bg-single

MatiTalk อันตรายจาก ‘อินฟลูฯ’ หิวแสง ต้องการเอนเกจ แต่ไร้ความรับผิดชอบ ท่ามกลางสงครามข่าวปลอม

02.09.2025

 

รายงานพิเศษ

MatiTalk อันตรายจาก ‘อินฟลูฯ’ หิวแสง ต้องการเอนเกจ แต่ไร้ความรับผิดชอบท่ามกลางสงครามข่าวปลอม

“อยากให้ถอยหลังออกมาแล้วมีสติมากกว่านี้ ลองพิจารณาสิ่งต่อไปหลังจากที่ใครเป็นคนสร้าง แล้ว influencer เอามาขยายต่อปั่นจนกลายเป็นกระแสของความรักชาติอย่างยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากลัวต่อมาคือ สื่อวิชาชีพ สำนักข่าวต่างๆ ที่บอกว่ามีกองบรรณาธิการ มีการนำไปเสนอหลายช่องใหญ่ที่กลับกลายเป็นหยิบประเด็นข่าวที่ influencer เล่น มาขยายต่อ การที่คุณหยิบมาขยายต่อนั่นย่อมแปลว่าเหมือนกับไปการันตีแล้วว่า อันนี้น่าเชื่อถือ เพราะท้ายสุดคนข่าวขาย trust ความน่าเชื่อถือ”

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์

ถึงบทบาทการนำเสนอข่าวและ influencer กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงในการเสพสื่อ

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เราจะไม่บอกว่าเป็นคนรุ่นไหน ไม่ได้อยู่ที่ Gen แต่เป็นกลุ่มของคนที่รักชาติเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามถ้าเกิดคุณบอกว่ารักชาติ แล้วคุณจำกัดความคำว่า รักชาติ ต้องหมายถึง เชื้อชาติเดียวกัน ต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน พอไม่ใช่เชื้อชาติเดียวกันก็กลายเป็นอื่น

จำได้ไหมว่า 2 สัปดาห์แรกมันมีประเด็น เรื่องที่บอกว่าจะไปทำร้ายคนงานกัมพูชา เพราะบอกว่าไม่ใช่เชื้อชาติเดียวกัน และเมื่อมวลของความรักชาติหลอมรวมกันใหญ่ขึ้น นอกจากคำว่าเชื้อชาติเดียวกันก็คือศัตรูคนเดียวกัน

ดังนั้นเรากำลังมองคนที่เห็นต่างหรือไม่ใช่เรากลายเป็นศัตรู ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่น่ากลัว เราถึงได้เห็นว่า ณ วันนี้มันพัฒนาไปถึงขั้นว่าเอาระเบิดไประเบิดบ้านฮุน เซน ตรงกันข้ามก็มีคนถามกลับเหมือนกัน เขาสามารถทำกับเราได้ไหม แต่ขณะเดียวกันเราก็มีข่าวลือ ข่าวปลอมเยอะเหมือนกัน

ถึงบอกว่าอันดับแรก รักชาติได้ แต่รักชาติแบบมีสติ รักชาติแบบรักชาติจริงๆ ที่ไม่ได้ทำร้ายชาติทางอ้อมในระยะยาวที่ผลมันจะเกิดขึ้น

ข้อเสนอตรงนี้อาจจะถูกมองว่าโลกสวย แต่เราต้องคิดถึงมนุษยธรรม โลกนี้ไม่มีพรมแดนเป็น global ดิฉันก็อาจจะถูกแปะป้ายว่าเป็นคนชังชาติหรือเปล่า

ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่แค่ต่างเชื้อชาติอย่างเดียวแล้วนะ แต่ในเชื้อชาติเดียวกันความเห็นต่างกันในความรักชาติก็มีความแตกแยกเกิดขึ้น ตอนนี้มีความรู้สึกว่ากำลังเหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนช่วงเหลืองกับแดง ดังนั้น ถึงบอกว่าความรักชาติ ถ้าเกิดเราไม่คิดว่าเขมรเป็นศัตรู เราไม่ใช่คนรักชาติ

