bg-single

ลัทธิกรัมชี่มองรัฐและสังคมไทย 4 ทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ.2526-2568) และในวาระใกล้จะถึง 95 ปี การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475

05.11.2025

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

“ความท้าทายของโลกสมัยใหม่คือต้องอยู่โดยไม่มองภาพอย่างผิดๆ และต้องไม่หลงผิด ผมใช้สติปัญญามองอะไรไปในทางร้าย แต่มองโลกในแง่ดีด้วยเจตนารมณ์”
“เหนือสิ่งอื่นใด คนเราก็คือจิตใจและสำนึก นั่นคือ เขาเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ธรรมชาติ”
“ประวัติศาสตร์เป็นครูสอนเสมอๆ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจเรียน”

Antonio Gramsci, 1891-1937

ความเป็นมา

จอห์น เกอร์ลิ่ง (John Girling) นักรัฐศาสตร์นำเอาทัศนะของกรัมชี่มาอธิบายรัฐและสังคมไทยในปี 2524 (ทศวรรษ 1980) ในช่วงเวลานั้น เขาให้ความสำคัญกับสถานการณ์เบื้องหน้าของรัฐและสังคมไทยเป็นพิเศษ นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นอิตาลีในอดีตจะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของรัฐไทยเมื่อไม่นานมานี้เช่นนั้น

และในวาระที่ใกล้จะครบรอบ 95 ปีของการปฏิวัติประชาธิปไตยของสยาม พ.ศ.2475 ที่แทบจะเป็นที่รับรู้กันไปทั่วว่า 44 ปีที่ผ่านไปนับแต่ปี พ.ศ.2524 รัฐและสังคมไทยแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากยุค 2524 แต่กลับมีลักษณะหลายอย่างที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ยังคงรักษาสภาวะอำมาตยา-อำนาจนิยม-ประชาธิปไตยอ่อนแอ และข่าวลือรัฐประหารไว้ได้อย่างครบครัน

ส่วนระบอบประชาธิปไตยนั้น หลายฝ่ายก็ยังเห็นว่าท่าทีฝ่ายผู้ครองอำนาจยังรังเกียจอย่างไม่เสื่อมคลาย จึงดูจะห่างไกลต่อไปสำหรับอนาคตอันใกล้ของประเทศนี้

บทความนี้จึงต้องการมองรัฐและสังคมไทยด้วยการย้อนกลับไปถึง 95 ปีที่แล้ว (การปฏิวัติ 2475) ว่าเหตุใดรัฐที่เคยเป็นประชาธิปไตยจึงกลายมาเป็นรัฐอำมาตยาฯ หรือรัฐราชการในหลายทศวรรษต่อจากนั้นไปเสียได้ หรือว่าจะต้องมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลา 100 กว่าปีก่อน ที่รัฐเคยประกาศก้องตลอดมาว่าเป็นรัฐเดียวในเอเชียที่เป็นรัฐเอกราชในยุคล่าอาณานิคม

ทบทวนสรุปสาระ
ของรัฐและสังคมไทย พ.ศ.2524
ในมุมมองของลัทธิกรัมชี่

1.รัฐไทยเป็นรัฐราชการ อำนาจนำในการบริหารและอุดมการณ์ของสังคมอยู่ในมือของชนชั้นนำเป็นหลัก

2. แม้จะมีการเรียกร้องให้ปฏิรูประบอบการปกครองและการบริหาร แต่ในที่สุด รัฐประหารของกองทัพและชนชั้นนำก็นำรัฐไทยให้กลับไปอยู่ภายใต้ระบอบเดิมคือระบอบเผด็จการทหาร และต่อมาก็สลับกับการประนีประนอมให้การบริหารรัฐเป็นแบบระบบขุนนางผสมผสานกับระบบรัฐสภา ด้วยการยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่สภาที่มาจากการเลือกตั้งก็มีอำนาจที่จำกัด

และ 3. ที่ผ่านมา รัฐไทยในอดีตก็เหมือนกับสถานการณ์ในอิตาลีที่รัฐฟาสซิสต์เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1920 จึงเกิดการใช้อำนาจปราบปรามชนชั้นผู้ใช้แรงงานเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2502, 2514 และ 2519-2522

จากการอ่านสาระสำคัญของงานที่กรัมชี่เขียน เราพบว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เริ่มต้นในอังกฤษและแพร่ออกไปทั่วยุโรปในตอนครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมานั้น เราได้เห็นผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ส่วนอิตาลีซึ่งอยู่ตอนใต้ลงมาก็ได้รับผลกระทบเริ่มที่ภาคเหนือก่อน

