มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับว่า การต่างประเทศไทยหนี “ปัจจัยทรัมป์” ไม่ได้ จากปัญหาอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ จนมาสู่ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา บทบาทของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต้องนำมาพิจารณาด้วยความรอบคอบ
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาแล้ว คงต้องยอมรับว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้สร้างความน่าตื่นเต้นอีกครั้งในการแก้ปัญหานี้ ด้วยการที่ทรัมป์เสนอตัวขอเป็นประธานการลงนามสันติภาพของประเทศทั้ง 2 ภายใต้การดำเนินการของประธานอาเซียน คือ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย พร้อมกับเสนอด้วยว่า เขาพร้อมที่เดินทางเข้าร่วมการประขุมอาเซียนด้วยตัวเอง

แม้รายละเอียดในการเสนอตัวเข้ามาในครั้งนี้ ยังไม่ปรากฏชัดว่า จะมีเงื่อนไขในรายละเอียดเป็นเช่นไรก็ตาม ดังนั้น บทความนี้อยากจะทดลองนำเสนอข้อสังเกตบางประการจากการเสนอตัวของทรัมป์ในครั้งนี้
- ผู้เขียนได้กล่าวมาโดยตลอดว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แทบไม่มีความเป็นทวิภาคีเหลือเท่าใดนัก และทวีความเป็นพหุภาคีมากขึ้นเรื่อย แต่ดูเหมือนผู้นำไทยทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร ดูจะยึดมั่นว่า การแก้ปัญหาต้องเป็นทวิภาคีหรือแก้ไขในแบบ “การเจรจา 2 ฝ่าย” เท่านั้น และในเชิงจินตนาการ พวกเขาดูจะยังเชื่อว่า ผู้นำของ 2 ประเทศสามารถยุติปัญหานี้ได้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ปัญหาคือ จินตนาการหรือมุมมองเช่นนี้ ยังเป็นความจริงเพียงใดในทางปฏิบัติ
- แต่การผลักดันให้เกิดการหยุดยิง และการทำความตกลงที่มาเลเซียในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า มาจากการผลักดันของผู้นำสหรัฐ ไม่ได้เกิดจาก “ความสำเร็จ” ในการกดดันของไทยให้กัมพูชาต้องยอมรับการหยุดยิงแต่อย่างใด แม้ฝ่ายไทยจะมีจินตนาการไปในทิศทางเช่นนั้น เพราะความเชื่อในเรื่องของ “ปัจจัยเชิงอำนาจ” ที่เหนือกว่า
- น่าสนใจว่า ถ้าเราลองตั้งคำถามว่า สมมติว่าผู้นำสหรัฐไม่กดดันลงมาแล้ว การเจรจาหยุดยิงของคู่พิพาทจะเกิดได้จริงหรือไม่ และอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่มาเลเซียจะกดดัน 2 ประเทศนี้ได้จริง หรือเราจะเชื่อว่า ถ้าทรัมป์ไม่กดดันมา อำนาจทางทหารของไทยจะจัดการกัมพูชาให้ยอมแพ้ได้หมด
- การคิดในมิติของกำลัง ทำให้ฝ่ายทหารและฝ่ายการเมืองไทย “ยึดติด” อยู่กับปัจจัยด้านกำลัง จนละเลยประเด็นที่สำคัญว่า ปัจจัยที่สำคัญในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องของอาวุธแบบด้านเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ” ซึ่งผู้นำกัมพูชาที่ “เดินเกมส์” ในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าไทย อาจจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าได้
- การตกอยู่ใน “มายาคติความสำเร็จ” ของตัวเอง ทำให้ผู้นำไทยและผู้คนในสังคม มองไม่เห็นสภาวะของปัญหาถูกทำให้มีความเป็นพหุภาคีมากขึ้น
- มายาคติชุดนี้ ยังสร้าง “มายาคติแห่งกำลัง” ด้วยความเชื่อว่า ไทยสามารถใช้ “พลังอำนาจทางทหาร” กดดันกัมพูชาได้ตลอดเวลา เพราะมีอำนาจทางทหารเหนือกว่ามาก (มากๆ) ในการเปรียบเทียบอำนาจกำลังรบ แล้วไทยจะเป็นฝ่ายชนะ จนเราลืมบทเรียนการใช้กำลังในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่การใช้กำลังครั้งนั้น ไปจบลงที่ศาลโลกในปี 2505 และ 2556 ตามลำดับ