ถึงอยากบอกว่าให้ทุกคนกลับมามีสติให้ดี ดังนั้น กลุ่มที่เปราะบางที่สุดไม่ใช่คนเจน Z ที่เป็นเด็กหรือเจนเบบี้บูมที่เป็นผู้ใหญ่ แต่เป็นทุกเจนที่มีความรักชาติแบบสุดโต่ง

บทบาทอินฟลูเอนเซอร์ปั่นกระแสเรียกยอดไลฟ์หารายได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนสภาวะอะไรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นว่าโซเชียลมีเดียคึกคักอย่างมากโดยเฉพาะกับ influencer แล้วเราก็เห็น influencer เกิดขึ้นหรือแม้แต่ influencer ที่ไม่ได้เล่นเรื่องนี้ก็มาเล่นเรื่องนี้ มันกลายเป็นอุตสาหกรรม

เวลาที่บอกว่าเป็นอุตสาหกรรม แสดงว่ามีเม็ดเงินที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ในความที่เม็ดเงินที่ยิ่งใหญ่นั้น ถามต่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขนาดไหน

เพราะว่าถ้าเกิดเราไปสำรวจดีๆ เราไป Fack Checking ตรวจสอบข้อเท็จจริงข่าวในหลายๆ ข่าวที่ influencer นำเสนอยังเป็นข่าวที่ก้ำกึ่งยังไม่รู้นะว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวเท็จ

แน่นอนมันอยู่บนฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นความขัดแย้งกันระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ชายแดน แต่จะมีใครที่เห็นความจริงข้อเท็จจริงมากกว่านั้น

ดังนั้น พอมีฐานของความจริงอยู่แล้วก็มาบวกกับข้อมูลที่บิดเบือนและมีการเอาภาพเก่าที่ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะเอาภาพที่เป็น Generate AI ขึ้นมา

มันทำอะไรให้เกิดขึ้น มันเห็นปฏิกิริยา อย่างแรกคือ เมื่อมีฐานของความจริงคนเชื่อไปแล้ว พอมีข้อมูลที่บิดเบือนผสมโรงมันกระตุ้นเรื่องของอารมณ์ความโกรธ เกลียด ของคนที่กำลังตื่นกับความรักชาติในตอนนี้ และโดยเฉพาะพอเพิ่มมากับภาพเหมือนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เช็กกันเลยว่าภาพนั้นใช่ภาพจริงหรือไม่

ถ้าเกิดเราละอคติ ละทิ้งความโกรธ ความรักชาติต่างๆ ออกไปเราจะเห็นเลยว่ามีความเท็จอยู่เยอะมาก

แต่ตอนนี้ปัญหาของคนเสพข่าวต้องบอกว่าเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ บ้านเราก็ยังมีปัญหาอยู่บางอย่าง คนก็ไปไม่ถึงและพอผสมโรงกับอารมณ์ด้วยก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือความน่ากลัวของ influencer หลายท่านเป็นคนที่มีความรู้แล้วก็เป็นที่รู้จัก ถามว่าเขาเอ๊ะไหมเขาสงสัยไหม เชื่อว่าเขาเอ๊ะและเขาสงสัยและในความสงสัยนั้นมีความเชื่ออยู่ข้างในว่า มันยังไม่ชัดเจนนะ

เราจะเห็นว่า ณ วันนี้บรรยากาศที่เกิดความรักชาติที่นำไปสู่คลั่งชาติ ถามว่า influencer ท่านไหนจะรับผิดชอบต่อผลนี้ไหม เพราะ ณ ตอนนี้ไม่ได้กระทบแค่คนในชาติเริ่มปะทะกันแล้วกับคำว่ารักชาติเพราะคำว่ารักชาติก็มีหลายมิติ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกก็ได้ หรือจะแสดงออกขนาดไหน

แต่กลายเป็นว่าคนที่ไม่แสดงออก ณ ตอนนี้หรือความเห็นที่ต่างกลับกลายเป็นศัตรูของคนที่รักชาติ

ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรากำลังมีคู่ตรงข้ามกับเขมรอย่างเดียว แต่บรรยากาศที่ผ่านมาอย่างกรณีของอาจารย์ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ กับคุณแพรรี่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน เป็นภาพตัวแทนที่เกิดขึ้นกับหลายๆ กลุ่มของสังคม

จัดระเบียบอย่างไร?ใครรับผิดชอบ?

