อย่าเพิ่งค้นหาทางภูมิศาสตร์นะครับว่า “มหาวิทยาลัยแม่ปู” อยู่ที่จังหวัดใด แม้ชื่อมหาวิทยาลัยอย่างนี้ อาจจะคล้ายกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อขึ้นต้นว่า “แม่…” ที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ เอาเป็นว่า ผมกำลังกล่าวถึงมหาวิทยาลัยสมมติแห่งหนึ่ง และเป็นมหาวิทยาลัยที่กำลังมีปัญหาภายในอย่างมาก
ผมอยากจะเริ่มด้วยข้อสังเกตที่ว่า ปัญหาภายในส่วนหนึ่งที่มีนัยสำคัญกับทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตก็คือ ความเชื่อที่ว่ามหาวิทยาลัยเป็นดัง “บริษัทส่วนตัว” ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และยิ่งผู้บริหารมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจด้วยแล้ว มหาวิทยาลัยมักจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นเสมือน “กิจการส่วนตัว” ของผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัย (หรืออาจเรียกว่า “privatization policy” มหาวิทยาลัยในแบบส่วนตัวและพรรคพวก)
การมีมุมมองในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดการ “ใช้อำนาจ” ในการบริหารมหาวิทยาลัยตามใจผู้บริหาร และยิ่งเกิดสภาวะ “รัฐประหารสภา” ด้วยการผลักดันคนที่มีความเกี่ยวข้อง และ/หรือ ใกล้ชิดจากเครือข่ายอำนาจของผู้บริหารมหาวิทยาลัย เข้ามานั่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้สำเร็จหมดแล้ว
การบริหารมหาวิทยาลัยในสภาพเช่นนี้ จึงอาจเป็นเสมือน “ระบอบอำนาจนิยม” ในวิชารัฐศาสตร์ ที่มีการใช้อำนาจบริหารได้โดยไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดของกฎและระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในสภาฯ เป็นตัวช่วยในการตีความสนับสนุน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นักรัฐศาสตร์อย่างผมตระหนักว่า นักกฎหมายที่ตีความให้โจรลอยนวลกินอยู่สบายๆ ได้นั้น น่ากลัวกว่าโจร เพราะทุกคนรู้ว่า “โจรคือโจร” แต่ไม่มีใครรู้ว่า นักกฎหมาย “อาจจะ” เป็นโจรกับพวกเขาด้วย (เพื่อความเป็นธรรม ผมใช้คำว่า “อาจจะ” นะครับ)
นัยของปัญหาเช่นนี้จะไม่ต่างจาก “ระบอบเผด็จการ” ที่เห็นทั่วโลก คือ ใครที่คัดค้านและเห็นต่าง จะถูกจัดให้เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” หรือที่ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า “ศัตรูทางการเมือง” ที่จะต้องจัดการเอาออกไปจากสภาฯ
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาเช่นนี้ จึงมีการคิดเพื่อให้เกิดการบริหารมหาวิทยาลัยที่มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส และออกแบบโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยด้วยการจัดตั้ง “สภามหาวิทยาลัย” ขึ้น ซึ่งสำหรับผู้บริหารบางคนที่ไม่นิยม “ระบบตรวจสอบ” แล้ว อาจจะมองว่า สภามหาวิทยาลัยเป็นเสมือน “ตัวยุ่ง” ที่จะมาคอยจับผิด และคอยจับจ้องฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย หรือบางครั้ง ก็อาจถูกมองว่าเป็น “ตัวรำคาญ” ที่คอยขัดขวางการใช้อำนาจที่ไม่ถูก-ไม่ต้องของผู้บริหาร
สำหรับในกรณีที่ การกระชับอำนาจของฝ่ายบริหารที่ดำเนินการ “ยึดอำนาจสภา” ด้วยการจัดวาง “เส้นสายและลิ่วล้อ” เข้ามานั่งกันอย่างสนุกสนานในสภามหาวิทยาลัยแล้ว เสียงคัดค้านและเห็นต่างในสภาแบบนี้ ก็อาจลดระดับกลายเป็นเพียง “ยุงรำคาญ” เท่านั้นเอง (แน่นอนว่า ไม่ถึงขั้นเป็น “ตัวรำคาญ” เสียด้วย)