- ผู้นำไทยอาจต้องทำความเข้าใจว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่เคยดำรงอยู่ในบริบทเดียวโดดๆ กำลังทหารเป็นเพียงหนึ่งใน “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทย และการใช้เครื่องมือเช่นนี้ ก็ไม่เป็นคำตอบว่า ไทยจะเป็น “ผู้ชนะเด็ดขาด” ได้จริง และการใช้กำลังอย่างขาดความเข้าใจในบริบทระหว่างประเทศ อาจกลายเป็น “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ได้ไม่ยาก ภาพที่ถูกนำเสนอในเวทีโลกเรื่อง “รัฐใหญ่รังแกรัฐเล็ก” ยังเป็นปัญหาที่ไทยยังสลัดไม่ออก
- เป็นเรื่องปกติที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็น “เชื้อไฟ” อย่างดีให้กับการขยายตัวของลัทธิชาตินิยม และยังถูกผนวกเข้ากับลัทธิเสนานิยม ที่คนในสังคมชื่นชมบทบาทของทหารมากกว่านักการเมือง โดยเฉพาะกรณี “คลิปเสียงอังเคิล” คือ น้ำมันคุณภาพดีที่ลาดใส่ “กองไฟลัทธิชาตินิยม” จนวันนี้ กระแสในแบบ “ขวาจัด” กำลังถูกขับเคลื่อนให้เป็น “กระแสหลัก” ในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
- การขยายตัวของ “กระแสขวาจัด” ที่เคลื่อนไหวอยู่บนกระแส “ชาตินิยม+เสนานิยม” ผนวกเข้ากับ “มายาคติแห่งกำลัง” ทำให้เกิดความคิดว่า ไทยสามารถจัดการปัญหาข้อพิพาทครั้งได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ แต่เห็นได้ชัดว่า นับจากจุดเริ่มต้นของปัญหาในตอนปลายกรกฎาคม จนถึงต้นตุลาคมในปัจจุบัน ปัญหายังเสมือน “อยู่กับที่” ไม่ได้คลี่คลายจริงแต่อย่างใด หรืออาจกล่าวได้ว่า จนถึงปัจจุบันสภาพของปัญหาไม่ได้คลี่คลายแต่อย่างใด
- ปัญหาความขัดแย้งเริ่มส่งสัญญาณมากขึ้นถึงความเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ที่เกิดสภาพของการตึงกำลังตามแนวชายแดน และมีปัญหาตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนไม่อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาจะจบลงในแบบที่เป็นทวิภาคีอย่างที่ผู้นำไทยคาดหวัง และทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อและมีความกังวลอย่างมากว่า สงครามครั้งใหม่น่าจะเกิดได้ไม่ยาก และอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
- ประกอบกับในสภาวะเช่นนี้ กระแสชาตินิยมและผลักดันจาก “กระแสสื่อ” ทำให้ทั้งรัฐบาลและสังคมสนใจอยู่กับ “ปัญหากรอบเล็ก” เช่น ปัญหาบ้านหนองจาน ปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นต้น จนเราอาจไม่ทันตระหนักว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ เป็น “โจทย์ระหว่างประเทศ” ซึ่งมีนัยถึง ภาวะของการต่อสู้ที่สำคัญนั้น อยู่ในเวทีโลก ดังจะเห็นจากการดำเนินนโยบายของผู้นำกัมพูชา ที่มุ่งไปสู่เวทีระหว่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ผู้นำไทยเล่น “เอาใจ” อยู่กับกระแสชาตินิยมในบ้าน ด้วยหวังผลทางการเมืองเป็นสำคัญ
- ในสภาวะของความยืดเยื้อที่เริ่มชัดขึ้นนั้น อาจกลายเป็นช่องทางให้ “ปัจจัยภายนอก” เข้ามาเป็นผู้จัดการปัญหา เพราะเวทีโลกอาจมีทัศนะว่า ความขัดแย้งเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของภูมิภาคได้ จึงจำเป็นต้อง “แทรกแซง” เพื่อให้ปัญหายุติ เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่หรือสหประชาชาติก็ไม่ต้องการมีภาระเพิ่มมากขึ้นจากปัญหาในเวทีโลกปัจจุบัน
