bg-single

รางวัลมหาวิทยาลัยทึบแสง ! | สุรชาติ บำรุงสุข

21.11.2025

      มีคนถามกันมาแยะว่า มหาวิทยาลัยที่ผมเขียนถึงนั้น ชื่ออะไร ? … ผมตอบอย่างไม่ปิดปังทันทีเลยว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชื่อ “La-La Land University” หรือ “ลา-ลา แลนด์ ยูนิเวอร์ซิตี้” (555)

      หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า “ลา-ลา แลนด์” มาจากชื่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่ถ้าเราค้นหาความหมายแล้ว เราจะพบการใช้คำนี้ที่มีความหมายใน 2 ลักษณะที่ต่างกันสุดขั้ว คือ 1) อะไรที่ดีเป็นพิเศษ หรือ 2) ในอีกทางหนึ่งกลับด้านเลย คือ อะไรที่เลวอย่างไม่มีใครเหมือน

       มหาวิทยาลัยที่เขียนถึงนี้ จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านที่จะตัดสินว่าเป็นแบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2

       เช้าวันนี้ ท่านผู้นำของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า มหาวิทยาลัยทำทุกอย่างที่สวนทางกับหลักธรรมาภิบาล และความโปร่งใส แต่ดันมี “องค์กรสื่อ” ที่เราไม่เคยได้ยินชื่อกันมาก่อนเลย ให้รางวัล “สถาบันการศึกษาดีเด่นด้านส่งเสริมธรรมาภิบาล”

       พอประกาศรางวัลออกมาอย่างนี้ ผู้คนในลา-ลา แลนด์ หัวเราะสนุกสนานกันใหญ่ … องค์กรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากคนในบ้านเรื่องการ “ไร้ธรรมาภิบาล” และบริหารอย่าง “ไม่โปร่งใส” กลับได้รางวัลจากองค์กรภายนอก จนทำให้เกิดคำถามแบบไม่มีธรรมาภิบาลว่า “วิ่งเต้น” ไหม เพราะถ้าเป็นรางวัล “สถาบันการศึกษาดีเด่นด้านละเมิดธรรมาภิบาล” แล้ว จะไม่มีใครกังขาเลย !

       ตอนประกาศชื่อออกมานั้น ทุกคนที่รู้เรื่อง ถามกันว่า นี่เป็นรายการ “เชื่อหรือไม่?” หรือเขากำลังทำรายการ “Believes It or Not” แต่สุดท้ายก็สรุปว่า ลา-ลา แลนด์ ได้รางวัลจริงๆ

       อย่างไรก็ตาม ความกังขาอีกประการ คือ ผมในฐานะ “ประธานธรรมาภิบาลลา-ลา แลนด์” ไม่เคยถูกถามข้อมูลเลย แล้วองค์กรสื่อนี้ เอาข้อมูลการประเมินด้านนี้มาจากไหน หรือข้อมูลมาจากการวิ่งเต้น ที่เรียกในภาษาการเมืองแบบสุภาพว่า “ล๊อบบี้” ซึ่งข้อมูลแบบนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “นั่งเทียน” … ปัญหาคือ องค์กรสื่อนี้ต้องใช้เทียนหมดไปกี่แท่ง จึงได้ให้รางวัลแก่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์

      ผมไม่ได้ต้องการจุดไฟเผาบ้านใคร แต่ถ้ามหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ แบบนี้ ได้รางวัลธรรมาภิบาลแล้ว เราคงต้องนิยามธรรมาภิบาลกันใหม่ ซึ่งนิยามใหม่ของธรรมาภิบาลในกรณีนี้ คือ การเล่นพวก ความไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการกลั่นแกล้งคนที่ไม่ใช่ฝ่ายตน เป็นต้น