เราไม่เห็นการออกมารับผิดชอบของใครเลย ตั้งแต่หน่วยงานรัฐอย่าง กสทช. เราไม่เห็นการปรามจาก กสทช. แต่แน่นอนด้วยกฎหมายหรือบทบาทของ กสทช. ไปไม่ถึงโซเชียลมีเดีย แต่ กสทช.มีหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐในการกำกับสื่อไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ซึ่งเรายังไม่เห็นการกำกับในส่วนนี้

เช่นเดียวกันกับองค์กรวิชาชีพ ที่เราบอกว่าเราเป็น self-regulation เรากำกับกันเองก็ไม่เห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นสักเท่าไร

เราเข้าใจว่าทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น นั่นย่อมหมายถึง อุตสาหกรรมข่าวก็กระเตื้องขึ้นใช่ไหม เรตติ้งก็ดีขึ้น ยังไงก็ตามเราเข้าใจว่าสื่อเป็นธุรกิจสื่อ แต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วยในจุดนี้

ดังนั้น สื่อแต่ละสำนักรวมถึง influencer ต้องมีจริยธรรม ต้องกำกับตัวเอง เช่นเดียวกับองค์กรสื่อ สำนักข่าวต่างๆ ก็ต้องกำกับตัวเอง แล้วก็มาถึงองค์กรวิชาชีพกำกับกันเองจนถึงรัฐ

ตอนนี้เราอยากถามหารัฐที่จะมาช่วยกำกับ เพราะผลพวงระยะยาวจะเกิดอะไรเกิดขึ้น ผลพวงระยะยาววันนี้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชามันปริจนกระทั่งในระยะยาวมันคุ้มค่าไหมกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้

ความรักชาติ รักได้แต่ต้องรักยังไง ท้ายสุดแล้วเรากำลังที่จะทำลายชาติในระยะยาวอยู่หรือไม่

เช่นเดียวกันเราจะไปกำกับ influencer คงยาก แล้วอยากให้ประชาชนแยกแยะให้ออกด้วยว่า influencer ไม่ใช่สื่อวิชาชีพ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ติดฉลากว่า influencer เชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทุกคน

แต่ปรากฏการณ์ ณ ตอนนี้น่าเป็นห่วงว่าทุกคนกำลังสนุก กำลังปั่นกับเม็ดเงิน ถ้าเกิดจะเปรียบเทียบกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2547 จนกระทั่งวันนี้ 2568 21ปีแล้ว

5 ปีแรกทุกอย่างเต็มไปด้วยความรุนแรง ภาพที่ถูกฉายออกมามักจะเป็นภาพระเบิด ภาพปืน ภาพพระถูกกระทำ ภาพเลือด ตอนนั้นกลายเป็นอุตสาหกรรมความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัด

ถามว่าตอนนั้นเกิดอะไรเกิดขึ้น ทุกคนรู้เลยว่านักข่าวสตริงเกอร์รายได้เยอะมาก

แต่มาถึงวันนี้หากลองย้อนกลับไปถาม stringer ที่ทำข่าวหลายๆ คนรู้สึกเหมือนกันว่า วันนี้ที่ทำให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น เขาก็ยอมรับว่าเกิดจากการรายงานข่าวของเขา

ในงานวิจัยของดิฉัน เขาพูดเลยว่า ณ ตอนนั้นเขาก็เหมือนกำลังขายบ้านตัวเอง ครั้งนี้กับการที่เราปั่นข่าวปลอมเยอะมาก ทั้งๆ ที่ถามว่ากึ่งหนึ่งรู้ไหม เชื่อว่ารู้ แต่มันมีรายได้ที่เรารู้สึกว่าหอมหวานมากๆ แต่ในระยะยาวประเทศชาติจะเป็นยังไง

สิ่งสำคัญที่น่ากลัวอีกอันหนึ่งคือตัวแพลตฟอร์ม จริงๆ เรื่องนี้แพลตฟอร์มควรต้องรับผิดชอบ เพราะแพลตฟอร์มมีหน้าที่เป็นท่อในการส่งข่าว แต่ตอนนี้แพลตฟอร์มกลับกลายเป็นพื้นที่ในการที่ทำให้ข่าวปลอมเติบโต แล้วถามว่าเจ้าของแพลตฟอร์มรับผิดชอบอะไรไหม ในเมื่อคุณก็มีรายได้ที่เกิดขึ้นจากสปอนเซอร์

อย่างไรก็ตาม อยากย้อนกลับไปถามแพลตฟอร์มว่าคุณจะรับผิดชอบอะไรส่วนนี้ไหมแทนที่บอกว่าคุณจะให้รางวัลกับ influencer ถ้าเกิด engage สูงก็ได้รายได้สูง ทำไมคุณไม่มาดู Quality คุณภาพข่าวที่นำเสนอกำลังทำร้ายสังคมอยู่หรือไม่

จำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้คนทีวี เราเจ็บปวดกันมากกับคำว่า “เรตติ้ง” แล้วเราก็รู้สึกว่าเรตติ้งมันทำร้าย แล้วทุกคนก็ปั่นใหญ่เพื่อจะได้เรตติ้งโดยที่ไม่สนใจว่าคราวนั้นประชาชนได้อะไร

อาการตอนนี้ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แล้วมันจะเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะความไวของโซเชียลมีเดียมันไวมากแล้วเข้าไปถึงในแต่ละหน่วยของสังคม (community) จนเกิด echo chamber

เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด echo chamber ห้องแห่งเสียงสะท้อน ความเกลียดก็ยิ่งขยายเป็นมวลที่ใหญ่มากๆ

ทำอย่างไรท่ามกลางสงครามข่าวสาร

กัมพูชานำเสนอข่าวปลอม

ถ้าคิดว่าเขากำลังทำ IO แล้วใช้เฟกนิวส์เป็นเครื่องมือของ IO แล้วเราบอกว่า เราจะต้องตอบโต้ด้วย ไม่มีประโยชน์เลย

การตอบโต้ข่าวปลอมที่ดีที่สุดก็คือการ Fact Check การตรวจสอบข่าวปลอม แล้วบอกให้สังคมกับประชาคมโลกได้ทราบว่าอันนี้คือข่าวปลอม แล้วพยายามกลับไปที่ต้นตอว่ามาจากไหน

การหาต้นตอเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่การจะตรวจสอบว่ามันคือข่าวปลอมเดี๋ยวนี้ไม่ยากแล้ว มีเทคโนโลยีมากมาย เครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่ใช้อะไรกัน

อย่างแรก มีฐานของเหตุการณ์จริง สอง นำมาบิดเบือนบางอย่างที่ตรงกับความต้องการความสนใจของคน ตรงกับอารมณ์โกรธเกลียดของคน ข้อมูลบิดเบือนมาใส่ทำให้กลายเป็นจริงกึ่งเท็จและที่มากกว่านั้นคือ คนเราเห็นแต่ตัวหนังสืออย่างเดียวดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องมีภาพ เราจะเห็นเลยกลยุทธ์ที่เขาใช้คือเอาภาพจริงแต่เป็นภาพจริงในอดีตและคนละเหตุการณ์ และตอนนี้ในยุคของ AI มากกว่านั้นใส่จินตนาการลงไปว่าอยากได้ภาพแบบไหนแล้วทำออกมาเป็นภาพ เลยทำให้คนที่มีฐานที่เชื่ออยู่แล้วยิ่งตอกย้ำความเชื่อมากขึ้น ก็เลยทำให้ดูเหมือนสมจริงมากโดยเฉพาะบวกไปกับเรื่องอารมณ์โกรธ เกลียด ซึ่ง influencer จะต้องรับผิดชอบตรงนี้เหมือนกัน

เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ รายได้ที่คุณได้ คุณกำลังทำร้ายประเทศชาติทางอ้อมอยู่หรือไม่

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คลื่นร้อนนรก ‘มาแรง-เร็ว’
พระร่วงนั่งกรุน้ำ-สุโขทัย พระร่วงนั่ง-บ้านดงเชือก 2 กรุชื่อยอดนิยม-หายาก
DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
ต้มซูเปอร์ปีกไก่