เลือกผิด มีสิทธิ์ ‘ต่ำร้อย’ กู้วิกฤตศรัทธา ‘ขาลง’ พรรคเพื่อไทย ถึงเวลา ‘จาตุรนต์’ ได้ ‘ฉายแสง’? จุลพันธ์ มาแรงขึ้น ‘แม่ทัพ’ ชน ‘พรรคส้ม’
การเมืองจับตาการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ซึ่งขณะนี้มี 4 รายชื่อถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่
1. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่น จุดแข็งในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน
2. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ที่มีเสียงสนับสนุนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานช่วย น.ส.แพทองธาร ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง
3. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นในสภา และเคยเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
4. นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีความโดดเด่นงานสภาเช่นเดียวกัน และเคยทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายสรุปจบในหลายๆ ครั้ง
รายงานข่าวเปิดเผยว่า รายชื่อที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุดคือนายจาตุรนต์ เพราะต่างมองที่จุดเด่นในความเป็นนักประชาธิปไตย เหมาะจะมานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค
ในส่วนของ นพ.ชลน่าน ที่มีความโดดเด่นเรื่องความเป็นผู้นำ ส.ส.บางส่วนเห็นว่าควรให้ไปลุ้นเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่ต้องเสนอจำนวน 3 รายชื่อ
รายงานข่าวยังระบุว่า ในส่วนของว่าที่หัวหน้าพรรค ไม่มีชื่อของนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หลานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีบทบาทสูงในพรรคขณะนี้
ความเห็นจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี ระบุว่า มองว่านายจาตุรนต์เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เนื่องจากนายจาตุรนต์ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย มีความเหมาะสม มีความเป็นผู้นำ เป็นคนที่คิดอะไรตรงไปตรงมา
“ยอมรับว่าการนำเสนอครั้งนี้ยังไม่คุยกับนายจาตุรนต์ และไม่ได้ปรึกษาใครในพรรค ทั้งนี้ เป็นความเห็นของผมในฐานะเป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ที่กำลังจะเลือกหัวหน้าพรรค ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยผมขอเสนอนายจาตุรนต์ เป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนที่ชัดเจนในทางการเมืองมาตลอด และเดินในแนวทางประชาธิปไตยมาตลอดชีวิตการเมือง เป็นสิ่งที่จับต้องได้ รวมทั้งเป็นคนมีความรู้ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร บนเวทีการเมืองที่การแข่งขันรุนแรงมาก” นายสมคิดกล่าว
เช่นเดียวกันกับนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ระบุว่า มองว่าคนที่เหมาะสมคือนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ยืนอยู่กับพรรคไทยรักไทยจนถึงวันนี้ ผ่านเหตุการณ์ต่อสู้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ที่สำคัญประวัติส่วนตัวก็ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยร่วมกับคนเดือนตุลา
สถานการณ์ในวันนี้ นายจาตุรนต์สามารถเชื่อมคนรักประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน จึงเหมาะสมกับการนำพรรคเพื่อไทยในสถานการณ์นี้ ไม่มีใครเหมาะสมเท่านายจาตุรนต์ หวังว่าคนในพรรคทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ จะประสานกันเลือกนายจาตุรนต์มานำพรรค เพื่อให้ภาพของพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับประชาชนต่อไป
ขณะที่ในการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ก็มีการหารือถึงคุณสมบัติ รวมถึงตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ โดยได้เปิดให้ ส.ส.ได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง
อาทิ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ลุกขึ้นพูดว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ สามารถโชว์บนเวทีดีเบตกับพรรคต่างๆ ได้ สามารถยืนบนเวทีสาธารณะทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศได้ ส่วนตัวเห็นว่านายจาตุรนต์มีความเหมาะสม จากนั้นก็มี ส.ส.บางส่วนลุกขึ้นพูดสนับสนุนไปในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เสียงสนับสนุนนายจุลพันธ์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก็น่าจับตา พวกเขามองว่า นายจุลพันธ์ถือเป็นคนรุ่นกลางในพรรคเพื่อไทย สามารถเชื่อมคนรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งได้ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เคยผ่านงานเป็น รมช.คลัง สามารถขึ้นเวทีดีเบตสู้กับพรรคอื่นได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร
ด้านนายดนุพร ปุณณกันต์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมว่า จะทราบในวันประชุมใหญ่ว่ามีชื่อใดบ้างที่จะเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่ง 4-5 ชื่อที่มีผู้เสนอในวันนี้มีทั้งรายชื่อที่สื่อนำเสนอไปแล้ว และรายชื่อใหม่ที่ยังไม่ได้พูดถึง
เมื่อถามว่าที่ประชุมวันนี้มีการเสนอชื่อคนตระกูลชินวัตรเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีคนนามสกุลชินวัตรถูกเสนอชื่อขึ้นมา และคิดว่าในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ก็ไม่น่ามีการเสนอชื่อคนนามสกุลชินวัตร
เมื่อถามว่าหัวหน้าพรรคจำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า ถ้าดูตามสถานการณ์ในอดีต หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ
ส่วนมุมมองจากบุคคลภายนอกพรรคเพื่อไทย ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ทางช่อง Youtube Matichon TV ระบุว่าทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นเป้าหลอกทั้งคู่
กรณีของนายจาตุรนต์ ในสายตาคนนอกถือเป็นนักการเมืองที่อภิปรายได้ดีมากๆ น่าจะดีที่สุดในพรรคเพื่อไทย ณ วันนี้ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และในเชิงหลักการหรือเชิงอุดมการณ์ ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะนำพาพรรคเพื่อไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอย เป็นฝ่ายประชาธิปไตย นี่คือมุมมองจากคนนอก
แต่ในการทำพรรคการเมืองจะมองแบบคนข้างนอกไม่ได้ ต้องไปมองจากคนข้างใน ซึ่งคุณจาตุรนต์เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในการไปตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งหลายคนมองว่าความสามารถในการที่จะดูแลผู้สมัครในพรรคยังไม่ดีเท่าที่ควร เป็นบทพิสูจน์ ณ จุดหนึ่งว่า นายจาตุรนต์อาจจะยังไม่เหมาะกับงานจัดการภายในพรรคการเมือง
ผศ.ดร.วีระกล่าวอีกว่า หากเกิดกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่เป็นหัวหน้าพรรคแค่ในนาม ไม่ใช่คนที่มีบทบาทหรืออำนาจนำจริงๆ เช่น ในปี 2562 ที่มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค แต่แคนดิเดตนายกฯ ขณะนั้นคือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดูจะมีบทบาทสูงกว่าในฐานะฝ่ายยุทธศาสตร์พรรค จะทำให้การต่อสู้ของพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้
และที่สำคัญ หากได้หัวหน้าพรรคที่ไม่ใช่ตัวจริง การดูแล ส.ส.ในพรรคทำได้ไม่ดี ก็อาจเกิดเหตุการณ์พรรคเพื่อไทยแตก ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทยแทน พรรคเพื่อไทยจะมีขนาดเล็กลงไปอีก และความเชื่อใจของคนต่อพรรคเพื่อไทยจะยิ่งลดน้อยถอยลง พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่สามารถกลับมายืนในตำแหน่งที่มี ส.ส.มากกว่าร้อยเสียงได้อีกครั้ง
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ Facebook แสดงความคิดเห็นถึงการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคเพื่อไทยว่า ถึงแม้ว่านายจาตุรนต์จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.มากที่สุด เพราะความพยายามสร้างภาพตัวเองให้เป็นสัญลักษณ์ของนักประชาธิปไตย ที่พรรคหวังจะใช้ดึงคะแนนเสียงที่หายไปกลับมา
แต่ถ้ามองกันในเชิงกลยุทธ์จริงๆ การตัดสินใจครั้งนี้ควรจะเป็นการมองไปข้างหน้า เพื่อวางรากฐานระยะยาวให้กับพรรค มากกว่าการหวนกลับไปใช้นักการเมืองหน้าเก่าอย่างนายจาตุรนต์ ที่มีดีแค่คำพูด พูดเอาหล่อ
ในความเห็น นายจุลพันธ์จึงเป็นตัวเลือกที่อาจจะลงตัว และมีความเหมาะสมทางกลยุทธ์มากกว่าคนอื่นๆ ที่จะเข้ามานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพราะพอจะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความสดใหม่ทางการเมือง และยังมีประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับผู้บริหารชุดก่อนอย่างใกล้ชิด ความต่อเนื่องตรงนี้จะช่วยให้ทิศทางและวิสัยทัศน์ของพรรคเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นไม่สะดุด
นอกจากนี้ การผลักดันผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่มีภาพความขัดแย้งเก่าๆ จะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของพรรคให้มีความทันสมัย และดึงดูดฐานเสียงคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในอนาคตได้ดีกว่า
ต้องจับตาวันที่ 31 ตุลาคมนี้ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ กับภารกิจกู้วิกฤตศรัทธาของพรรคเพื่อไทย ในวันที่อาจมองได้ว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
