bg-single

‘ชินวัตร’ ต้องห้าม ทางที่เหลือ ‘เพื่อไทย’

21.11.2025

เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ

จู่ๆ การเมืองก็เคลื่อนมาถึงโหมดที่ก่ออาการใจหายวูบ ว่า โอ้โฮ! เล่นกันเอาตายขนาดนี้เลยหรือนี่

หลังอัยการสูงสุดสั่งอุทธรณ์ผลการตัดสินของศาลชั้นต้น พลิกมติ 8:2 ของที่ประชุมอัยการก่อนหน้านั้น นำ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาสู่การพิจารณาของศาลกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 อีกครั้ง

และอีกไม่กี่ชั่วโมงศาลฎีกากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ที่ไม่ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีรายได้จากการขายหุ้น 4.6 หมื่นล้านให้บริษัท เทมาเส็ก มาเป็น “ทักษิณ” ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน

กระแสที่เกิดขึ้นคือ หากไถไปดูเนื้อหาของการแสดงออกในโลกออนไลน์ ความคิด ความเห็น ท่าทีของ “กูรู-อินฟลูเอนเซอร์-ผู้เชี่ยวชาญ-นักวิเคราะห์” ที่ขึ้นมาเต็มฟีดในทุกแพลตฟอร์มการสื่อสาร คือหาได้ยากเย็นยิ่งถึงขั้นมองไม่เห็นว่ามีใครที่แสดงความคิดด้วยการชี้ถึงเหตุผลเชิงกฎหมายในการตัดสินคดีว่าน่าจะโดยชอบ หรือโดยอะไร

ทุกความคิดความเห็นของบรรดาคอมเมนเตเตอร์ทั้งหลายล้วนทุบโต๊ะไปที่ “ผลทางการเมือง” ทั้งผลที่ส่งสู่ชะตากรรมของ “ทักษิณ ชินวัตร” เกี่ยวกับการขอพักโทษที่ถูกคุมขังมาครบเกณฑ์เข้าข้อยกเว้นโดยตรง ผลที่ประเมินว่าสร้างแนวโน้มแบบไหนต่อครอบครัวชินวัตรหากยังปักหลักช่วงชิงอำนาจทางการเมืองต่อไป รวมถึงการคาดการณ์ถึงอนาคตพรรคเพื่อไทยนับจากนี้

แน่นอน! ทุกคน หรือสรุปว่า “ส่วนใหญ่” เห็นว่าเป็น “ปฏิบัติการทางการเมือง”

ในแนว “ตีงูต้องตีให้ตาย อย่าให้แค่หลังหัก เพราะจะเปิดโอกาสฟื้นมาชำระแค้นภายหลังได้”

“ทักษิณ ชินวัตร” ระหกระเหินไปทำมาหากินในประเทศต่างๆ ด้วยจิตใจโหยหาการกลับคืนสู่ “แผ่นดินแม่” มากว่า 17 ปีหลังถูกทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ระหว่างนั้นการต่อสู้เพื่อทวงอำนาจการเมืองคืนประสบความสำเร็จมาตลอด

“พรรคการเมืองตระกูลชินวัตร” ไม่ว่าจะเป็น “ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย” ชนะเด็ดขาดต่อพรรคที่ถูกสร้าง ถูกเลือกให้ขึ้นมาสู้ศึกเลือกตั้ง แบบยิ่งนับวันยิ่งมองไม่เห็นว่าใครจะนำทัพขึ้นมาสู้ได้

การใช้อำนาจที่หักดิบผลการเลือกตั้งทั้งโดยกลไกทางกฎหมาย และการทำรัฐประหารเพื่อกวาดอำนาจประชาชนไปกองไว้ข้างเวทีการเมืองจำต้องทำให้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหยุดยั้งพลังทางการเมืองของ “ครอบครัวชินวัตร” ที่กลับมาครองอำนาจทุกครั้งที่โอกาสเปิดให้ แบบหาใครต้านทานความนิยมที่ประชาชนส่วนใหญ่มีให้ไม่ได้เลย

การเมืองไทยดำเนินมาเช่นนี้ จนฝ่ายที่ต้องสู้อ่อนล้า ต้องปฏิบัติการเบ็ดเสร็จยอม “แช่แข็งประเทศ” ด้วยการเอาอำนาจเด็ดขาดแบบ “รัฐประหาร” หรือ “ปฏิเสธไม่ได้” มาใส่เป็น “บทบัญญัติ” ในรัฐธรรมนูญ พร้อมสถาปนาองค์กรที่จะใช้อำนาจนั้นโดยตีความหลัก “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” เสียใหม่ ด้วยการขยายนิยามให้ครอบคลุมถึง “จริยธรรม” ที่องค์กรแห่งอำนาจสามารถหยิบยกขึ้นมาใช้ โดยให้ความหมายได้อย่างไร้ขอบเขต

การจัดการกับ “พรรคของครอบครัวชินวัตร” เป็นไปอย่างเข้มข้น ไม่มีประนีประนอม “นายกรัฐมนตรี-ผู้ที่ทำหน้าที่บริหารพรรคนี้” ถูกตัดสิทธิ์ อันคือการประหารชีวิตทางการเมืองเป็นว่าเล่น คนแล้วคนเล่า ยุบพรรคแล้ว ยุบอีก พร้อมแนวโน้มจะยุบต่อไป

กระทั่งที่สุด มี “พรรคอนาคตใหม่” ของ “นักการเมืองชุดใหม่” ที่ผิดแผกแตกต่างจากนักการเมืองชุดเดิมแบบไม่เห็นเงาเกิดขึ้น และไม่เพียงแนวคิดการทำงานการเมืองที่ไม่ประนีประนอม พร้อมแตกหักกับการเมืองในวัฒนธรรมเก่า ไม่เพียงนำเสนอรูปธรรมของการ “เปลี่ยน” อย่างเปี่ยมด้วยความหวังในโอกาสที่ประเทศชาติจะก้าวไปในเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องเป็นธรรมมากกว่า ด้วยที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกให้การยอมรับได้มากกว่าเท่านั้น แต่ “พรรคของคนรุ่นใหม่ อุดมการณ์ใหม่” ยังเติบโตอย่างน่าสะพรึงกลัวสำหรับ “การเมืองในวัฒนธรรมที่จมปลักอยู่กับการยึดครองอำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ผูกขาด จัดการผู้คนส่วนใหญ่ให้หลงเลือนอยู่ในความเหลือมล้ำที่ทำลายโอกาสพัฒนาชีวิต”

ในจุดที่แสงสว่างใหม่เริ่มส่องเข้ามาอย่างชวนให้ตื่นตะลึงและไม่ทันทั้งตัว เพราะไม่ทันไร ที่เริ่มเปิดครอบความคิดให้รู้จักกับ “เจตจำนงแบบใหม่” ซึ่งให้ความหวังมากกว่าไม่เพียงต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ แต่ยังสามารถเปิดหัวใจคนทุกวัยที่กล้าพอจะโผล่หัวออกมาให้ความคิดพ้นจากกรอบเก่าที่ครอบไว้ได้อย่างกว้างขวาง

สะท้อนในผลการเลือกตั้งในครั้งหลังๆ

แม้ว่าอำนาจที่ฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ และกลไกควบคุม “การแช่แข็ง” จะยังใช้ได้ แต่นับวันคำถามต่อ “ความชอบธรรม” เริ่มประดิษฐ์เหตุผลขึ้นมาเป็นคำตอบได้ยากขึ้น จนความเสื่อมทรุดเกิดขึ้นต่อความหมายของ “ความยุติธรรม” มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงว่าจะล้มเหลวในการรักษาความเชื่อมั่นในใจประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่านั่นเป็นการเสี่ยงต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของสังคมโดยรวมเป็นที่ยิ่ง

สักวันอำนาจที่สถาปนาไว้มากมาย อาจจะแข็งแกร่งไม่เพียงพอ

มีความพยายามที่จะใช้อาวุธที่มีอยู่อย่างเต็มกำลัง “ตัดสิทธิ์แกนนำ-ยุบพรรค-ล้างบางสมาชิกที่โดดเด่น”

แต่กลับกลายเป็นว่า จิตวิญญาณแห่งเจตจำนงสู่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นใหม่ไม่หยุดหย่อน การไล่ล้างทำลายกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพลังแตกตัวขยายไปรวดเร็ว

“ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับเชิญให้กลับบ้านเกิดมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น่าหวาดวิตกของฟาก “วัฒนธรรมเก่า”

ด้วยคิดว่า “อัศวินแห่งคลื่นลูกที่สาม” จะชะลอการเติบโตของพรรคการเมืองใน “เจตจำนงใหม่” นี้ได้

“เพื่อไทย” ภายใต้การนำของ “ทักษิณ” จะหยุดยั้ง “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” หรือที่เป็น “พรรคประชาชน” ในวันนี้ได้

แต่พิสูจน์แล้วว่า “ไม่ใช่เลย”

คนหนุ่ม คนสาวได้พาพรรคในเจตจำนงของวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ไปไกลในการยอมรับของประชาชนแล้ว ทั้ง “ผลการเลือกตั้ง-ผลโพล” หรือกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์กสะท้อนชัดถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว

แม้ไม่ใช่ความผิดพลาดของ “ทักษิณ” ที่ทั้งสละ “ภพภูมิเดิมที่อาศัยประชาชนเป็นฐานเต็มร้อย” มาเป็นอิง “อำนาจสถาปนา” ให้ช่วยร่วมประคับประคอง แล้วยังกอบกู้ความหวังให้ “อำนาจในวัฒนธรรมเก่า” ไม่ได้ เสียทั้งหมด

เพราะในความเป็นจริงคือใน “อำนาจวัฒนธรรมเก่า” มี “กลไกและตัวบุคคลที่สะสมความเกลียดชังต่อทักษิณในระดับที่ทนไม่ไหวกับการยังดำรงอยู่ โดยเฉพาะมาอยู่ในฐานะที่ได้รับเลือกมาถือธงนำ”

การต่อต้านอย่างลึก เงียบจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าใครก็ตามหากไม่ปิดหูปิดตามิดชิดเกินไปจะเห็นการต่อต้านนั้นได้ไม่ยาก ทั้งแบบไม่ยอมให้ “ทักษิณ” หรือ “พรรคเพื่อไทย” สร้างผลงานที่โดดเด่น ทั้งหาโฟกัสหาช่องทำลายในทุกเม็ดที่หยิบฉวยได้ในความรู้สึก

พร้อมกับการใช้อาวุธหนักทุกอย่างจัดการผู้นำของพรรค ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น เอาตาย

ที่สุดไม่ยกเว้นแม้แต่ “คนในครอบครัวชินวัตร” และ “ตัวทักษิณ” เอง

การเลิกใช้งาน “ทักษิณ” และ “พรรคเพื่อไทย” มาใช้ “เนวิน ชิดชอบ” กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชัดเจนตั้งแต่เปลี่ยน “พรรคแกนนำรัฐบาล” ที่แม้จะ “เสียงข้างน้อย” แต่โชว์ความแข็งแกร่งได้แทบทุกมิติด้วยการได้รับการสนับสนุนเต็มร้อยจาก “กลไกราชการ” ที่เป็น “พรรคการเมืองใหญ่สุด” และมี “อำนาจมากที่สุด”

ผลสะเทือนต่อ “พรรคเพื่อไทย” นั้นเป็นที่รู้กันว่าต้องรุนแรงแน่นอน แม้จะเป็นพรรคที่อยู่มายาวนานพอสมควร มีเครือข่ายและระบบบริหารจัดการที่มั่นคง มีประสิทธิภาพเหนือกว่าหลายพรรค

แต่ในความเป็นจริงคือ “เพื่อไทย” ต้องมี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นจิตวิญญาณเรียกศรัทธา มี “ครอบครัวชินวัตร” เป็น “พลังงานหล่อเลี้ยงองคาพยพของพรรคให้มีชีวิตชีวา”

ปฏิบัติการกวาด “ทักษิณ” และ “ครอบครัวชินวัตร” ลงจากเวทีการเมืองอย่างไม่ปรานีปราศรัยที่เกิดขึ้นนี้

ย่อมคือ “มหามรสุม” ที่โหมเข้าใส่ “นาวาใหญ่เพื่อไทย” รุนแรง

ที่ยากเย็นยิ่งคือ “ใครจะถือธงนำ ใส่เสื้อกัปตัน” ตั้งรับได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เด็ด ดอกไม้ สะเทือน ดวงดาว กับ “นาม”ของคน “เงา”แห่งไม้
Believe it or not | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
หมอมือเทวดา : อยากเก่งต้องทำงานไม่หยุด
กะลาแลนด์ (4)
ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โจทย์ใหญ่ ‘ศธ.’ ปฏิรูปการศึกษา
หญิงตั้งครรภ์ คือสุดยอดนักกีฬาอึด อดทน
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : จับมือพันธมิตร
คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ยูเครน : พลังแห่งความยืนหยัด สู่ความหวังแห่งสันติภาพ (1)
ปีที่ 79
นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร
น้ำเชื้อ จุกอุด และเกมแห่งการสืบพันธุ์