MatiTalk สนทนา ผศ.เอกวีร์ มีสุข อนาคตเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาชน ลงเอยอย่างไรในเกมรัฐพันลึก
รายงานพิเศษ
MatiTalk สนทนา ผศ.เอกวีร์ มีสุข
อนาคตเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาชน
ลงเอยอย่างไรในเกมรัฐพันลึก
เวลาเราพูดถึงคำว่า “รัฐพันลึก” (deep state) มันพูดยาก เป็นสิ่งที่เรารับรู้กันได้ว่ามีอยู่จริง อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งในปี 2566
รัฐพันลึกเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้กันได้ แม้เรายังไม่สามารถที่จะหาคำอธิบายในทางวิชาการได้อย่างเป็นระบบ หรือไม่สามารถหาหลักฐานพิสูจน์เชิงประจักษ์ ได้แต่ก็มีข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าในกระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้เป็นกระบวนการที่ถูกตัดสินโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
นี่คือสิ่งที่ ผศ.เอกวีร์ มีสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์การเมืองภายหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ผศ.เอกวีร์อธิบายต่อว่า ถ้าเรานิยามว่ารัฐพันลึก คือ “ฝ่ายผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” มีอำนาจอย่างชัดเจนในการเลือกหรือไม่เลือกหรือขจัดคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีรวมไปถึงตัวนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่รับรู้กันได้ แต่ว่ามันอาจจะยากถ้าเกิดเราจะนิยามว่าสิ่งที่เรียกว่า “รัฐพันลึก” ในที่นี้คือใครที่มีส่วนในการตัดสินใจนี้ขึ้นมา
การพูดถึงฝ่ายผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถูกพูดอย่างเป็นปกติ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าเป็นห่วงถ้าเกิดเราต้องการยืนยันหลักการที่ว่าคนที่จะมาเป็นผู้แทนทางการเมืองของเราควรที่จะมีความยึดโยงกับประชาชน โดยหลักการพื้นฐานที่สุดคือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจว่าใครควรจะมาดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
เมื่อสิ่งนั้นถูกพูดเป็นเรื่องปกติก็เป็นประเด็นที่มันน่าเป็นห่วงอยู่สำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในขณะนี้
กรณีพรรคประชาชน
โหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ
ต้องยอมรับปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไปล็อกตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้ตัวเลือกในทางการเมืองมันจำกัดมากๆ
ประเด็นถัดมาคือ การเลือกผู้แทนทางการเมืองนักการเมืองสักคนหนึ่ง ที่มาจากพรรคที่ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในการให้เป็นนายกรัฐมนตรี มันทำได้โดยเทคนิค แต่อาจจะยากที่จะตอบโจทย์เรื่องความชอบธรรมทางการเมือง
ตามสมมุติฐานความเชื่อของผม อย่างน้อยที่สุดในการรับรู้ของคนไทยในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีควรมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้เสียงส่วนใหญ่ในสภา ซึ่งถ้าตามหลักการนี้นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 สิ่งที่ควรจะเป็นคือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่พอนับตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรีปี 2566 ขึ้นมาหลักการนี้มันเคลื่อน เพราะตัวรัฐธรรมนูญกำหนดทำให้หลักการนี้มันเคลื่อน
ผมคิดว่าการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อกลับไปสู่หลักการที่ว่าอย่างน้อยที่สุดคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ควรมาจากเสียงพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากในสภามันควรเป็นสิ่งที่กลับไปสู่หลักการนั้น เพื่อไม่ทำให้เกิดการ rule of game แบบนี้อีก และการ rule of game ที่ล็อกตัวชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ไม่ควรมี
แต่ที่ควรจะเป็นคือ การที่พรรคการเมืองควรเลือกหัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในสภาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าเราควรแก้เกมกติการัฐธรรมนูญให้กลับไปสู่หลักการเดิมเพื่อไม่ทำให้เกิดสถานการณ์ dead lock แบบนี้
ที่สำคัญ ผมค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมพรรคการเมืองเลือกที่จะไม่แก้ประเด็นนี้ ทั้งๆ ที่ผมคิดว่านี่เป็นประเด็น dead lock สำหรับทุกพรรคการเมือง อย่างน้อยที่สุดพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก 2 พรรคทั้งพรรคประชาชนและเพื่อไทยเจอ dead lock นี้ทั้งคู่ ถ้าเกิดการแก้รัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้นได้จริงประเด็นขั้นต่ำที่ต้องแก้
ซึ่งผมค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมไม่ได้มีการยกประเด็นนี้อย่างจริงจังจากทุกพรรคการเมืองเพราะมันไม่ได้เป็นประเด็นที่ใครเสียอะไรในกรณีกติกานี้

ดีลระหว่างส้ม น้ำเงิน
2 พรรคนี้มีดีลไหม ต้องยอมรับเหมือนกันว่ามันเป็นข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ได้มีหลักฐานกระเส็นกระสายออกมา อย่างน้อยที่สุดยังไม่ได้มีการพิสูจน์อย่างเห็นได้ชัดหลังมันมีข่าวนี้เกิดขึ้นมา
ถึงท้ายที่สุดแล้วข้อตกลงของสีส้มกับสีน้ำเงินที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสีส้มเล่นเกมที่เสี่ยงอย่างมากในการตัดสินใจในกรณีนี้ เพราะว่านี่มันเป็นประเด็นท้าทายที่สุดที่สีส้มเลือกที่จะตัดสินใจในสิ่งที่อาจจะคลาดเคลื่อนกับอุดมการณ์ของเขา
คำถาม คือ คนที่ลงคะแนนเสียงให้กับพรรครับเรื่องนี้ได้หรือเปล่า เพราะว่าในกรณีของพรรคเพื่อไทยตอนเลือกการเลือกตั้งปี 2566 ก็มีการตัดสินใจในการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจจะให้ความรู้สึกคลาดเคลื่อนไปจากผู้ลงคะแนนเสียงหลายกลุ่ม ตอนนี้พรรคสีส้มเจอโจทย์ในลักษณะเดียวกับพรรคเพื่อไทยตอนนั้น
พรรคส้มจะสามารถตอบคำถามในประเด็นเหล่านี้ให้กับสาธารณชนได้หรือเปล่า และอีกตัวแปรหนึ่งที่จะบอกได้ก็คือผลการเลือกตั้งคราวถัดไปว่าพรรคส้มยังสามารถที่จะรักษาคะแนนความนิยมของเขาได้หรือเปล่า
ซึ่งตัวแปรขึ้นอยู่กับว่าคนทำใจหรือรับได้กับสิ่งที่พรรคส้มเลือก อีกด้านหนึ่ง หลังจากพรรคส้มเกิดความท้าทายเรื่องความชอบธรรมของตัวเอง พรรคภูมิใจไทยจะได้โอกาสนี้ในการแย่งชิงคะแนนเสียงของเขาหรือเปล่า
ซึ่งผมยังมองภาพไม่ออกว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถแย่งชิงคะแนนเสียงจากคนที่รู้สึกผิดหวังกับสองพรรคนี้ได้หรือไม่
แน่นอนภูมิใจไทยได้เปรียบมากที่สุด แม้ไม่ได้มีคะแนนเสียงเป็นระดับหนึ่งในการเลือกตั้ง ส.ส.กับมี Consolidation of Power ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับพรรคนี้ เขาอาจจะไม่ได้มีฐานความชอบธรรมในแง่ของผู้แทนทางการเมืองในฝั่งของการเลือกตั้งแท้ๆ แต่เขาสามารถสร้างฐานอำนาจในทางการเมืองผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยแท้คือองค์กรอิสระ และ ส.ว.
ด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างนี้ต่อให้มติมหาชนไม่พอใจพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล แต่ถ้าเกิดพรรคการเมืองนั้นสามารถที่จะกุมอำนาจทางการเมืองในกลไกอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยแท้เขาก็อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ฐานของมหาชนขนาดนั้น
ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเขาจะได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 แต่ผมเชื่อว่าเขาสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้และในการจัดตั้งรัฐบาลของเขาจะมีความมั่นคงทางอำนาจมากขึ้น เพราะเขามีฐานจากฝั่ง ส.ว. และองค์กรอิสระ
ผมคิดในแง่ร้าย ถ้าเขาทำตาม MOA ได้มันย่อมหมายความว่าเขาทำตามสิ่งที่สัญญาไว้ ประชาชนก็อาจจะมองเขาในมุมบวก แม้เขาจะไม่ได้รับคะแนนเสียงอันดับ 1 และถ้าตอนนั้นทั้งฝั่ง ส.ว. องค์กรอิสระก็ยังอยู่ในเครือข่าย เขาสามารถที่จะเอื้อตัวเองให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งถัดไป
เพราะว่าถึงที่สุดแล้วเงื่อนไขของการที่พรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดควรได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาเงื่อนไข หลักการนี้มันถูกทำให้เบาบางไป และถ้าเรายังไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นเหล่านี้ได้หลักการนี้มันก็จะยังไม่กลับมาง่ายๆ
เพื่อไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต
ผ
มรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทย ณ ตอนนี้ เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ ในการวางบทบาทตัวเองในฐานะฝ่ายค้านยังขาดทิศทางอย่างชัดเจน เพราะอย่างน้อยที่สุดตัวผู้นำพรรคในเชิงจิตวิญญาณก็อยู่ในเรือนจำ การดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยที่ปราศจากคุณทักษิณ ชินวัตร อย่างน้อยครึ่งตัว ผมคิดว่ามันจะเกิดอาการแบบนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง ซึ่งผมภาวนา ว่าอย่างน้อยที่สุดพรรคจะต้องหาผู้กำกับทิศทางใหม่ในสภาวะที่ปราศจากคุณทักษิณ
ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยควรวางบทบาทตัวเองในฐานะฝ่ายค้านเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงว่าด้วยหลักง่ายๆ เลย คือมันเป็นไปตาม MOA ไหม เอาแค่ภายใน 4 เดือนคุณสามารถที่จะวาง position ตัวเองเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงกับพรรคภูมิใจไทยได้ว่าพรรคภูมิใจไทยทำตาม MOA ไหม และเงื่อนไขด้วยว่าพรรคสีส้มทำตาม MOA หรือเปล่า
ผมว่าเอาแค่นี้ แต่ประเด็นที่เอามาเล่นจะต้องเป็นประเด็นที่คม ไม่ใช่แค่ประเด็นว่าจู่ๆ มีสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย หรือประเด็นว่าทำไมพรรคสีส้มไม่ได้เน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้จากเดิมที่เคยเน้น ผมว่ามันยังไม่เพียงพอ
มันมีหลายประเด็นที่สามารถถกหรือสามารถวิจารณ์ในระยะยาวได้ทั้งต่อจุดยืนของพรรคสีน้ำเงินกับพรรคสีส้มมันมีมากกว่านี้
เพียงแต่ว่าเขาอาจจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
โจทย์ยากของพรรคสีส้ม
ผมคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะพยายามอย่างถึงที่สุดว่า MOA มันเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า
หรือถ้ามันไม่เกิดขึ้นได้จริง เขาก็ต้องชี้ให้ได้และทำให้สาธารณชนเชื่อได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากตัวพรรคส้มเองซึ่งมันก็คงต้องอาศัยกลวิธีการตลาดการเมืองที่หนักหนาเหมือนกัน
แต่ว่าสิ่งหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่าตัวพรรคส้มอาจจะเกิดปัญหาคือเนื่องจากฐานของพรรคส้มคือภาพลักษณ์ของอุดมการณ์ ภาพลักษณ์ของอุดมการณ์ในการสู้การมีจุดยืนต่างๆ แต่เกิดกรณีโหวตให้กับภูมิใจไทยฐานทางอุดมการณ์ของเขามันสั่นคลอน ทำให้เขาต้องวาง position ตัวเองใหม่ว่าตัวเขาจะยังเป็นพรรคอุดมการณ์จริงๆ หรือไม่ หรือว่าเขาจะเล่นเกมการเมืองไปในเชิงปฏิบัติจริงๆ มากยิ่งขึ้น
ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้วการที่เขาจะตอบโจทย์หรือแก้ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นพรรคเด็กก็ดีหรืออะไรต่างๆ ก็ดี มันคือการ position ตัวแบรนด์ของพรรคใหม่ ว่าเขาจะทำยังไงที่จะสร้างแบรนด์ของพรรคใหม่ที่มีภาพทั้งความเป็นอุดมการณ์
ขณะเดียวกันต้องเป็นอุดมการณ์ที่เล่นการเมืองในระบบแบบนี้เป็นอุดมการณ์กับภาคปฏิบัติที่มันไปด้วยกันได้
เขาต้องรีแบรนด์ตัวเองตรงนี้ที่จะไม่ใช่เป็นแบรนด์ของพรรคอุดมการณ์โดดๆ เขาต้องรีแบรนด์ตัวเองตรงนี้แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากอยู่เหมือนกัน
ชมคลิป