กรัมชี่เป็นเยาวชนที่มีผลการเรียนดีและมาจากภาคใต้ที่เป็นเกาะและทั้งล้าหลังและประชากรส่วนใหญ่ยากจนเพราะแห้งแล้งและรัฐไม่เหลียวแล

กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) ซึ่งเติบโตในดินแดนดังกล่าวและได้รับทุนมาเรียนในตอนเหนือของประเทศที่ทุนนิยมกำลังเฟื่องฟูในแถบนั้น จึงได้รับอิทธิพลทางความคิดทั้งแนวคิดลัทธิมาร์กซ์ ที่ต่อต้านระบบทุนนิยมซึ่งเริ่มมีบทบาทหลังจากงาน “the Communist Manifesto” ของมาร์กซ์ในปี 1848 ตลอดจนลัทธิอำนาจนิยมของฮิตเลอร์และมุสโสลินี ที่กำลังแสดงบทบาทในอิตาลี นอกเหนือไปจากแนวคิดแบ่งแยกดินแดนออกจากอิตาลีที่มีมาแต่เดิมและกรัมชี่ได้รับมา

ในด้านหนึ่งก็ชัดเจนว่า อิตาลีในเวลานั้นเป็นรัฐที่พัฒนาเป็นทุนนิยมช้า, จึงมองเห็นว่าอิตาลีกำลังพัฒนาเป็นรัฐทุนนิยมที่ล่าช้า (A late capitalist country)

สารัตถะของลัทธิกรัมชี่
ต่อรัฐและสังคมไทยในวาระ 172 ปี
: ปัจจัยจากภายนอก (2398-2570)

อิตาลีเหมือนกับสยามในอดีตเพียงเพราะทุนนิยมมิได้เกิดขึ้นจากภายในแต่เป็นการหลั่งไหลเข้ามาจากภายนอก

ทุนนิยมเข้าสู่อิตาลีจากยุโรปตอนเหนือ โดยผ่านฝรั่งเศสและเยอรมนี

แต่สำหรับสยาม ปัจจัยทุนนิยมเข้ามาทางเรือ เริ่มต้นที่การบีบบังคับให้เปิดการค้าแบบเสรีโดยทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี พ.ศ.2398 และแสวงหาข้อได้เปรียบทางการค้าจากสัญญาดังกล่าว

นอกจากนั้น ทุกอย่างก็ต่างกันเกือบสิ้นเชิง อิตาลีเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ เป็นชาติมหาอำนาจที่ครอบครองทั่วทั้งยุโรปตั้งแต่ก่อนยุคคริสต์ศตวรรษ มีเมืองท่าสำคัญรอบประเทศ เป็นจุดกำเนิดของอารยธรรมทางสติปัญญาของยุโรปเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14

การเข้ามาของทุนนิยมจากอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนีจึงจุดประกายให้การค้าและการผลิตในทุกๆ เมืองให้รุ่งเรืองสู่ยุคใหม่ มีนครรัฐที่เข้มแข็งทั่วประเทศรอคอยการรวมประเทศ เพื่อให้เป็นเอกภาพในขั้นต่อไป

ขณะที่สยามมีเพียงศูนย์กลางการค้าขายที่อยุธยา-ธนบุรี-กรุงเทพฯ ส่วนดินแดนอื่นๆ ยังมีการเติบโตทางการค้าขายที่จำกัดมาก เนื่องจากอยู่ลึกเข้าไปในภาคพื้นทวีป

เวลานั้น อังกฤษ ดัตช์ โปรตุเกส และฝรั่งเศสกำลังขยายอิทธิพลเข้าไปยึดครองรัฐต่างๆ ในดินแดนรอบๆ สยาม

สยามยอมทำสัญญาเพื่อเสียเปรียบทางการค้ากับชาติต่างๆ จากยุโรป พร้อมกับดำเนินนโยบายล่าอาณานิคมเข้ายึดครองรัฐล้านนาและปาตานีทุกๆ ด้าน และในที่สุดก็สามารถยกเลิกอำนาจท้องถิ่น รวมศูนย์อำนาจการปกครองทุกด้าน ยกเลิกความเป็นรัฐของล้านนาและปาตานีให้เป็นส่วนหนึ่งของสยามรัฐในปี พ.ศ.2442 และ 2445 ตามลำดับ