- การเสนอตัวของทรัมป์มาพร้อมกับ “พลวัตภูมิรัฐศาสตร์” ที่มีการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นแกนหลักคือ การต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับจีน จึงทำให้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชากลายเป็นพหุภาคี และปัญหานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ”เกมการเมืองโลก” ไปโดยปริยาย ผู้มีอำนาจในฝ่ายไทยอาจต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จะพูดเอาเท่ เอาสนุกในบ้าน อาจจะไม่มีประโยชน์อะไร
- รัฐบาลและสังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า การปั่นกระแส “ชาตินิยม-เสนานิยม” อาจจะไม่ช่วยตอบโจทย์ในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ในตัวเองก็ทวีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจ “ไปไกล” เกินกว่าข้อถกเถียง “เอา-ไม่เอา” MoU 43 และ MoU 44 ไปแล้ว ฉะนั้น นายกฯ ควรต้องคิดและทำความเข้าใจกับเรื่องของ MoU ให้มากขึ้น เพราะปัญหาระหว่างประเทศเป็นปัญหาระยะยาว ที่มีผลประโยชน์ของประเทศเป็นเดิมพัน ไม่ใช่ “กระแสการเมือง” ที่นักการเมืองคุ้นเคย เพื่อที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า
- รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า แล้วตกลงไทยได้ตอบรับ “ภาษีทรัมป์ 19%” แล้วหรือยัง? รัฐบาลควรต้องชี้แจงให้สังคมได้รับทราบในเรื่องนี้ ผู้นำไทยไม่อาจละเลยปัญหานี้ โดยมีความเชื่อง่ายๆ ว่า ไทยจะมุ่ง “ตลาดจีน” เพื่อเป็นคำตอบให้ไทย “ถอยห่าง” อเมริกา แต่ในความเป็นจริง จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าไทย
- รัฐบาลไทยควรต้องคิดถึง “จุดสุดท้าย” ของปัญหา หรือที่ในวิชายุทธศาสตร์เรียกว่า “Exit Strategy” เพราะในความเป็นรัฐบาล นายกฯ อาจต้องตอบให้ได้ว่า exit strategy ของไทยในเรื่องนี้คืออะไร
- ขออนุญาตว่า ท่านนายกฯ อาจจะต้องคิดให้ได้มากกว่าตอนเรียนวิชายุทธศาสตร์ ที่ วปอ.และต้องคิดไปให้ได้ไกลมากกว่า “พิธีกรรม” ของการแถลงผล วปอ. ที่นายกฯ คุ้นเคย เพราะทุกคนรู้ดีว่า การเรียนยุทธศาสตร์ ที่ วปอ. เป็นพิธีกรรมมากกว่าจะเป็น “สาระ” ในการสร้างความรู้ ถ้าการเรียนยุทธศาสตร์ที่ วปอ. สำแดงผลได้จริง ประเทศไทยจะไม่มี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เช่นที่เรายังต้องจ่ายภาษีให้กับคนในหน่วยงานนี้จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ทุกคนรู้ว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีค่าในทางยุทธศาสตร์ และล้มละลายไปแล้ว
- ปัญหาเฉพาะหน้าส่วนหนึ่ง จะเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลไทย และโดยเฉพาะต่อคณะ “JBC” ที่ต้องรับ ”เผือกร้อน” ในกรณีปัญหาบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว เพราะเป็นการแก้ปัญหาในภาวะกระแสชาตินิยมร้อนแรง

ท้ายบท
ผมยอมรับว่า ผมคาดคะเนสถานการณ์ผิดไปมาก คิดว่าการเปลี่ยนรัฐบาลที่กรุงเทพฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเจรจาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาท แต่จนถึงปัจจุบัน ปัญหากลับมีสภาพเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ซึ่งนักยุทธศาสตร์ทุกคนถูกสอนเสมอว่า ภาวะความยืดเยื้อจะ “กัดกร่อน” รัฐใหญ่มากกว่ารัฐเล็ก เพราะรัฐใหญ่มีผลประโยชน์มากกว่า
อีกทั้ง เมื่อรัฐคู่พิพาทไม่มีท่าทีที่จะถอยออกจากความยืดเยื้อ จนสภาวะเช่นนี้อาจกลายเป็น “ความชอบธรรม” ให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามา “สะสมแต้ม” สำหรับการเป็นผู้ชิง “รางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ” ได้ไม่ยาก และก็น่าสนใจที่จะทิ้งคำถามว่า ทรัมป์จะจัดการให้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชายุติลงได้จริงหรือไม่ !