ฉะนั้น หากเราหันกลับมาพิจารณาสภามหาวิทยาลัยด้วยข้อพิจารณาในการบริหารองค์กรแล้ว เราคงต้องยอมรับว่า สภามหาวิทยาลัยถูกออกแบบให้มีความสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่อนาคต ดังนั้น สภานี้จึงทำหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายและ/หรือยุทธศาสตร์ และทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลด้วยการออกกฎระเบียบต่างๆ ให้ถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งยังทำหน้าที่ในการรับรองการแต่งตั้งอธิการบดีและคณบดี ตลอดรวมถึงดูแลในเรื่องหลักสูตร การอนุมัติปริญญา และการก่อตั้ง/ยุบเลิกหน่วยงานในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ดังนั้น สภามหาวิทยาลัยจึงมีลักษณะเป็น “องค์กรยุทธศาสตร์” ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น และการคัดเลือกบุคคลเพื่อสรรหามาเป็นกรรมการสภาฯ จึงเป็นภาพสะท้อนสำคัญที่บ่งบอกถึงทิศทางมหาวิทยาลัยที่จะเดินไปในอนาคต แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม การคัดเลือกกรรมการสภาฯ เป็นเพียงเรื่องของ “เส้นสาย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” ของผู้บริหารแล้ว ผลที่เกิดจะทำให้สภาฯ เช่นนี้ กลายเป็นแหล่ง “3 หา” คือ “หาผลประโยชน์-หาอำนาจ-หาตำแหน่ง” สำหรับคนในองค์กรนั้น ทั้งยังอาจนำไปสู่การ “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ได้อีกด้วย
เมื่อใดก็ตามที่เกิดสภาวะ “3 หา” ขึ้น ความเป็นองค์กรยุทธศาสตร์ของสภามหาวิทยาลัย จะลดระดับลงเป็นเพียงองค์กร “รองมือ-รองเท้า” ให้กับการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร เพราะทำให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจได้ง่ายด้วยข้ออ้างว่าเป็นมติที่เห็นชอบของสภาฯ และสภาวะเช่นนี้คือ จุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั่นเอง
สภาวะ “3 หา” เช่นนี้ในบางกรณีมักจะตามมาด้วย “หาที่ 4” คือ “หากิน” ปัญหาเช่นนี้จะกลายเป็นคดีทุจริตในมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก ซึ่งหากเกิดการ “หาเงิน-หากิน” ในทางมิชอบแล้ว ผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยที่ยึดมั่นในแบบ “เส้นสาย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” จะดำเนินการในแบบ “3 วานร” ทันที คือ เป็นลิง 3 ตัวที่ “ปิดตา-ปิดหู-ปิดปาก” โดยผู้มีอำนาจในกรณีเช่นนี้จะใช้มนต์วิเศษผันตัวเองจากมนุษย์ปกติเป็น “3 วานร”
ในสภาพเช่นนี้ ฝ่ายบริหารอาจจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบกับคนประเภท “3 ขาใหญ่” ในมหาวิทยาลัย คือ คนที่เป็น “เส้นสาย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” ของฝ่ายบริหาร หรือถ้าเป็นการเมืองไทยก็คือ การเกิดสภาวะ “2 มาตรฐาน” ในกระบวนการธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย หรือในภาษาชาวบ้านคือ “เล่นพวก-พวกกู” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผมไม่คาดคิดว่า เราจะล้างปัญหาเช่นนี้ให้หมดไปจากมหาวิทยาลัยไทย เพราะภายใต้บริบทแบบ “ไทยๆ” เรายังคงต้องอยู่กับวัฒนธรรมเช่นนี้ แต่ก็อยากขอว่า “อย่าทำน่าเกลียดมาก” จนเกินงาม เพราะคนเขานินทากันไปทั่ว เช่น การเอากรรมการสรรหาอธิการฯ มาเป็นคณบดีในยุคสมัยตนนั้น ต้องถือว่าการเล่นพวกและ “ต่างตอบแทน” ที่ “หน้าด้าน” อย่างไม่สมควรทำ และทำให้กระบวนการสรรหากลายเป็นการ “สรรห่วย” ทั้งยังสะท้อนถึงความอ่อนแอของสภามหาวิทยาลัยในวงล้อมการกระชับอำนาจของฝ่ายบริหารอีกด้วย
แต่ในอีกด้านถ้าเมื่อใดก็ตาม มีปัญหาเกิดขึ้นกับพวกคนที่ “ขาเล็ก” หรือยิ่งเป็นพวกคน “ขาลีบ” ที่มักชอบคัดค้านฝ่ายบริหารในที่ประชุม ซึ่งเมื่อพวก “ขาเล็ก-ขาลีบ” หมดวาระจากตำแหน่งแล้ว การตั้งกรรมการสอบอาจจะตามมาทันที และผู้บริหารจะกลายเป็น “3 วานรใหม่” ที่พร้อมจะเปิดตา-เปิดหู-เปิดปากเข้าจัดการอย่างไม่รอช้ากับปัญหาบางประการที่เกิดในหน่วยงานนั้น เพราะคนที่หมดวาระไปคือ “ฝ่ายตรงข้าม” ที่ต้องจัดการ
นอกจากนี้ ความแปลกของ “มหาวิทยาลัยแม่ปู” คือ ถ้าเมื่อใดก็ตามคณบดีหมดวาระจากตำแหน่งแล้ว อธิการบดีจะใช้อำนาจที่ได้มาจากการตีความของ “นักกฎหมายองครักษ์” ในสภาฯ ให้อำนาจแก่อธิการบดีแต่งตั้งรองอธิการฯ ไปรักษาการคณบดีคณะนั้นทันที ซึ่งเป็นเสมือน “แต่งข้าหลวง” จากส่วนกลางไปคุมอำนาจ เพื่อป้องกันการกบฏ และถ้าผู้หมดวาระ เป็นฝ่ายตรงข้ามด้วยแล้ว กระบวนการ “ขุดคุ้ย” จะเริ่มเปิดปฎิบัติการทันที
อันทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าคณบดีท่านนั้นทำไม่ถูกต้อง และฝ่ายบริหารรับรู้แล้ว ทำไมฝ่ายบริหารไม่ว่ากล่าวตักเตือนในเบื้องต้น โดยไม่ต้องรอการหมดวาระก่อน … หรือทั้งหมดนี้คือ กระบวนการทำลายฝ่ายตรงข้ามในการเมืองมหาวิทยาลัย เพื่อให้พวกตัวเองที่เป็นฝ่ายบริหารได้มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ในการคุมมหาวิทยาลัย และการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้คือ สารตั้งต้นที่นำไปสู่การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัยอย่างน่ากังวล
อีกทั้ง การเอารองอธิการบดีไปรักษาการยังส่งผลต่อการสรรหาที่จะเกิดขึ้นในคณะนั้นเอง เพราะทำให้เกิดการคุมตัวแทนของคณะที่จะไปคัดเลือกคณบดีคนใหม่ แต่การทำเช่นนี้เป็นหลักประกันว่า จะได้คณบดีคนใหม่ที่เป็นสายของฝ่ายบริหารเท่านั้น ซึ่งก็มีคำถามในทางกลับกันว่า รองคณบดีมหาวิทยาลัยนี้ไม่มีงานทำใช่ไหม?
นอกจากนี้ ถ้าการรักษาการฯ อยู่ในช่วงเวลาของการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภาฯ แล้ว การหมดวาระของคณบดีและการตั้งรองอธิการไปรักษาการ จะเป็น “นาทีทอง” ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจในนามของคณะนั้นๆ ในการคัดสรรบุคคลที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าวในสภาฯ การเดินเกมเช่นนี้จึงเหมือนกับเป็นการเดินหมากแบบ “กินหลายต่อ” บนกระดานหมากฮอสแห่งอำนาจในการเมืองมหาวิทยาลัย
อย่าตกใจนะครับที่เรื่อง “ด้านมืด” เหล่านี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยสมมติแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ในหน่วยราชการใดทั้งสิ้น และมีคำถามตามมาว่า ถ้าอาจารย์บริหารแบบไร้ธรรมาภิบาล-ไม่โปร่งใสแล้ว พวกเขาจะสอนนิสิตในเรื่องความซื่อสัตย์โปร่งใสได้อย่างไร หรือทั้งหมดนี้คือสภาวะ “มหาวิทยาลัยแม่ปู” ที่พยายามสอนลูกปูให้เดินตรงๆ … ส่วนจะเป็นมหาวิทยาลัยแม่ปูแสม หรือมหาวิทยาลัยแม่ปูนา ก็ “แม่ปู” ไม่ต่างกัน (555) !
ท้ายบท: เห็นเขาลือกันในมหาวิทยาลัยสมมติแห่งนี้ว่า การสรรหานายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ จะใช้เสียงจากคณะใหญ่ที่คณบดี (ขาใหญ่) เป็น “สายตรงอธิการ” เป็นตัวตัดสิน ส่วนคณะ “ขาเล็ก-ขาลีบ” อาจไม่นับเสียง และบางทีหนึ่งใน “ขาใหญ่สายตรง” ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด คือ คณะที่มีคณบดีเป็นอดีตกรรมการสรรหาอธิการมาก่อน สุดท้ายแล้ว กระบวนการการสรรหาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นได้แค่ “สรรห่วย-สรรฮั้ว” เท่านั้นเอง จึงไม่อาจสรรหาผู้มีความรู้-ความสามารถให้มาช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เพราะผู้บริหารที่มีอำนาจไม่ได้ต้องการเช่นนั้น เขาต้องการคนจาก 3 ตัวชี้วัดมาอยู่ในสภาฯ คือ “เส้นสาย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” มาเป็นฐานในการสร้าง “ยุทธศาสตร์แห่งอำนาจ” ไม่ใช่ “ยุทธศาสตร์แห่งความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย” !