ขณะที่การเติบโตของรัฐอำนาจนิยมในทศวรรษ 1920 ในอิตาลีได้เกิดรัฐฟาสซิสต์ จับกุมและตัดสินจำคุกกรัมชี่ในฐานะผู้นำแห่งพรรคสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ เป็นเวลา 20 ปีเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1921 ส่งผลให้กรัมชี่ถูกคุมขังนานถึง 16 ปีและต้องเสียชีวิตในคุกในปี 1937

อย่างไรก็ตาม อิตาลีก็มิได้เกิดการสถาปนารัฐรวมศูนย์อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นสยาม

ผิดจากสยามที่นับแต่ทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ และอีก 14 ชาติจากตะวันตกเริ่มในปี พ.ศ.2398 เรื่อยมาจนเกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 (ที่จะครบวาระ 95 ปีของการปฏิวัติประชาธิปไตยในปีนี้ (พ.ศ.2568) แต่แล้ว สยามรัฐก็ได้ถูกกองทัพและอำนาจอนุรักษ์ร่วมกับสหรัฐเข้ายึดอำนาจในปี พ.ศ.2490 รื้อฟื้นระบอบอำนาจนิยม และทำลายระบอบประชาธิปไตยลงทีละขั้น นับแต่ปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 78 ปี (2490-2568) รัฐและสังคมไทยยังคงลักษณะล้าหลังทางการเมืองแบบเดิมมาอย่างไม่เสื่อมคลาย กลายเป็นรัฐที่พัฒนาช้า 3 ด้าน (A 3-Late Developments State) นั่นคือ

1. ล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครองและกฎหมาย (Late Structural Development);

2. ล่าช้าในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย จนถึงล่าสุดก็ยังมีเสียงโหยหารัฐประหาร (Late Democratic Revolution);

และ 3. ล่าช้าในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Late Decentralization)

อะไรคืออุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการพัฒนาหลัก 3 ด้านของรัฐและสังคมไทยจากอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน? อุปสรรคมีอย่างน้อย 8 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. การตกเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นในห้วง 1 ทศวรรษแรก เปิดโอกาสให้ชนชั้นปกครองเดิมยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ส่งผลกระทบต่อมาอย่างมหาศาล เรื่องแรก เพราะเขาอยู่ในอำนาจต่อไป เขาจึงมีฐานะเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงจากบนสู่ล่าง

2. เวลานั้นข่าวสารไม่เผยแพร่เช่นปัจจุบัน ประชาชนไม่ทราบเรื่อง จึงรู้น้อยหรือไม่รู้เลยเรื่องลัทธิล่าเมืองขึ้นจากเพื่อนบ้าน แต่เพราะรัฐไม่บอก

ส่วนการตกเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นก็ไม่มีความรู้เลย เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐก็ไม่เคยเปิดเผย สังคมไทยจึงขาดความรู้และไม่มีประสบการณ์ด้านลบกับการกดขี่ข่มเหง-เอารัดเอาเปรียบจากต่างชาติ ไม่ตื่นตัวเรื่องรักชาติ ลัทธิชาตินิยม ความรู้เรื่องการบริหารรัฐ นโยบายและภาษีที่กระทบประชาชน ไม่เคยมีการชุมนุมเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้นทางการเมือง ฯลฯ

ในขณะที่รัฐเมืองขึ้นรอบๆ มีประสบการณ์ทั้งด้านการปกครองโดยคนต่างชาติ คำสั่ง-กฎหมายใหม่ๆ การชุมนุมเรียกร้อง การต่อสู้คัดค้าน วัฒนธรรมแบบใหม่ของผู้ปกครอง ศาสนา ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ รัฐกึ่งเมืองขึ้นของสยามไม่เคยพบสิ่งเหล่านี้

3. ผู้นำสยามเร่งปรับตัวอย่างหนักเพื่อจะไม่ตกเป็นรัฐเมืองขึ้นแบบเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การรวมศูนย์อำนาจทุกด้านโดยส่วนกลาง ทั้งการปกครอง ตำรวจ ศาสนา การศึกษา การควบคุมและเผยแพร่ข่าวสารความรู้เฉพาะเกี่ยวกับชนชั้นปกครอง บทบาทของรัฐ และเร่งส่งบุตรหลานไปเรียนต่อ โดยเฉพาะด้านการทหารและกฎหมายเพื่อหวังสร้างประเทศให้เข้มแข็งด้านความมั่นคงและการควบคุมสังคม

(ขณะที่ญี่ปุ่นในยุคเดียวกันเร่งปฏิรูปสังคมด้วยการส่งคนไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ) แต่รัฐไทยเพิ่งเริ่มพัฒนาการศึกษาภาคบังคับ และสร้างสถาบันอุดมศึกษาเพียงแห่งเดียวเพื่อผลิตข้าราชการออกมารับใช้รัฐ

4. รัฐรวมศูนย์อำนาจมาก ขบวนประชาธิปไตย พ.ศ.2475 จึงต้องปิดลับอย่างมาก คนจำนวนน้อยทำงานอย่างรัดกุม และปกปิดอย่างที่สุด โดยเฉพาะหลังจากเกิดกบฏ ร.ศ.130 (ไม่มีการชุมนุม การจัดอภิปราย หรือแจกข่าวสาร

การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 จึงพบอุปสรรคมาก แม้แต่ตำแหน่งนายกฯ คนแรกหลังชัยชนะในการปฏิวัติเมื่อปี 2475 คณะราษฎรกลับยอมยกให้ขุนนางคนสำคัญของฝ่ายอำนาจเก่าอย่างน่าประหลาดใจยิ่ง

ไม่แปลกใจที่การพัฒนาประชาธิปไตยของสยามได้พบอุปสรรคมากมายตลอดมานับแต่นั้น

5. ต้นทศวรรษ 2490 สหรัฐรู้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังได้เปรียบ เจียง ไคเชก ใกล้จะแพ้ ขบวนการสังคมนิยมอินโดจีนก็เติบโตเร็วมาก โฮจิมินห์เป็นเพื่อนของดร.ปรีดี พนมยงค์ สหรัฐต้องการใช้ไทยเป็นฐานสู้กับฝ่ายสังคมนิยม เพิ่มเติมจากการใช้ฟิลิปปินส์เป็นฐาน เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศเกาะและอยู่ไกลออกไป เมื่อเทียบกับไทยซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับจีน-ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา จึงสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์และกองทัพไทยให้เข้ายึดอำนาจในปี 2490

ต่อจากนั้น ก็ทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยและการปราบปรามจับกุมนักการเมืองก้าวหน้าในไทยโดยเฉพาะภาคอีสาน

ต่อจากนั้น ก็สถาปนาระบอบเผด็จการสฤษดิ์ เร่งพัฒนาเศรษฐกิจในไทยโดยเฉพาะระบบข่าวสาร การศึกษา ทางหลวง การค้ากับญี่ปุ่น-ยุโรป-สหรัฐเพื่อกีดกันไทยออกจากกลุ่มสังคมนิยมของจีน-อินโดจีน-มาเลย์ ฯลฯ

6. ขบวนการประชาธิปไตยไทยตื่นตัวขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2500-2510 อันเป็นผลพวงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลไทยที่สหรัฐเข้ามากำหนดและสนับสนุนตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 รวมทั้งผลพวงของการต่อต้านสงครามอินโดจีน

แต่ฝ่ายชนชั้นปกครองก็ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารถึง 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2490-2557

จัดทำรัฐธรรมนูญที่กำหนดกติกาให้รับใช้อำนาจของฝ่ายเขาถึง 13 ครั้ง

ระยะหลังๆ พัฒนาระบบศาลให้รับใช้ฝ่ายผู้มีอำนาจ ด้วยการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพราะคนรุ่นใหม่เห็นว่ารัฐประหารล้าหลังมากเพราะเป็นตัวการทำลายการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย

การพัฒนาของพรรคการเมืองและนักการเมือง และขบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศจึงล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา

7. ในสภาพความขัดแย้งเหล่านี้ เราเริ่มจะเห็นปัญหาต่างๆ อันเกิดจากการรวมศูนย์มายาวนาน ไม่มีการตรวจสอบ ลงโทษผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากรัฐและระบบราชการ

แต่เพราะระบบรวมศูนย์ทุกอย่าง การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การให้ตำรวจขึ้นต่อองค์กรปกครองท้องถิ่น การปฏิรูประบบสุขอนามัย โรงเรียน วิทยาลัย ระบบป่าไม้ ทางหลวง รถไฟ ผังเมืองโดยองค์กรท้องถิ่น เมื่อคนท้องถิ่นขาดประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารโดยตรงในเรื่องเหล่านั้น

ผิดกับประเทศที่เป็นรัฐเมืองขึ้น ทุกอย่างจึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนา

และ 8. ระบบโลกาภิวัตน์และยุคเทคโนโลยีข่าวสารในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผู้คนได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น ผู้คนรับรู้ข่าวสารมากมายและรวดเร็วก็จริง

แต่ก็มีปัญหา เช่น ข่าวเท็จ ข่าวลวงแน่นอน ระบบการบริหารที่คอร์รัปชั่น ทุจริตในโครงการต่างๆ ระบบเจ้าพ่อ การซื้อสิทธิขายเสียง การโค่นป่า ฯลฯ สังคมต้องการพลเมือง ฝ่ายสื่อสารมวลชนที่เข้มแข็ง ส.ส. ส.ว.ที่มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้ก็ต้องยกระดับคุณภาพของประชากร แต่รัฐที่รวมศูนย์ทุกๆ ด้าน ก็ย่อมต้องการพลเมืองที่มีคุณภาพ เลือกตัวแทนประชาชนที่มีคุณภาพเข้าไปทำงาน

คำถามก็คือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะใช้เวลาเท่าใด ฯลฯ

บทส่งท้าย

เมื่อการเอาชนะความล่าช้า 3 ด้านหลักของสังคมไทย คือ การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการรัฐ, การพัฒนาประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ต้องการการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ถึง 8 ข้อ ทั้งสองด้านนี้อาศัยซึ่งกันและกัน และเมื่อประชาชนยกระดับคุณภาพทุกๆ ด้านมากขึ้นๆ นั่นคือโอกาสของสังคมไทยในอนาคต

แต่รัฐที่รวมศูนย์อำนาจมายาวนานมาก ประกอบกับการไม่เป็นตกเป็นเมืองขึ้น และรัฐเป็นรัฐสมบูรณาฯ ยาวนาน ผลก็คือ ประชาชนขาดโอกาสและประสบการณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองก่อนแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

การศึกษาที่โหมไล่หลังการพัฒนาของโลกทุนนิยมในระยะหลังๆ จึงหันไปเน้นการสร้างช่างเทคนิคด้านต่างๆ เช่น หมอ หมอฟัน เภสัช พยาบาล วิศวกร นักบัญชี ศิลปิน เกษตรกร นักกฎหมาย ฯลฯ

โดยลืมไปว่า ความรู้พื้นฐานของสังคมที่บัณฑิตแต่ละคนพึงมีร่วมกันคือการบริหารและการปกครองประเทศ การผลักดันนโยบาย และการควบคุมผู้บริหารและข้าราชการในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การนำเอาภาษีอากรไปพัฒนาด้านต่างๆ ที่เหมาะสม

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดในขณะนี้ มีอย่างน้อย คือ ความใหญ่โตเกินไปของกรุงเทพฯ ที่เป็นทั้งเมืองหลวง และศูนย์กลางทุกๆ ด้านในการพัฒนา แทนที่จะกระจายความเก่งหรือจุดแข็งที่เมืองอื่นๆ ก็มีออกไป ผลก็คือ รัฐที่รวมศูนย์อำนาจและกระจุกทรัพย์สินต่างๆ ไว้ที่เมืองหลวงกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ระยะหลังๆ ยกเอามหาวิทยาลัย 10 กว่าแห่งไปไว้ที่เชียงใหม่ ทำให้เชียงใหม่ศูนย์กลางการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา และศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งระบบราชการ

ส่งผลให้เชียงใหม่เมืองในหุบเขาจะเผชิญปัญหารอบด้านในอนาคต แทนที่จะเร่งกระจายความเจริญไปยังเชียงราย ลำปาง แพร่

กระทั่งลดความเป็นศูนย์ราชการที่กรุงเทพฯ ออกไปจังหวัดอื่นๆ และกระจายอำนาจให้จังหวัดเช่น โคราช ภูเก็ต อุดรธานี อุบลฯ เชียงใหม่ สงขลา นครสวรรค์ พิษณุโลก ชลบุรี ฯลฯ มีผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน กลับไม่สนใจ

คิดได้แต่การแต่งตั้งข้าหลวงไปปกครอง 1-2 ปีก็ย้าย แต่ปัญหาต่างๆ ของจังหวัดกลับไม่มีการแก้ไข

ลัทธิกรัมชี่ ได้ชี้ให้เราเห็นว่าแม้ เศรษฐกิจอันเป็นรากฐานของสังคม ได้พัฒนาไปเป็นแบบทุนนิยมตลอดมา ได้กดขี่ขูดรีดกรรมกรและประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มีฐานะยากจนและช่องว่างระหว่างรายได้ของชนชั้นสูงกับชนชั้นล่างนับวันถ่างออกๆ แต่ระบบความรู้ ความนึกคิด ค่านิยมในสังคม การศึกษา ศาสนา รวมทั้งระบอบการเมือง การปกครอง กฎหมาย และการบริหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นโครงสร้างระดับบน ซึ่งสัมพันธ์กับรากฐานทางเศรษฐกิจอย่างแนบแน่น

ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้นว่าการเมือง และการศึกษาต้องแก้ไข ไปพร้อมๆ กันกับปัญหาเศรษฐกิจแต่ก็ขาดพลังทางการเมืองที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขได้ในเร็ววัน ขณะที่รอบบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีนก็เขาแก้ไขปัญหาการเมืองการบริหารเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในทุกๆ ระดับ

ระบอบการเมืองสมัยใหม่จะต้องไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้วอย่างเด็ดขาด เพราะทั่วทั้งโลกไม่ยอมรับระบบนี้

เช่นเดียวกัน การนำเอาคนไร้ความสามารถมาเป็นรัฐบาล จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง หน้าตาของรัฐมนตรีก็ยังเป็นคนเดิมหรือเป็นลูกหลาย ก็ต้องยุติได้แล้ว และสิ้นสุดกันที

การนำเอาองค์กรอิสระมาทำหน้าที่ตัดสินคดีต่างๆ ทำลายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นระยะๆ ก็ควรสิ้นสุดกันเสียที

ลัทธิกรัมชี่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมืองกับสังคม จะต้องหนุนส่งกันไปด้วยกัน การปฏิรูปการศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ระบอบการเมืองการบริหารและสังคมวัฒนธรรมจะได้ก้าวไปข้างหน้า

การวิเคราะห์บทบาทของทั้งสองส่วนต่อสังคมที่มีผลต่อประชาชนจึงไม่อาจละเลยส่วนหนึ่งส่วนใดได้อย่างเด็ดขาด

ในอดีต ความคิดโน้มเอียงของนักลัทธิมาร์กซ์บางกลุ่ม นั่นคือ ถือว่าปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญมาก และมีบทบาทชี้ขาดในการเปลี่ยนแปลงของสังคม หรือที่มีบางคนเรียกว่า ปัจจัยเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนด (Economic Determinism) ปัจจัยอื่นๆ ล้วนเป็นรอง

กรัมชี่ได้ช่วยให้ผู้ศึกษาในวงการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เห็นว่า สังคมเป็นองค์รวมของปัจจัยด้านต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกันทั้งหมด และอาจมีปัจจัยบางอย่างมีบทบาทสำคัญในบางช่วง แต่ก็มิใช่ทุกช่วง เพราะแต่ละด้านมีบทบาทให้เห็นคุณค่าสำคัญในมิติและระยะเวลาที่ต่างกันออกไป

ในแง่ดังกล่าว บทบาทสำคัญของลัทธิกรัมชี่ก็คือ การชี้ให้เห็นความสำคัญของปัจจัยรอบๆ ตัวและปัจจัยในสังคมทุกๆ ด้านทั้งอดีตและปัจจุบันที่มีผลใหญ่หลวงต่อระบบความคิดและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละระยะ อย่างน้อยที่สุด ประเด็น Economic determinism ถูกตัดทิ้งไปแล้ว และปัจจัยแต่ละด้านในสังคม ทั้งปัจจัยรากฐานคือ ด้านเศรษฐกิจ และโครงสร้างส่วนบนของการเมือง-กฎหมายและวัฒนธรรมของสังคม จะต้องได้รับการศึกษาและพิจารณาควบคู่กันไป จะละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ (หลายคนเรียกวิธีคิดเช่นนี้ว่า วิธีการศึกษาสังคมแบบสหวิทยาการ -Interdisciplinary approach)

กรัมชี่ย้ำว่า ณ ที่นี้ วิธีการมองก็คือ การนำเอาทั้งลัทธิมาร์กซ์และลัทธิกรัมชี่เข้ามาผสมผสานกันอย่างจริงจัง ไม่มีการละเว้นลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอันขาด…..



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’