไม่ฟ้อง ความเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนอกมีในกับผู้นำกัมพูชาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่ต้องพูดว่าข้ออ้างเรื่องฟ้องแล้วศาลไม่รับนั้นไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลควรพูดเลย
ถ้าฟ้องแล้วศาลไม่รับก็เป็นเรื่องของศาล แต่การบอกล่วงหน้าว่าศาลไม่รับเลยไม่ฟ้องเป็นปัญหาความห่วยของรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่ฟ้องให้เต็มที่ ฟ้องแค่ในประเทศไม่ได้ เพราะไม่มีใครโง่มาให้รัฐบาลลงโทษ คำประกาศนี้จึงเป็นแค่ละครลิงหลอกคนไทยว่ารัฐบาลทำอะไรทั้งที่จริงๆ ไม่มีอะไร
อย่าให้ถึงจุดที่คนเชื่อว่าการรักชาติเท่ากับการออกไปต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่ใช่ และไม่จริง แต่กระแสนี้พร้อมมีคนเชื่อตลอดเวลา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