      ……

      อย่างไรก็ตาม ผมจะลองเปิดประเด็นเพื่อให้เห็นถึง “ธรรมาภิบาลแบบลา-ลา แลนด์” ดังนี้

      เราได้กล่าวกันมาแล้วถึงการกระชับอำนาจของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยในการควบคุมเวทีการประชุมคณบดี ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระชับอำนาจในสภามหาวิทยาลัย ด้วยการหาทางผลักดัน “3 ขาใหญ่” คือ “พรรคพวก-เส้นสาย-คนใกล้ชิด” ของฝ่ายบริหารเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำให้ทิศทางของสภามหาวิทยาลัยเดินไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ และที่สำคัญจะทำให้การออกมติต่างๆ ไม่ไป “ขัดใจ” ฝ่ายบริหาร ซึ่งสุดท้ายแล้ว สภามหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ จะกลายเป็น “สภารีโมท” ที่ฝ่ายบริหารกดปุ่มควบคุมได้หมด

      ตอนที่กลุ่มพวกเรา 5 คนที่ได้รับการสรรหามาในก่อนหน้านั้น ไม่ชัดเจนว่า หลุดกันเข้ามาได้อย่างไร … บางเสียงว่าฟลุ๊ค บางเสียงว่าธรรมะจัดสรร บางเสียงว่าฝ่ายเดิมคุมเสียงไม่ได้ … ก็ว่ากันไปต่างๆนานา

       แต่ผมตอบแบบนักเรียนรัฐศาสตร์ได้ง่ายๆ ตามทฤษฎี “เปลี่ยนผ่านวิทยา” (Transitology) ว่า ในระยะการเปลี่ยนผ่านของอำนาจนั้น อาจเกิดความผันแปร จนเกิดสภาวะที่มักจะควบคุมไม่ได้เสมอ ซึ่งก็เป็นปกติของการเปลี่ยนผ่านในระบอบที่ “อำนาจกระจุกตัว” และเมื่ออำนาจที่กระจุกตัวนั้น แตกตัวออก ก็จะมีความผันแปรเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

      ดังนั้น ที่เหลือนับจากการแตกตัวของอำนาจเป็นต้นไป คือ การไร้การควบคุมจากผู้มีอำนาจเดิม จึงทำให้เกิดเป็น “ช่องว่างของอำนาจ” ปล่อยให้ “คนใหม่” หลุดเข้ามาได้อย่างคาดไม่ถึง หรือถึงอยากคุมก็คุมไม่ได้

       มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ จึงโชคดีที่มีคุณหมอที่มีความรู้ ความสามารถ และความโปร่งใส เข้ามาช่วยรับตำแหน่งประธานสภามหาวิทยาลัย อีกทั้งมีอาจารย์ที่เป็นนักบัญชีที่เที่ยงตรง อาจารย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยผลักดันงานวิจัยของมหาวิทยาลัย อดีตนักการเมือง และอาจารย์ที่เป็นนักรัฐศาสตร์แบบผม

      ที่ทางของนักรัฐศาสตร์แบบผม อาจจะแปลกอยู่บ้าง เพราะอาจารย์ที่มีตำแหน่งกรรมการสภาฯ ท่านอื่นๆ นั้น มีที่ทางที่ชัดเจน … แล้วนักรัฐศาสตร์จะทำอะไร แต่ก็มีคนมากระซิบบอกตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า อยากให้ผมมา “จับโกง” ผมก็ยังคิดเล่นๆ ในใจว่า ผมไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ ปปช. ที่จะสามารถจับทุจริต และดำเนินการทางกฎหมายได้ แต่คำบอกเช่นนั้น น่าจะสะท้อนว่า มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ น่าจะมีอะไรซ่อนเร้นเสมือนเป็น “แดนสนธยา” ให้ต้องค้นหาและระมัดระวัง

       ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โดยส่วนตัวผมไม่คาดคิดที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งนี้ เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในสายงานของการพัฒนาอุดมศึกษา หรือมีบทบาทในงานด้านนี้มาก่อน และผมเคยถูกขอชื่อมาแล้ว และเงียบไป จนมั่นใจเต็มที่ว่า ถึงให้ชื่อไป ก็คงไม่ผ่านการสรรหาแน่นอน … ไม่ใช่คาดว่าจะได้นะครับ คาดไว้แล้วว่าไม่ได้ !

       แต่เมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ก็อยากเห็นถึงการผลักดันให้มหาวิทยาลัยสักแห่งที่เราต้องไปทำงานด้วย เดินหน้าไปในทิศทางที่ควรจะเป็นในความเป็น “มหาวิทยาลัย” แต่ถ้าจะเริ่มต้นเช่นนั้นได้จริง อาจจะเริ่มด้วยเรื่องพื้นๆ คือ การ “สะสาง” เพื่อทำให้เรื่องในบ้านเกิดความเป็นธรรม มีความโปร่งใส ยุติปัญหา “3 ขาใหญ่” ของฝ่ายบริหารทั้งในระดับอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง และสร้างเงื่อนไขให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในการพัฒนามหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องสะสางเรื่องที่เป็น “ขยะเก่า” ที่สุมอยู่ให้จบ

      ดังนั้น สิ่งที่ควรจะผลักดันให้เกิดให้ได้คือ ข้อกำหนดหรืออาจจะเรียกว่าเป็น “มาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อการส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” เช่น การสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร และการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตัวอย่างเช่น สามี/ภรรยาของฝ่ายบริหารสามารถเข้ามามีผลประโยชน์ในธุรกิจกับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่เพียงใด กรรมการสรรหาอธิการควรรับตำแหน่งต่างตอบแทนจากอธิการได้หรือไม่ การสรรหาควรฟังเสียงจริงจากหน่วยงานที่มีการสรรหาด้วยหรือไม่ รองอธิการฯ ควรไปนั่งรักษาการตำแหน่งคณบดีที่กระบวนการสรรรหายังไม่สิ้นสุดหรือไม่ เป็นต้น

      แม้ “เนติบริกร” ในสภาฯ จะเสนอว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรใส่ใจในเรื่องพวกนี้ เพราะเป็นเรื่องในอุดมคติ หรือกรรมการบางคนเสนอแบบไม่ใส่ใจว่า เรื่องพวกนี้ทำไม่ได้จริง จึงไม่ควรสนใจ (ซึ่งอาจต้องเขียนอธิบายเป็นตอนต่อไปในอนาคตว่า ทำไมพวกเขาที่เป็นกรรมการสภาฯ จึงไม่สนใจเรื่องพวกนี้)

      ถ้าข้อกำหนดและ/หรือแนวทางการปฏิบัติเช่นนี้ออกมาและมีผลบังคับใช้ ด้วยความหวังให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเกิด “จริยธรรมการบริหาร” ได้จริงแล้ว การได้รางวัล “สถาบันส่งเสริมธรรมาภิบาล” จึงจะไม่เป็นเรื่องตลก แต่ในภาวะของการเป็นมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ รางวัลนี้กลายเป็นเรื่องชวนหัว และทำลายเครดิตขององค์กรที่ให้รางวัลไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะถูก “หัวเราะถากถางสนุกปาก” ทั้งผู้ให้และผู้รับ จนเกิดคำถามเล่นๆ ว่า “รางวัลมหาวิทยาลัยโปร่งใส” หรือ “รางวัลมหาวิทยาลัยทึบแสง” กันแน่

      สุดท้ายนี้ หากหวังเอาการได้รางวัลธรรมาภิบาล มากลบเกลื่อน “ความไร้ธรรมาภิบาล” แล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็น “ความขบขัน” ให้คนในประชาคมได้หัวเราะเยาะผู้บริหารมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์อย่างแน่นอน เพราะตื้นเขินเกินไปในการกลบปัญหา แม้อาจจะหลอกพวกกรุงเทพฯ บางกลุ่มได้บ้างก็ตาม … รางวัลธรรมาภิบาลเป็นแค่ใบบัว เอาไปปิดความไร้ธรรมาภิบาลที่เป็น “ไดโนเสาร์” ตายทั้งตัวไม่ได้แน่นอน !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร