bg-single

สรร ‘ฮั้ว’ มหาวิทยาลัย | สุรชาติ บำรุงสุข

30.10.2025

     หนึ่งในคำถามของการเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จะถูกพรรคพวกข้างนอกมหาวิทยาลัยถามเสมอว่า ในมหาวิทยาลัยมีการคัดเลือกผู้บริหารอย่างไร เช่น อธิการบดี และบรรดาคณบดี หรือหัวหน้าส่วนงานมีที่มาอย่างไร … ใช้ระบบแต่งตั้ง (แบบรัฐบาลรัฐประหาร) หรือระบบเลือกตั้ง (แบบรัฐบาลประชาธิปไตย)

      ผมเชื่อว่า หลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจพอสมควร เพราะการเลือกผู้บริหารคือ อธิการบดีถือเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จะบ่งชี้ถึงอนาคตที่ดีหรือไม่ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และในระดับคณะก็ไม่แตกต่างกัน

ระบบการสรรหา

      ระบบที่ใช้ในมหาวิทยาลัยเป็น “ระบบสรรหา” หรืออาจจะเรียกประมาณหนึ่งว่าเป็น “การเลือกตั้งทางอ้อม” แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่โดยหลักการแล้ว เป็นระบบเดียวกันทุกมหาวิทยาลัย คือ ใชัระบบของการเลือกตั้งทางอ้อม โดยมีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ได้มอบอำนาจทำหน้าที่เป็น “กรรมการสรรหา” เป็นผู้เลือกแทนคนทั้งหมดในประชาคม

       ในระดับมหาวิทยาลัย กรรมการสรรหาจะเป็นผู้เลือกอธิการบดี และเลือกนายกสภามหาวิทยาลัย เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย ในส่วนของกรรมการสรรหาในระดับภายในจะเป็นผู้เลือกคณบดี

        ถ้าเช่นนั้นแล้ว กรรมการสรรหามีที่มาที่ไปอย่างไร และดำเนินการด้วยความโปร่งใสหรือไม่

        ดังนั้น วันนี้ เลยอยากขอมาคุยให้ฟังเรื่องการสรรหาภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องภายในมาก เพราะเป็นเพียงระดับคณบดีและหัวหน้าส่วนงาน แต่ปัญหานี้ ก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของ “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” อย่างชัดเจน และมีส่วนต่อการกำหนดอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างมากในทางหนึ่งด้วย

        ว่าที่จริง ระบบการสรรหาเช่นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยในยุคหนึ่งด้วย กล่าวคือ ในยุคหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เกิดคำถามจากทางด้านนิสิต นักศึกษาอย่างมากว่า พวกเราสามารถที่จะมีส่วนเลือกผู้บริหารในมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ เช่น เรามีสิทธิ์ในการเลือกอธิการบดี หรือคณบดีหรือไม่

         ผมจำบรรยากาศได้ดีในเวที “สัมมนาประชาธิปไตย” ระหว่างอาจารย์กับนิสิตในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วงปิดภาคฤดูร้อนแรกหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่เพิ่งผ่านไป โดยเสมือนเป็นเวทีที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกันในบริบททางการเมือง อาจจะเพราะพวกเราอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ อาจารย์กับลูกศิษย์จึงได้มีโอกาสนั่งคุยกันในเรื่องทางการเมืองในระดับชาติ และการเมืองในระดับมหาวิทยาลัย

         พวกผมที่เพิ่ง “ชนะศึก” ล้มรัฐบาลทหารมาจากถนนราชดำเนิน เราจึงมีทัศนะแบบกระตือรือล้นกับประเด็นประชาธิปไตยอย่างมาก จำได้ว่าด้วยความ “ละอ่อน” ทางการเมือง ทำให้หนึ่งในข้อเสนอถึงอาจารย์ที่คณะฯ ก็คือ การขอมีส่วนในการเลือกคณบดี คือ ต้องการมีการเลือกเป็นแบบ “การเลือกตั้งทางตรง” ในเวทีการเมือง

        ปัญหานี้ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในการประท้วงการเลือกอธิการของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องมีการนำเอาตัวแบบที่ใช้ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา

         แต่หลังจากการปราบปรามนิสิตนักศึกษาครั้งใหญ่ในปี 2519 แล้ว เป็นที่ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยจะใช้กระบวนการการสรรหาในการเลือกผู้บริหารมหาวิทยาลัยในระดับต่างๆ และถือเป็นแบบแผนมาตรฐานในการนี้ และเชื่อว่า ระบบนี้จะเกิดการ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” ในตัวเอง เพราะมีองค์ประกอบของบุคคลจากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นกรรมการ ไม่ใช่กระบวการที่อยู่ในอำนาจของอธิการและพวกแต่เพียงฝ่ายเดียว

Block Voting !

         สำหรับคณะกรรมการสรรหาในการคัดเลือกอาจารย์เข้าดำรงตำแหน่งคณบดีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส (ไม่ใช่บ้านตัวเองที่จุฬาฯ) จะมีกรรมการ 5 คน คือ ประธานการสรรหาที่มาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย กรรมการอีก 4 คน ได้แก่ อธิการบดี ผู้แทนคณบดี ผู้แทนอาจารย์ที่นั่งในสภามหาวิทยาลัย ตัวแทนจากคณะที่จะมีการสรรหา

        ถ้าพิจารณาจากแง่มุมเช่นนี้ ก็อาจจะไม่เห็นปัญหาอะไร แต่สิ่งที่เป็นคำถามสำคัญก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทั้ง 4 กลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน หรืออาจจะเรียกตามสายอำนาจว่า “อธิการคอนเนคชั่น” ตอบได้ทันทีว่า จะเกิดสภาวะ “บล๊อกโหวต” (block vote) ทันที หรืออย่างมากที่สุด ก็เกิดผลในลักษณะ “3:1” จากการลงคะแนนเสียง (คนค้านมักมาจากตัวแทนอาจารย์)

       ผมนั่งเป็นประธานสรรหามาระยะหนึ่ง รู้สึกอย่างมากว่า การสรรหาคณบดี อาจกลายเป็นการ “สรรฮั้ว” ได้ไม่ยาก ถ้าทุกอย่างตกอยู่ในสภาวะ “อธิการคอนเนคชั่น” (อดถามตัวเองไม่ได้ว่า แล้วต่างกับ “ฮั้ว สว.” อย่างไร)

        ผมเคยได้รับการบอกว่า ถ้ามีคนร้องเรียนก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการตรวจสอบในทางกฎหมายจะเน้นเฉพาะกระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้น จะไม่มีการถอยกลับไปพิจารณาปัญหาที่มาของตัวบุคคลที่ลงรับการสรรหาแต่อย่างใด กล่าวคือ ถ้ากระบวนการครบ ก็ถือว่าทุกอย่างถูกต้องแล้ว ไม่อาจคัดค้านท้วงติงได้ และในฐานะที่ต้องเป็นประธาน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกเสียงอะไรโดยมารยาทของการเป็นประธาน หรือถ้าจะไปท้วงติงอะไร คงไม่ง่ายนักกับสภาวะ “บล็อกโหวต” เพราะมี 4 เสียงเป็นเอกฉันท์ จะไปคัดค้านอะไรได้จริงๆ ประธานจะเหลือเพียงหน้าที่ธุรการ คือ เซ็นเอกสารส่งเข้าสภามหาวิทยาลัย เพื่อขอการรับรองอย่างเป็นทางการ

       มีคนถามว่าประธานสรรหาทำอะไรได้บ้าง คำตอบสิ่งที่ทำได้ คือ “ทำตาปริบๆ” และบางทีด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยในภูมิภาค คนภายในองค์กรจะมีลักษณะ “กลัวอำนาจ” และทั้งไม่กล้าสู้ … ไม่พร้อมสู้ แต่ก็เข้าใจได้นะครับ ยกเว้นในมหาวิทยาลัยที่มีความขัดแย้งและการต่อสู้มาอย่างยาวนาน จึงจะเห็นคนในลุกขึ้นสู้บ้าง

เรื่องเล่า … ขออย่าเป็นเรื่องจริง!

       ผมอยากขอตัวอย่างสักกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ ขอให้คิดว่าเป็นเรื่องสมมติเพื่อเล่าสู่กันฟังให้เห็นปัญหาธรรมภิบาลในแวดวงมหาวิทยาลัย ดังต่อไปนี้

       กาลครั้งหนึ่ง … ผู้เข้ารับการสรรหามาจากเครือข่ายอธิการ มีสถานะในโครงสร้างการบริหารด้วยการมีตำแหน่งมาก่อน การนำเสนอวิสัยทัศน์ดูจะตอบรับกับทิศทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเด็นที่มหาวิทยาลัยต้องการอย่างมาก ผมจึงมีคำถามเล่นๆ ว่า “ข้อสอบรั่ว” ไหม ผมรู้ว่าผมมีสิทธิ์แค่ตั้งความสงสัยกับตัวเอง เพราะไม่มีทางที่จะพิสูจน์ได้จริงว่า “ข้อสอบรั่ว”

       แต่ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า ทำให้เกิดการได้เปรียบ/เสียเปรียบโดยตรงในการสรรหาใช่หรือไม่ หรือจะตีความว่าเป็น “ปัญหาจริยธรรม” ในกระบวนการสรรหาได้หรือไม่

       เว้นแต่จะตอบว่า มหาวิทยาลัยในภูมิภาค เป็นเหมือนพวก “ไกลปืนเที่ยง” ผู้มีอำนาจก็เลยไม่ต้องรู้สึกแคร์อะไรกับการใช้อำนาจที่อาจมีความล่อแหลมต่อการตีความ และเมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ก็จะมี “นักกฎหมาย” มาทำหน้าที่ทนายแก้ต่าง ปกป้องเสมือนดัง “องครักษ์พิทักษ์ระบบเดิม” กระบวนการสรรหาเช่นนี้จึงเป็นเสมือน “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด (ไม่อยากเรียก “องครักษ์พิทักษ์อธิการ” เดี๋ยวจะโกรธกันไปอีก)

      ในกรณีนี้ ยังมีตัวแทนคณบดีก็เคยเป็นคนในฝ่ายบริหารมาก่อน แล้วจึงมาเป็นคณบดี และได้รับเลือกมาเป็นกรรมการสรรหา ถ้าจะกล่าวถึงปัญหาธรรมาภิบาล ความโปร่งใสก็คงตอบได้ยาก แต่สภาวะเช่นนี้จะถือเป็นประเด็นปัญหา “ผลประโชน์ทับซ้อน” หรือไม่ เพราะล้วนเป็นคนในเครือข่ายเดียวกันหมด โดยเฉพาะผู้ที่รับการสรรหายังสถานะเป็นที่ปรึกษาของคณบดีที่เป็นกรรมการสรรหาอีกด้วย

      ในทางรัฐศาสตร์ เราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่าเป็นเสมือน “การเลือกตั้งในระบอบคอมมิวนิสต์” เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ได้คัดคนมาให้เราเลือก คนที่เข้ามาก็คือ “คอนเนคชั่นพรรค” ไม่มีคนนอกให้เลือกแต่อย่างใด

       ความน่าสนใจอีกประการมาจากผู้ที่เป็นตัวแทนหน่วยงานที่จะต้องเป็นกรรมการ ผมรู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นตัวแทนเสียงของหน่วยงานนั้น แต่มาด้วยเหตุผลบางประการ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้าไปคุยกับหน่วยงานนั้นโดยตรงก่อนการสรรหา จึงพอเห็นสภาพปัญหาบางอย่าง (ผมอาจจะเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ที่เห็นการเมืองไทยมาพอสมควร ตอบในใจได้ด้วยสำนวนการเมืองทันทีว่า ตัวแทนคนนี้ “ถูกซื้อ” แล้วในทางการเมือง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสินทรัพย์ อีกทั้ง การสรรหาในมหาวิทยาลัยไม่ต้องรอ “คืนหมาหอน” เช่นในการเลือกตั้ง)

        ดังนั้น จึงอยากเสนอให้มีการพิจารณาถึงเสียงของคนในองค์กร ที่เราเรียกว่าเป็น “popular votes” บ้าง เพราะบางครั้ง ผู้ที่เป็นตัวแทนมา เขาเป็น “ตัวแทนเขาเอง” แต่ไม่ใช่ตัวแทนหน่วยงานแต่อย่างใด และเขาออกเสียงตามความต้องการของตัวเขา ไม่ใช่ออกเสียงตามความเห็นส่วนใหญ่ของคนในองค์กรเขา แต่เสียงเขาที่ออกในการสรรหา กลับกลายเป็นปัจจัยชี้ที่สำคัญว่า องค์กรนี้เลือกอาจารย์ท่านนี้ ทั้งที่เป็นเสียงเขาเอง

        ส่วนกระบวนการรับฟังความเห็นที่เป็นเหมือน “ประชาพิจารณ์” ก่อนการสรรหา ไม่ได้มีน้ำหนักอะไรจริงจัง หรือบางครั้งก็กลายเป็น “พิธีกรรม” เพื่อให้กระบวนการสรรหามีความครบตามองค์ประกอบ

สรรหา vs. สรรฮั้ว !

        ผมรู้ดีว่า ผมไม่มีทางแก้ไขอะไรเลยในเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีการท้วงติง “นักกฎหมายผู้พิทักษ์“ ก็จะแสดงความเห็นแบบ “บูชาตัวหนังสือ” ให้เสมอถือว่า ระเบียบของมหาวิทยาลัยเป็นเช่นนั้น ต่อให้กระบวนการจะมีความ “พิศดารพันลึก” ก็ไม่ควรหยิบมาเป็นประเด็น แต่ผมอาจจะเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เห็นต่าง ผมถือว่า กระบวนการที่ไม่มีความชอบธรรมในตัวเอง ไม่อาจอ้างเอาระเบียบมาคุ้มครองเหตุแห่งความไม่ชอบธรรมนั้นได้

         อยากขอกล่าวเป็นข้อสังเกตทั้งในบริบทประเทศและในส่วนของมหาวิทยาลัยว่า กฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเป็นกติกาที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่การสร้างกฎเพื่อคุ้มครองความไม่เป็นธรรม หรือเป็นการใช้กฎหมายเพื่อเป็นเหตุผลอ้างให้เราละเลยต่อความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น …

        ถ้าใช้กฎหมายเช่นนี้ ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า การพิทักษ์ “ความไม่เป็นธรรม” ของเหตุที่เกิดขึ้น การใช้กฎหมายแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากต่อ “จริยธรรมแห่งกฎหมาย” ของบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าเขาจะจบจากไหน หรือมีตำแหน่งอะไรก็ตาม ภาษาชาวบ้านคนต่างจังหวัดเรียกคนพวกนี้ง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า “ทนายโจร”

         ด้วยความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมยังเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตย การเลือกตั้งทางการเมืองหรือการสรรหาในมหาวิทยาลัย ไม่ได้ยืนบนหลักการที่แตกต่างกัน หากควรต้องยึดถือ “หลักเสรีและเป็นธรรม” (free and fair) ในกระบวนการนี้ มิฉะนั้น การสรรหาคณบดีจะเป็นเพียงการ “ฮั้ว” ในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เป็นการ “ฮั้ว” โดยมี “เนติบริกร” ช่วยจัดการ และมี “กรรมการผู้ทรงอำนาจ” เป็นผู้ให้การรับรอง … สภามหาวิทยาลัยแบบนี้ ทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น เพราะเป็นสภาที่ต้องใช้ยางมาก เนื่องจากเป็น “สภาตรายาง”

         ด้วยเหตุเช่นนี้ ผมจึงเรียกการสรรหาที่เกิดว่า การ “สรรฮั้ว” ในมหาวิทยาลัย และไม่กล้าตอบว่า แล้วต่างกับการ “ฮั้ว” ที่เกิดในเวทีการเมืองไทยอย่างไร ใครช่วยตอบผมทีเถอะครับ !

ท้ายบท

  1. เรื่องทั้งหมดนี้บอกประการเดียวว่า ถ้าจะสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็น “อำนาจนิยม” อย่าเอานักรัฐศาสตร์ที่ “นิยมประชาธิปไตย” ไปเป็นกรรมการผู้ทรงวุฒิของสภามหาวิทยาลัย เพราะคงไปกันไม่ได้ และจะเสียความรู้สึกกันไป
  2. เรื่องในข้างต้นเป็นเพียงเรื่องสมมติ ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ถือว่าเป็นความบังเอิญ หรือจะถือว่าเป็น “กรรม” ของมหาวิทยาลัยนั้น ก็แล้วแต่ !


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร