มีคนถามกันมาแยะว่า มหาวิทยาลัยที่ผมเขียนถึงนั้น ชื่ออะไร ? … ผมตอบอย่างไม่ปิดปังทันทีเลยว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชื่อ “La-La Land University” หรือ “ลา-ลา แลนด์ ยูนิเวอร์ซิตี้” (555)
หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า “ลา-ลา แลนด์” มาจากชื่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่ถ้าเราค้นหาความหมายแล้ว เราจะพบการใช้คำนี้ที่มีความหมายใน 2 ลักษณะที่ต่างกันสุดขั้ว คือ 1) อะไรที่ดีเป็นพิเศษ หรือ 2) ในอีกทางหนึ่งกลับด้านเลย คือ อะไรที่เลวอย่างไม่มีใครเหมือน
มหาวิทยาลัยที่เขียนถึงนี้ จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านที่จะตัดสินว่าเป็นแบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2
เช้าวันนี้ ท่านผู้นำของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า มหาวิทยาลัยทำทุกอย่างที่สวนทางกับหลักธรรมาภิบาล และความโปร่งใส แต่ดันมี “องค์กรสื่อ” ที่เราไม่เคยได้ยินชื่อกันมาก่อนเลย ให้รางวัล “สถาบันการศึกษาดีเด่นด้านส่งเสริมธรรมาภิบาล”
พอประกาศรางวัลออกมาอย่างนี้ ผู้คนในลา-ลา แลนด์ หัวเราะสนุกสนานกันใหญ่ … องค์กรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากคนในบ้านเรื่องการ “ไร้ธรรมาภิบาล” และบริหารอย่าง “ไม่โปร่งใส” กลับได้รางวัลจากองค์กรภายนอก จนทำให้เกิดคำถามแบบไม่มีธรรมาภิบาลว่า “วิ่งเต้น” ไหม เพราะถ้าเป็นรางวัล “สถาบันการศึกษาดีเด่นด้านละเมิดธรรมาภิบาล” แล้ว จะไม่มีใครกังขาเลย !
ตอนประกาศชื่อออกมานั้น ทุกคนที่รู้เรื่อง ถามกันว่า นี่เป็นรายการ “เชื่อหรือไม่?” หรือเขากำลังทำรายการ “Believes It or Not” แต่สุดท้ายก็สรุปว่า ลา-ลา แลนด์ ได้รางวัลจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ความกังขาอีกประการ คือ ผมในฐานะ “ประธานธรรมาภิบาลลา-ลา แลนด์” ไม่เคยถูกถามข้อมูลเลย แล้วองค์กรสื่อนี้ เอาข้อมูลการประเมินด้านนี้มาจากไหน หรือข้อมูลมาจากการวิ่งเต้น ที่เรียกในภาษาการเมืองแบบสุภาพว่า “ล๊อบบี้” ซึ่งข้อมูลแบบนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “นั่งเทียน” … ปัญหาคือ องค์กรสื่อนี้ต้องใช้เทียนหมดไปกี่แท่ง จึงได้ให้รางวัลแก่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์
ผมไม่ได้ต้องการจุดไฟเผาบ้านใคร แต่ถ้ามหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ แบบนี้ ได้รางวัลธรรมาภิบาลแล้ว เราคงต้องนิยามธรรมาภิบาลกันใหม่ ซึ่งนิยามใหม่ของธรรมาภิบาลในกรณีนี้ คือ การเล่นพวก ความไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการกลั่นแกล้งคนที่ไม่ใช่ฝ่ายตน เป็นต้น

……
อย่างไรก็ตาม ผมจะลองเปิดประเด็นเพื่อให้เห็นถึง “ธรรมาภิบาลแบบลา-ลา แลนด์” ดังนี้
เราได้กล่าวกันมาแล้วถึงการกระชับอำนาจของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยในการควบคุมเวทีการประชุมคณบดี ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระชับอำนาจในสภามหาวิทยาลัย ด้วยการหาทางผลักดัน “3 ขาใหญ่” คือ “พรรคพวก-เส้นสาย-คนใกล้ชิด” ของฝ่ายบริหารเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำให้ทิศทางของสภามหาวิทยาลัยเดินไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ และที่สำคัญจะทำให้การออกมติต่างๆ ไม่ไป “ขัดใจ” ฝ่ายบริหาร ซึ่งสุดท้ายแล้ว สภามหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ จะกลายเป็น “สภารีโมท” ที่ฝ่ายบริหารกดปุ่มควบคุมได้หมด
ตอนที่กลุ่มพวกเรา 5 คนที่ได้รับการสรรหามาในก่อนหน้านั้น ไม่ชัดเจนว่า หลุดกันเข้ามาได้อย่างไร … บางเสียงว่าฟลุ๊ค บางเสียงว่าธรรมะจัดสรร บางเสียงว่าฝ่ายเดิมคุมเสียงไม่ได้ … ก็ว่ากันไปต่างๆนานา
แต่ผมตอบแบบนักเรียนรัฐศาสตร์ได้ง่ายๆ ตามทฤษฎี “เปลี่ยนผ่านวิทยา” (Transitology) ว่า ในระยะการเปลี่ยนผ่านของอำนาจนั้น อาจเกิดความผันแปร จนเกิดสภาวะที่มักจะควบคุมไม่ได้เสมอ ซึ่งก็เป็นปกติของการเปลี่ยนผ่านในระบอบที่ “อำนาจกระจุกตัว” และเมื่ออำนาจที่กระจุกตัวนั้น แตกตัวออก ก็จะมีความผันแปรเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
ดังนั้น ที่เหลือนับจากการแตกตัวของอำนาจเป็นต้นไป คือ การไร้การควบคุมจากผู้มีอำนาจเดิม จึงทำให้เกิดเป็น “ช่องว่างของอำนาจ” ปล่อยให้ “คนใหม่” หลุดเข้ามาได้อย่างคาดไม่ถึง หรือถึงอยากคุมก็คุมไม่ได้
มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ จึงโชคดีที่มีคุณหมอที่มีความรู้ ความสามารถ และความโปร่งใส เข้ามาช่วยรับตำแหน่งประธานสภามหาวิทยาลัย อีกทั้งมีอาจารย์ที่เป็นนักบัญชีที่เที่ยงตรง อาจารย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยผลักดันงานวิจัยของมหาวิทยาลัย อดีตนักการเมือง และอาจารย์ที่เป็นนักรัฐศาสตร์แบบผม
ที่ทางของนักรัฐศาสตร์แบบผม อาจจะแปลกอยู่บ้าง เพราะอาจารย์ที่มีตำแหน่งกรรมการสภาฯ ท่านอื่นๆ นั้น มีที่ทางที่ชัดเจน … แล้วนักรัฐศาสตร์จะทำอะไร แต่ก็มีคนมากระซิบบอกตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า อยากให้ผมมา “จับโกง” ผมก็ยังคิดเล่นๆ ในใจว่า ผมไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ ปปช. ที่จะสามารถจับทุจริต และดำเนินการทางกฎหมายได้ แต่คำบอกเช่นนั้น น่าจะสะท้อนว่า มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ น่าจะมีอะไรซ่อนเร้นเสมือนเป็น “แดนสนธยา” ให้ต้องค้นหาและระมัดระวัง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โดยส่วนตัวผมไม่คาดคิดที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งนี้ เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในสายงานของการพัฒนาอุดมศึกษา หรือมีบทบาทในงานด้านนี้มาก่อน และผมเคยถูกขอชื่อมาแล้ว และเงียบไป จนมั่นใจเต็มที่ว่า ถึงให้ชื่อไป ก็คงไม่ผ่านการสรรหาแน่นอน … ไม่ใช่คาดว่าจะได้นะครับ คาดไว้แล้วว่าไม่ได้ !
แต่เมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ก็อยากเห็นถึงการผลักดันให้มหาวิทยาลัยสักแห่งที่เราต้องไปทำงานด้วย เดินหน้าไปในทิศทางที่ควรจะเป็นในความเป็น “มหาวิทยาลัย” แต่ถ้าจะเริ่มต้นเช่นนั้นได้จริง อาจจะเริ่มด้วยเรื่องพื้นๆ คือ การ “สะสาง” เพื่อทำให้เรื่องในบ้านเกิดความเป็นธรรม มีความโปร่งใส ยุติปัญหา “3 ขาใหญ่” ของฝ่ายบริหารทั้งในระดับอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง และสร้างเงื่อนไขให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในการพัฒนามหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องสะสางเรื่องที่เป็น “ขยะเก่า” ที่สุมอยู่ให้จบ
ดังนั้น สิ่งที่ควรจะผลักดันให้เกิดให้ได้คือ ข้อกำหนดหรืออาจจะเรียกว่าเป็น “มาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อการส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” เช่น การสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร และการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตัวอย่างเช่น สามี/ภรรยาของฝ่ายบริหารสามารถเข้ามามีผลประโยชน์ในธุรกิจกับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่เพียงใด กรรมการสรรหาอธิการควรรับตำแหน่งต่างตอบแทนจากอธิการได้หรือไม่ การสรรหาควรฟังเสียงจริงจากหน่วยงานที่มีการสรรหาด้วยหรือไม่ รองอธิการฯ ควรไปนั่งรักษาการตำแหน่งคณบดีที่กระบวนการสรรรหายังไม่สิ้นสุดหรือไม่ เป็นต้น
แม้ “เนติบริกร” ในสภาฯ จะเสนอว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรใส่ใจในเรื่องพวกนี้ เพราะเป็นเรื่องในอุดมคติ หรือกรรมการบางคนเสนอแบบไม่ใส่ใจว่า เรื่องพวกนี้ทำไม่ได้จริง จึงไม่ควรสนใจ (ซึ่งอาจต้องเขียนอธิบายเป็นตอนต่อไปในอนาคตว่า ทำไมพวกเขาที่เป็นกรรมการสภาฯ จึงไม่สนใจเรื่องพวกนี้)
ถ้าข้อกำหนดและ/หรือแนวทางการปฏิบัติเช่นนี้ออกมาและมีผลบังคับใช้ ด้วยความหวังให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเกิด “จริยธรรมการบริหาร” ได้จริงแล้ว การได้รางวัล “สถาบันส่งเสริมธรรมาภิบาล” จึงจะไม่เป็นเรื่องตลก แต่ในภาวะของการเป็นมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ รางวัลนี้กลายเป็นเรื่องชวนหัว และทำลายเครดิตขององค์กรที่ให้รางวัลไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะถูก “หัวเราะถากถางสนุกปาก” ทั้งผู้ให้และผู้รับ จนเกิดคำถามเล่นๆ ว่า “รางวัลมหาวิทยาลัยโปร่งใส” หรือ “รางวัลมหาวิทยาลัยทึบแสง” กันแน่
สุดท้ายนี้ หากหวังเอาการได้รางวัลธรรมาภิบาล มากลบเกลื่อน “ความไร้ธรรมาภิบาล” แล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็น “ความขบขัน” ให้คนในประชาคมได้หัวเราะเยาะผู้บริหารมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์อย่างแน่นอน เพราะตื้นเขินเกินไปในการกลบปัญหา แม้อาจจะหลอกพวกกรุงเทพฯ บางกลุ่มได้บ้างก็ตาม … รางวัลธรรมาภิบาลเป็นแค่ใบบัว เอาไปปิดความไร้ธรรมาภิบาลที่เป็น “ไดโนเสาร์” ตายทั้งตัวไม่ได้แน่นอน !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
