MOU43 และ MOU44 : เสียดินแดน เสียเปรียบ เสียความรู้สึก (1)
บทความพิเศษ | ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ
ขอเริ่มด้วยกระแสข่าวที่ว่าฝ่ายกัมพูชามีการละเมิด MOU43 หลายครั้ง เช่น 450 ครั้ง (ดร.ปณิธาน วัฒนายากร 5 มิถุนายน 2568) 400 ครั้ง (รองแม่ทัพภาคที่ 2 7 มิถุนายน 2568) 651 ครั้ง (ทบ. 10 มิถุนายน 2568) 500 ครั้ง (พล.ท.วินธัย สุวารี 27 กันยายน 2568)
ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาก็แถลงว่า ฝ่ายไทยละเมิด MOU43 จำนวน 695 ครั้ง (20 มิถุนายน 2568) เช่นกัน
คำถามของผู้เขียน คือ ตกลงมีการละเมิดกี่ครั้งกันแน่ แยกเป็นเรื่องอะไรบ้าง แก้ไขได้บ้างไหมกี่ครั้ง แก้ไม่ได้กี่ครั้ง และทั้งหมดเป็นปัญหาเกี่ยวกับข้อ 5 ของ MOU43 หรือจริงไม่ กี่ครั้ง
เพราะถ้าทั้งสองฝ่ายเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาตรงนี้ให้ได้ เราก็น่าจะแก้ปัญหาได้
แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน มีแต่เพียงกระแสข่าวลอยๆ
ขอกล่าวไว้ให้ทราบเบื้องต้นด้วยว่า “ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการตั้งคณะกรรมการชายแดนปี พ.ศ.2538” หรือ Agreement38 คือ ที่มาของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) หรือ GBC และ คณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (Regional Border Committee) หรือ RBC ลงนามไปตั้งแต่ในปี พ.ศ.2538 โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.เตีย บัน และ พล.อ.เตีย จำรัส
แล้วต่อมาในปี พ.ศ.2543 จึงค่อยมี “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543” หรือ MOU43 ซึ่งเป็นที่มาของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) หรือ JBC
โปรดสังเกตว่า Agreement38 ก่อตั้ง GBC, RBC เน้นให้ดูแล “พื้นที่ชายแดน”
แต่ MOU43 ก่อตั้ง JBC เน้นดูแล “เส้นเขตแดน”
ถ้าเป็นเรื่อง “เส้นเขตแดน” ท่านต้องแก้ด้วย MOU43
แต่ถ้าเป็นปัญหาการรุกล้ำพื้นที่และกระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดน ท่านต้องแก้ด้วย Agreement38 ไม่ใช่ MOU43
ตอนนี้ดูเหมือนเรายังแยกแยะ (classify) ปัญหาไม่ออกจริงๆ ว่า พฤติกรรม “การละเมิดข้อตกลง” ของกัมพูชา เข้าข่าย “ข้อตกลง” อะไรกันแน่ ระหว่าง GBC, RBC หรือ JBC
เพราะดูเหมือนว่าการอ้างตัวเลข 400, 500 หรือ 600 ครั้ง เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกและกระตุ้นอารมณ์ร่วมของคนในชาติ มากกว่าจะตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
เพราะหากเรามีจิตอันเป็นกุศลที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาแล้ว เราจะไม่พูดตัวเลขเหล่านี้แบบเหมารวม
เพราะแท้จริงแล้ว “กองทัพ” คือ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่ชายแดนและต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ไม่ใช่มัวแต่มาอ้างเหตุผลว่า เพราะการมีอยู่ของ MOU43 จึงเป็นอุปสรรคการทำงานของ “กองทัพ” ทั้งๆ ที่ GBC และ RBC ไม่ได้ห้ามให้กองทัพทำหน้าที่รักษาปกป้องอธิปไตยของไทยแต่อย่างใด
ต่อไปนี้ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ MOU43 ใน 3 ประเด็น ส่วน MOU44 จะได้กล่าวถึงต่อไปในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้า
ประเด็นแรก MOU43 เป็นชื่อเรียก “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”
จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2543
โปรดทำความเข้าใจ ณ บัดนี้ให้ได้ว่า คำสำคัญ คือ “การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” โดยเน้นไปที่คำว่า “หลักเขต”
อ่านแล้วพอจะเห็นภาพหรือยังว่า เขาทำสัญญาตกลงจะไปร่วมกัน “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” แดนทางบก ไม่ใช่จะไปตกลงเรื่องขีดเส้นเขตแดนกันใหม่
ขอย้ำว่าไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดนกันใหม่ ไม่ใช่ Delimitation แต่เป็นการ Demarcation คือ สำรวจและจัดทำ “หลักเขต” ที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ในปี 1908-1909 และปี 1919-1920
และจะไปร่วมกันจัดทำเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่มี “หลักเขต” ตามที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันให้เป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายที่ระบุเอาไว้ในสนธิสัญญาที่เคยทำกันมาในอดีต
จากที่เคยสอบถามแม่กองสนาม (นายทหารกรมแผนที่ทหาร) ที่เคยเดินสำรวจแนวหลักเขต
ท่านอธิบายว่าในการทำงานนั้น ทั้งสองฝ่ายจะให้ความสำคัญกับแนว “สันปันน้ำ” ตามสนธิสัญญา 1904/1907 ก่อนเป็นอันดับแรก
ส่วนแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จะนำมาใช้ประกอบการเดินสำรวจน้อยมาก
และการที่หลายท่านสงสัยว่าผ่านมาตั้ง 25 ปี แล้วทำไมไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าเลย
ขอชวนท่านคิดเลขไปพร้อมกัน
“เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา” มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร หรือ 798,000 เมตร
ดังนั้น ถ้าใช้วิธี “เดินเท้า” สำรวจตามที่แม่กองสนามเคยเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งๆ เดินสำรวจร่วมกันได้ประมาณ 50 เมตร ถ้าเร็วหน่อยก็อาจได้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช่ทุกวัน
อย่าลืมว่าเส้นทางเดินสำรวจตั้งอยู่บนภูเขาสูง ในป่ารก และมีอันตรายจากกับระเบิด โดยต้องสำรวจเพื่อพิสูจน์เส้นเขตแดนให้เป็นไปตาม แนวสันปันน้ำ แนวเส้นตรง และแนวลำคลอง
ท่านลองเอา 798,000 เมตร หารด้วย 50 เมตร จะได้ 15,960 วัน แล้วหารด้วย 365 วัน จะได้ 43.7 ปี
(ตัวเลขนี้หมายความว่า ต้องทำงานกันทุกวันไม่มีวันหยุด วันฝนตก วันลาป่วย ลากิจ)
และท่านคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องใช้เวลาสำรวจกันจริงๆ กี่ปีจึงจะสำเร็จตลอดแนว
ทั้งนี้ นับจากปี พ.ศ.2543 ถึงปัจจุบัน พ.ศ.2568 คณะกรรมาธิการได้ร่วมกันดำเนินงานไปได้แล้ว 45 หลัก จากจำนวน 74 หลัก
สะท้อนการดำเนินงานที่สำเร็จไปแล้วกว่า 60% ซึ่งเป็นผลงานที่น่าพอใจสำหรับผู้ปฏิบัติงานทั้งสองฝ่าย
โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมตกลงในหลักการว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR ที่มีความแม่นยำมากขึ้น และจะส่งผลให้ทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย
ประเด็นที่ 2 เท่าที่นั่งฟังจากฝ่ายที่เสนอให้ยกเลิก MOU43 พวกเขากังวลว่าข้อ 1 (ค) ที่ระบุว่าให้ใช้แผนที่ 1:200,000 นั้น เป็นการยอมรับแผนที่ ซึ่งไทยไม่เคยยอมรับมาก่อน
ผู้เขียนจึงขอคัดคำพิพากษาศาลโลกในปี พ.ศ.2505 มาให้อ่าน ดังนี้
“ฝ่ายไทยได้ต่อสู้ว่าการติดต่อส่งแผนที่ต่างๆ เหล่านี้ โดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสนั้น เป็นการกระทำฝ่ายเดียว และว่าประเทศไทยมิได้ถูกขอร้องให้ตอบรับหรือได้ตอบรับแล้วอย่างเป็นทางการเลย ตามความเป็นจริงได้มีการตอบรับทางพฤตินัยอย่างแน่ชัดแล้ว โดยไม่มีข้อสงสัย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า พฤติการณ์แวดล้อมย่อมจะบังคับให้ต้องมีปฏิกิริยาบางอย่างภายในระยะเวลาอันสมควรจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม ถ้าหากมีความประสงค์ที่จะเสนอข้อคัดค้านแผนที่ หรือจะยกปัญหาสำคัญอันใดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามก็มิได้กระทำอย่างใดเลย ไม่ว่าในขณะนั้นหรือต่อจากนั้นมาอีกหลายปี และด้วยเหตุนี้จึงต้องถือว่าได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว ดังภาษิตละตินว่า ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอมถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้” (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, คำแปลคำพิพากษาฯ 2505 หน้า 29-30)
และ “การระบุเส้นสันปันน้ำไว้ในข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 มิได้มีความหมายอะไรนอกจากว่าเป็นวิธีการที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดนอย่างให้เห็นได้ชัด ถึงว่าจะเป็นการกล่าวเพียงกว้างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท” (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, คำแปลคำพิพากษาฯ 2505 หน้า 49-50)
อ่านคำพิพากษาแล้ว ท่านก็สามารถคิดต่อเองได้ว่า ถึงแม้ว่า จะยกเลิก MOU43 ไปแล้ว หรือเอาข้อ 1 (ค) คือแผนที่ 1:200,000 ออกไปจาก MOU43 แล้ว เราจะยังสามารถหลีกหนีแผนที่ชุดนี้ไปได้พ้นจริงๆ หรือไม่
เพราะใน MOU43 ก็ระบุเอาไว้ด้วยว่าให้ใช้สนธิสัญญาตามข้อ 1 (ก) และ (ข) เขียนกำกับไว้ว่าให้ใช้ “สันปันน้ำ” อย่างชัดเจน
ขอแวะประเด็นเรื่องวิธีการเปรียบเทียบ “ความหนา” ของเส้นเขตแดนบนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 กับ 1:200,000 สักหน่อย
เพราะเขาจะพูดประมาณว่า “เขมรยึดถือแผนที่ 1:200,000 ส่วนไทยจะใช้แผนที่ 1:50,000 ดังนั้น ถ้าขีดเส้น 1 เส้นลงไปในแผนที่ 1:200,000 จะมีความกว้าง 200 เมตร ส่วนใน 1:50,000 จะมีความกว้าง 50 เมตร
อุปมาเหมือนเขมรใช้เมจิก “หัวใหญ่ทู่” ส่วนไทยใช้เมจิก “หัวเล็กแหลม” ขีดเส้นบนแผนที่
ดังนั้น เมจิกหัวใหญ่ทู่จะกินดินแดนของอีกฝ่ายไปโดยอัตโนมัติ เกิดความคลาดเคลื่อนสูงกว่าไทยแน่นอน
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ฟังดูเผินๆ ก็เป็นเหตุเป็นผลเข้าท่าเข้าทางดี เหมือนจะถูกต้องตามตรรกะทุกประการ
แต่… แต่… แต่… หากลองพิจารณาทบทวนกันดีๆ อีกสักที จะพบว่า เมจิก “หัวใหญ่ทู่” มันใหญ่กว่า เมจิก “หัวเล็กแหลม” เพียงแค่ “4 เท่า”
แสดงว่า เราก็ต้องควรขีดเส้นด้วยเมจิก “หัวเล็กแหลม” เพียง 4 เส้น หรือ 4 ครั้ง ขนานชิดติดกันไป ใช่หรือไม่?
ไม่ใช่เอาเมจิก “หัวใหญ่ทู่” มาเขียนหลอกลวงกันแบบนี้
ดังนั้น การที่ฝ่ายใดจะอ้างว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ (กระดาษ) ที่ฝ่ายตนยึดถือนั้นถูกต้อง ไม่ว่าจะมีมาตราส่วนขนาดเท่าใดก็ตาม จะมาตราส่วน 1:50,000 หรือ 1:200,000 ก็ไม่สามารถที่จะเอาแนวเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ดังกล่าวมา “ทาบทับ” ลงบนแผ่นดินในภูมิประเทศจริงได้เลย
และในทางวิชาการแผนที่ไม่มีใครเขาทำเช่นนั้น เพราะแผนที่แต่ละประเภทก็มี “หน้าที่” และ “วัตถุประสงค์” ในการใช้งานแตกต่างกันไป
คนที่พูดว่า ไทยต้องยึดเส้นเขตแดนตามแผนที่ 1:50,000 คือคนที่ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง และไม่เคยเห็นแผนที่ฉบับจริง
แผนที่ชุดนี้ เป็นแผนที่ยุทธการเอาไว้ใช้ด้านการทหาร ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แผนที่ปักปันเขตแดนระหว่างประเทศแต่อย่างใด
ที่สำคัญในวิชาแผนที่ ไม่มีใครเอาเส้นเขตแดนในแผนที่กระดาษไปทาบลงบนภูมิประเทศจริง
ถ้าจะทำกันเล่นๆ สนุกๆ กับเพื่อนๆ ย่อมทำได้
แต่จะเอามาพูดแถลงข่าวเป็นตุเป็นตะโดยขาดมูลฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ และ/หรือหลักวิชาการด้านวิศวกรรมสำรวจ Survey Engineering แบบนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง
และแม้ว่าเส้นเขตแดนที่แสดงอยู่บนแผนที่ L7018 จะลากไปตามแนวสันปันน้ำ ก็ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้เพราะไม่มีความผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุผลว่า แผนที่ชุดนี้ จะมีข้อความสีแดงระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ”
และขอเตือนว่า เส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ชุด L7016, L7017 หรือ L7018 มาตราส่วน 1:50,000 ไม่เป็นคุณกับฝ่ายไทยเท่าใดนักในกรณีปราสาทตาเมือนธม
ดังนั้น เราจึงต้องเร่งดำเนินการตามข้อกำหนดใน MOU43 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ได้แผนที่ปักปันชุดใหม่ตามข้อ 2.3 (ฉ) ข้อ 3.2 (จ) และข้อ 6.2 ที่ถูกต้องแม้นยำตรงตามความเป็นจริงซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ถ้ายกเลิก MOU43 แล้วก็ไม่มีอะไรไปบังคับให้ทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันทำแผนที่ใหม่ที่ถูกต้องได้
และตามข้อ 8 ของ MOU43 คือ เกราะคุ้มกันยันต์คุ้มภัยการเข้ามาแทรกแซงของศาลโลก ICJ และ UN
โปรดพิจารณาให้รอบคอบบนพื้นฐานของความรู้ ถ้าบอกว่าไทยและกัมพูชายังมีกรอบการเจรจาเรื่อง “เส้นเขตแดน” อื่น นอกจาก MOU43 ขอให้ผู้พูดแจ้งมาด้วยว่า กรอบการเจรจานั้นคืออะไร
ช่วยเอาเอกสารมาแสดงด้วย อย่ามโน
ตามที่ตกลงกันเอาไว้ใน MOU43 ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของทั้งสองฝ่ายจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (อีกฉบับ) และแนบ “แผนที่” ซึ่ง “แสดงตอนที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไว้” ตามที่ระบุในข้อ 4.2 ของ MOU43 ในท้ายที่สุด “แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบก” ตามข้อ 2.3 (ฉ) ข้อ 3.2 (จ) และข้อ 6.2 ของ MOU43 จะได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและนำเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณารับรองของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป และ “แผนที่” ชุดใหม่นี้ จะมีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ดังนั้น การ “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” จึงต้องดำเนินการไปตาม “หลักฐาน” ทุกชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายเคยยอมรับกันมาในอดีต เพราะนอกจากแผนที่แล้ว ยังมี สนธิสัญญา อนุสัญญา และบันทึกวาจาประกอบการเจรจาด้วย
และนี่คือวิธีที่จะทำให้แผนที่อาณานิคมมาตราส่วน 1:200,000 หมดสิ้นสภาพความผูกพันทางกฎหมายระหว่างไทยกับกัมพูชา จะได้แผนที่เขตแดนทางบกฉบับใหม่ที่มีการระบุค่าพิกัด (coordinates) ที่ทันสมัยชัดเจนแม่นยำมากขึ้นตาม TOR46 ข้อ 5 หน้า 18
และใครอยากจะสร้างรั้วสร้างกำแพงก็ทำตามแผนที่นี้ได้เลย
ประเด็นที่ 3 ปัญหาอีกประการหนึ่งที่มักพูดกันว่า MOU43 นั้น เป็นโมฆะเพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”
คำถามคือ ถ้าอ่านทั้ง 9 ข้อของ MOU43 ยังไม่มีข้อไหนที่เข้าเงื่อนไข มาตรา 224
ประเด็นอยู่ที่ “มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต” หรือไม่ ในเมื่อ MOU43 เป็นการ “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” ตามเอกสารหลักฐานที่เคยมีมาในอดีต แล้วจะเข้าเงื่อนไข รัฐธรรมนูญมาตรา 224 ได้อย่างไร
เพราะตราบเท่าที่ “ผลงาน” ของคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการตามข้อ 2 และข้อ 3 ของ MOU43 ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ยังไม่เข้าข่ายมาตรานี้
ที่สำคัญเมื่อผลงานขั้นสุดท้ายสำเร็จลงออกมาเป็น “แผนที่” เส้นเขตแดนซึ่งมีการระบุค่าพิกัด (coordinates) ของ “หลักเขตแดนทางบก” ทุกหลัก และ “แผนที่” ชุดนี้นี่เองควรจะต้องนำเข้าเสนอรายงานต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีข้อข้องใจเรื่องการเอา MOU43 ไปจดทะเบียนกับสหประชาชาติ
ผู้เขียนขออธิบายความเป็นมาของการขึ้นทะเบียน “หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ไว้ใน Treaty Series ว่า เริ่มขึ้นเมื่อก่อตั้ง สันนิบาตชาติ (League of Nations) เพราะก่อนหน้านั้น ประเทศมหาอำนาจมักจะมีการทำหนังสือสัญญาลับๆ ต่อกันเอง ไม่ค่อยจะบอกใคร
ดังนั้น เพื่อความโปร่งใส สันนิบาตชาติจึงกำหนดว่าประเทศที่ทำหนังสือสัญญาต่อกันต้องนำส่งเอกสารมาแจ้งขึ้นทะเบียนไว้และให้เผยแพร่ต่อประเทศสมาชิกรายอื่นๆ รับทราบด้วย
เพราะถ้าเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้น เช่น คู่ภาคีในสัญญาลับฉบับนั้น จะอ้างว่าอีกฝ่ายกระทำการละเมิดสนธิสัญญา ย่อมทำไม่ได้ หรือจะเอาไปฟ้องศาลโลกก็ไม่ได้ ซึ่งศาลโลกของสันนิบาตชาติสมัยนั้น คือ PCIJ (Permanent Court of International Justice)
ต่อมาเรื่องการขึ้นทะเบียน “หนังสือสัญญา/สนธิสัญญา” จึงได้นำมาบัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ตามมาตรา 102 ที่ว่า
“1. สนธิสัญญาทุกฉบับและความตกลงระหว่างประเทศทุกฉบับ ซึ่งสมาชิกใดๆ แห่งสหประชาชาติได้เข้าเป็นภาคีภายหลังที่กฎบัตรฉบับปัจจุบันได้ใช้บังคับจักต้องจดทะเบียนไว้กับสํานักเลขาธิการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ และจักได้จัดพิมพ์ขึ้นโดยสำนักงานนี้ 2. ภาคีแห่งสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเช่นว่าใดๆ ซึ่งมิได้จดทะเบียนไว้ตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งแห่งมาตรานี้ ไม่อาจยกเอาสนธิสัญญาหรือความตกลงนั้นๆ ขึ้นกล่าวอ้างต่อองค์กรใดๆ ของสหประชาชาติ”
ดังนั้น การที่เลขาธิการสหประชาชาติยอมให้ขึ้นทะเบียน MOU43 ก็เท่ากับยอมรับตั้งแต่แรกว่า MOU43 มีสถานะเป็นสนธิสัญญา ไม่ใช่เพราะการนำไปขึ้นทะเบียน จึงทำให้ MOU43 กลายเป็นสนธิสัญญา โปรดเข้าใจให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย
(ฉบับหน้าทำความเข้าใจ MOU44)
