bg-single

ทรัมป์มา (อีก) แล้ว ! | สุรชาติ บำรุงสุข

09.10.2025

     มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับว่า การต่างประเทศไทยหนี “ปัจจัยทรัมป์” ไม่ได้ จากปัญหาอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ จนมาสู่ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา บทบาทของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต้องนำมาพิจารณาด้วยความรอบคอบ

     สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาแล้ว คงต้องยอมรับว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้สร้างความน่าตื่นเต้นอีกครั้งในการแก้ปัญหานี้ ด้วยการที่ทรัมป์เสนอตัวขอเป็นประธานการลงนามสันติภาพของประเทศทั้ง 2 ภายใต้การดำเนินการของประธานอาเซียน คือ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย พร้อมกับเสนอด้วยว่า เขาพร้อมที่เดินทางเข้าร่วมการประขุมอาเซียนด้วยตัวเอง

      แม้รายละเอียดในการเสนอตัวเข้ามาในครั้งนี้ ยังไม่ปรากฏชัดว่า จะมีเงื่อนไขในรายละเอียดเป็นเช่นไรก็ตาม ดังนั้น บทความนี้อยากจะทดลองนำเสนอข้อสังเกตบางประการจากการเสนอตัวของทรัมป์ในครั้งนี้

  1. ผู้เขียนได้กล่าวมาโดยตลอดว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แทบไม่มีความเป็นทวิภาคีเหลือเท่าใดนัก และทวีความเป็นพหุภาคีมากขึ้นเรื่อย แต่ดูเหมือนผู้นำไทยทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร ดูจะยึดมั่นว่า การแก้ปัญหาต้องเป็นทวิภาคีหรือแก้ไขในแบบ “การเจรจา 2 ฝ่าย” เท่านั้น และในเชิงจินตนาการ พวกเขาดูจะยังเชื่อว่า ผู้นำของ 2 ประเทศสามารถยุติปัญหานี้ได้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ปัญหาคือ จินตนาการหรือมุมมองเช่นนี้ ยังเป็นความจริงเพียงใดในทางปฏิบัติ
  2. แต่การผลักดันให้เกิดการหยุดยิง และการทำความตกลงที่มาเลเซียในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า มาจากการผลักดันของผู้นำสหรัฐ ไม่ได้เกิดจาก “ความสำเร็จ” ในการกดดันของไทยให้กัมพูชาต้องยอมรับการหยุดยิงแต่อย่างใด แม้ฝ่ายไทยจะมีจินตนาการไปในทิศทางเช่นนั้น เพราะความเชื่อในเรื่องของ “ปัจจัยเชิงอำนาจ” ที่เหนือกว่า
  3. น่าสนใจว่า ถ้าเราลองตั้งคำถามว่า สมมติว่าผู้นำสหรัฐไม่กดดันลงมาแล้ว การเจรจาหยุดยิงของคู่พิพาทจะเกิดได้จริงหรือไม่ และอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่มาเลเซียจะกดดัน 2 ประเทศนี้ได้จริง หรือเราจะเชื่อว่า ถ้าทรัมป์ไม่กดดันมา อำนาจทางทหารของไทยจะจัดการกัมพูชาให้ยอมแพ้ได้หมด
  4. การคิดในมิติของกำลัง ทำให้ฝ่ายทหารและฝ่ายการเมืองไทย “ยึดติด” อยู่กับปัจจัยด้านกำลัง จนละเลยประเด็นที่สำคัญว่า ปัจจัยที่สำคัญในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องของอาวุธแบบด้านเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ” ซึ่งผู้นำกัมพูชาที่ “เดินเกมส์” ในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าไทย อาจจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าได้
  5. การตกอยู่ใน “มายาคติความสำเร็จ” ของตัวเอง ทำให้ผู้นำไทยและผู้คนในสังคม มองไม่เห็นสภาวะของปัญหาถูกทำให้มีความเป็นพหุภาคีมากขึ้น 
  6. มายาคติชุดนี้ ยังสร้าง “มายาคติแห่งกำลัง” ด้วยความเชื่อว่า ไทยสามารถใช้ “พลังอำนาจทางทหาร” กดดันกัมพูชาได้ตลอดเวลา เพราะมีอำนาจทางทหารเหนือกว่ามาก (มากๆ) ในการเปรียบเทียบอำนาจกำลังรบ แล้วไทยจะเป็นฝ่ายชนะ จนเราลืมบทเรียนการใช้กำลังในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่การใช้กำลังครั้งนั้น ไปจบลงที่ศาลโลกในปี 2505 และ 2556 ตามลำดับ
  7. ผู้นำไทยอาจต้องทำความเข้าใจว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่เคยดำรงอยู่ในบริบทเดียวโดดๆ กำลังทหารเป็นเพียงหนึ่งใน “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทย และการใช้เครื่องมือเช่นนี้ ก็ไม่เป็นคำตอบว่า ไทยจะเป็น “ผู้ชนะเด็ดขาด” ได้จริง และการใช้กำลังอย่างขาดความเข้าใจในบริบทระหว่างประเทศ อาจกลายเป็น “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ได้ไม่ยาก ภาพที่ถูกนำเสนอในเวทีโลกเรื่อง “รัฐใหญ่รังแกรัฐเล็ก” ยังเป็นปัญหาที่ไทยยังสลัดไม่ออก
  8. เป็นเรื่องปกติที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็น “เชื้อไฟ” อย่างดีให้กับการขยายตัวของลัทธิชาตินิยม และยังถูกผนวกเข้ากับลัทธิเสนานิยม ที่คนในสังคมชื่นชมบทบาทของทหารมากกว่านักการเมือง โดยเฉพาะกรณี “คลิปเสียงอังเคิล” คือ น้ำมันคุณภาพดีที่ลาดใส่ “กองไฟลัทธิชาตินิยม” จนวันนี้ กระแสในแบบ “ขวาจัด” กำลังถูกขับเคลื่อนให้เป็น “กระแสหลัก” ในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
  9. การขยายตัวของ “กระแสขวาจัด” ที่เคลื่อนไหวอยู่บนกระแส “ชาตินิยม+เสนานิยม” ผนวกเข้ากับ “มายาคติแห่งกำลัง” ทำให้เกิดความคิดว่า ไทยสามารถจัดการปัญหาข้อพิพาทครั้งได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ แต่เห็นได้ชัดว่า นับจากจุดเริ่มต้นของปัญหาในตอนปลายกรกฎาคม จนถึงต้นตุลาคมในปัจจุบัน ปัญหายังเสมือน “อยู่กับที่” ไม่ได้คลี่คลายจริงแต่อย่างใด หรืออาจกล่าวได้ว่า จนถึงปัจจุบันสภาพของปัญหาไม่ได้คลี่คลายแต่อย่างใด
  10. ปัญหาความขัดแย้งเริ่มส่งสัญญาณมากขึ้นถึงความเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ที่เกิดสภาพของการตึงกำลังตามแนวชายแดน และมีปัญหาตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนไม่อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาจะจบลงในแบบที่เป็นทวิภาคีอย่างที่ผู้นำไทยคาดหวัง และทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อและมีความกังวลอย่างมากว่า สงครามครั้งใหม่น่าจะเกิดได้ไม่ยาก และอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
  11. ประกอบกับในสภาวะเช่นนี้ กระแสชาตินิยมและผลักดันจาก “กระแสสื่อ” ทำให้ทั้งรัฐบาลและสังคมสนใจอยู่กับ “ปัญหากรอบเล็ก” เช่น ปัญหาบ้านหนองจาน ปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นต้น จนเราอาจไม่ทันตระหนักว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ เป็น “โจทย์ระหว่างประเทศ” ซึ่งมีนัยถึง ภาวะของการต่อสู้ที่สำคัญนั้น อยู่ในเวทีโลก ดังจะเห็นจากการดำเนินนโยบายของผู้นำกัมพูชา ที่มุ่งไปสู่เวทีระหว่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ผู้นำไทยเล่น “เอาใจ” อยู่กับกระแสชาตินิยมในบ้าน ด้วยหวังผลทางการเมืองเป็นสำคัญ
  12. ในสภาวะของความยืดเยื้อที่เริ่มชัดขึ้นนั้น อาจกลายเป็นช่องทางให้ “ปัจจัยภายนอก” เข้ามาเป็นผู้จัดการปัญหา เพราะเวทีโลกอาจมีทัศนะว่า ความขัดแย้งเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของภูมิภาคได้ จึงจำเป็นต้อง “แทรกแซง” เพื่อให้ปัญหายุติ เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่หรือสหประชาชาติก็ไม่ต้องการมีภาระเพิ่มมากขึ้นจากปัญหาในเวทีโลกปัจจุบัน
  13. การเสนอตัวของทรัมป์มาพร้อมกับ “พลวัตภูมิรัฐศาสตร์” ที่มีการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นแกนหลักคือ การต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับจีน จึงทำให้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชากลายเป็นพหุภาคี และปัญหานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ”เกมการเมืองโลก” ไปโดยปริยาย ผู้มีอำนาจในฝ่ายไทยอาจต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จะพูดเอาเท่ เอาสนุกในบ้าน อาจจะไม่มีประโยชน์อะไร
  14. รัฐบาลและสังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า การปั่นกระแส “ชาตินิยม-เสนานิยม” อาจจะไม่ช่วยตอบโจทย์ในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ในตัวเองก็ทวีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจ “ไปไกล” เกินกว่าข้อถกเถียง “เอา-ไม่เอา”  MoU 43 และ MoU 44 ไปแล้ว ฉะนั้น นายกฯ ควรต้องคิดและทำความเข้าใจกับเรื่องของ MoU ให้มากขึ้น เพราะปัญหาระหว่างประเทศเป็นปัญหาระยะยาว ที่มีผลประโยชน์ของประเทศเป็นเดิมพัน ไม่ใช่ “กระแสการเมือง” ที่นักการเมืองคุ้นเคย เพื่อที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า
  15. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า แล้วตกลงไทยได้ตอบรับ “ภาษีทรัมป์ 19%” แล้วหรือยัง? รัฐบาลควรต้องชี้แจงให้สังคมได้รับทราบในเรื่องนี้ ผู้นำไทยไม่อาจละเลยปัญหานี้ โดยมีความเชื่อง่ายๆ ว่า ไทยจะมุ่ง “ตลาดจีน” เพื่อเป็นคำตอบให้ไทย “ถอยห่าง” อเมริกา แต่ในความเป็นจริง จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าไทย
  16. รัฐบาลไทยควรต้องคิดถึง “จุดสุดท้าย” ของปัญหา หรือที่ในวิชายุทธศาสตร์เรียกว่า “Exit Strategy” เพราะในความเป็นรัฐบาล นายกฯ อาจต้องตอบให้ได้ว่า exit strategy ของไทยในเรื่องนี้คืออะไร
  17. ขออนุญาตว่า ท่านนายกฯ อาจจะต้องคิดให้ได้มากกว่าตอนเรียนวิชายุทธศาสตร์ ที่ วปอ.และต้องคิดไปให้ได้ไกลมากกว่า “พิธีกรรม” ของการแถลงผล วปอ. ที่นายกฯ คุ้นเคย เพราะทุกคนรู้ดีว่า การเรียนยุทธศาสตร์ ที่ วปอ. เป็นพิธีกรรมมากกว่าจะเป็น “สาระ” ในการสร้างความรู้ ถ้าการเรียนยุทธศาสตร์ที่ วปอ. สำแดงผลได้จริง ประเทศไทยจะไม่มี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เช่นที่เรายังต้องจ่ายภาษีให้กับคนในหน่วยงานนี้จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ทุกคนรู้ว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีค่าในทางยุทธศาสตร์ และล้มละลายไปแล้ว
  18. ปัญหาเฉพาะหน้าส่วนหนึ่ง จะเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลไทย และโดยเฉพาะต่อคณะ “JBC” ที่ต้องรับ ”เผือกร้อน” ในกรณีปัญหาบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว เพราะเป็นการแก้ปัญหาในภาวะกระแสชาตินิยมร้อนแรง

ท้ายบท

      ผมยอมรับว่า ผมคาดคะเนสถานการณ์ผิดไปมาก คิดว่าการเปลี่ยนรัฐบาลที่กรุงเทพฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเจรจาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาท แต่จนถึงปัจจุบัน ปัญหากลับมีสภาพเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ซึ่งนักยุทธศาสตร์ทุกคนถูกสอนเสมอว่า ภาวะความยืดเยื้อจะ “กัดกร่อน” รัฐใหญ่มากกว่ารัฐเล็ก เพราะรัฐใหญ่มีผลประโยชน์มากกว่า

      อีกทั้ง เมื่อรัฐคู่พิพาทไม่มีท่าทีที่จะถอยออกจากความยืดเยื้อ จนสภาวะเช่นนี้อาจกลายเป็น “ความชอบธรรม” ให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามา “สะสมแต้ม” สำหรับการเป็นผู้ชิง “รางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ” ได้ไม่ยาก และก็น่าสนใจที่จะทิ้งคำถามว่า ทรัมป์จะจัดการให้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชายุติลงได้จริงหรือไม่ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา