เมนูข้อมูล (ลับ) |สุชาติ ศรีสุวรรณ
หากเห็นภาพสะท้อนจาก “มหาอุทกภัยที่หาดใหญ่” เป็นมุมมองจากการปรับตัวของธรรมชาติที่ถูกมนุษย์แปรเปลี่ยนกลับมาสู่สมดุล
แล้วมองเลยไปว่าไม่แค่ปรับเพียงโครงสร้างของสิ่งแวดล้อมที่ผิดเพี้ยนไปจากดุลยภาพโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนไปให้ถึงโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการประเทศด้วย
ไม่ยากที่จะเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับร่วมกันแล้วว่าต้องหาทางเปลี่ยนแปลงไม่ให้สังคมไทยต้องอยู่กันอย่างไร้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการเช่นที่เป็นอยู่
ถกเถียงกันมายาวนานแล้วว่า ระหว่างระบบอุปถัมภ์ที่จัดการให้ประชาชนอยู่ได้ด้วยความคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจบารมีเพื่อให้ปกครองง่าย กับการทำให้ทุกคนสามารถแสวงหาโอกาสพึ่งพาตัวเองและสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างเท่าเทียมนั้น
การออกแบบโครงสร้างอำนาจให้บรรลุเป้าหมายไหน จะก่อเกิดสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากกว่า
ประเทศไทยเราเลือกที่จะปกครองด้วย “ระบบรวมศูนย์อำนาจ” จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลมาไว้ในกรอบที่อำนาจรัฐควบคุมกำหนดได้
โดยที่ผ่านมาใช้กองกำลังกองทัพ จับอาวุธขึ้นมาทำรัฐประหารปราบปรามผู้ต่อต้านเพื่อยึดครองการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เพราะเป็นประเทศประกาศว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยให้นานาชาติได้รับรู้และยอมรับ ทำให้จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งให้มีรัฐบาลจากอำนาจประชาชน
แต่นั่นเป็นความอิหลักอิเหลื่อของประชาธิปไตยที่ไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นหนึ่งเดียว ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบ “อำนาจรัฐซ้อน”
อำนาจหนึ่งควบคุมโดย “คณะบุคคล” รวมศูนย์ที่คนกลุ่มหนึ่งในชนชั้นที่ผูกขาดผลประโยชน์มายาวนาน
อีกอำนาจหนึ่งมาในรูปของ “พรรคการเมือง” ที่เป็นแหล่งรวมของนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อเข้ามายึดครอง โดยอาศัยกลไกตามระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิต่ออำนาจประชาชน
2 กลไกอำนาจที่ซ้อนกันอยู่ สลับกันขึ้นมามีบทบาทต่อการบริหารจัดการประเทศ ตามแต่จังหวะไหนอำนาจแบบใดจะเข้มแข็งกว่า
กลายเป็นประเทศที่มีการทำรัฐประหารแล้วเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วรัฐประหารแย่งชิงกันไม่เลิกรา
ความไม่ต่อเนื่องของระบบอำนาจทำให้ประเทศต้องอยู่ในสภาพที่มี “รัฐบาลไร้เสถียรภาพ” ไม่มีรัฐบาลแบบไหนที่อยู่ได้ยาวนานจริง เพราะอีกฟากจะอ้างความไม่ชอบธรรมขึ้นมาโค่นล้ม โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่เคยชินกับการยอมรับอำนาจทั้งสองแบบ ไม่มีการต่อสู้เพื่อต่อต้านให้เกิดการเลือกที่เป็นเอกภาพ
การบริหารประเทศไทยจึงดำเนินด้วย “รัฐบาลที่อ่อนแอ” ไม่มีความมั่นคงที่จะบริหารได้ต่อเนื่องได้แท้จริง
กระทั่งการรัฐประหารในช่วงหลัง ในปี 2549 เนื่องต่อมาอีกครั้งในปี 2557 ที่ “กลุ่มคณะผูกขาดอำนาจ” เลือกที่จะยอม “แช่แข็งประเทศ” อันหมายถึง “ยอมให้หยุดการพัฒนา” เพื่อจัดดการโครงสร้างอำนาจเสียใหม่ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยเหตุที่ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ตั้งพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพในเชิงบารมียึดครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ และแข็งแกร่งด้วยผลงานอันเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ กระทั่งหากปล่อยไว้โอกาสที่ “คณะบุคคลที่ผูกขาดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ” จะพลิกกลับขึ้นมาแย่งชิงจะเป็นไปได้ยากขึ้น
ปฏิบัติการยอมสร้างความแตกแยกภายใน ก่อความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศแลกกับโอกาสที่จะเข้ามายึดคืนอำนาจจึงเกิดขึ้น
การใช้อำนาจปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง ทำให้เกิดความคิดแบบ “เขาอยากอยู่ยาว” โดยเลือกให้มีรัฐธรรมนูญที่ “ใส่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้” พร้อมกับสถาปนาองค์กรและบุคลากรเข้ามาควบคุมแบบแข็งกร้าวพร้อมทำลายล้างอีกฝ่ายให้พ้นไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย
อย่างไรก็ตาม เพราะการบริหารจัดการประเทศในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญสูงยิ่ง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศที่รุนแรง ความรู้ความสามารถของ “คณะผูกขาดอำนาจ” ที่ไม่ได้เรียนรู้การบริหารให้ทันโลกทันยุค ได้แต่หาทางเข้ายึดครองเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์อันเคยมีเคยได้
ทำให้ผลที่ตามมาคือ ความเสื่อมทรุดในทุกด้านของประเทศ
ทางเศรษฐกิจ เกิดความตกต่ำในทุกมิติ ความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านลดฮวบฮาบ อย่างไม่เคยพบเคยเห็นว่าการบริหารจัดการประเทศที่อ่อนด้อยถึงเพียงนี้มาก่อน
ในทางการเมือง ได้ก่อให้เกิดระบบซื้ออำนาจรุนแรงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บ้านใหญ่หัวคะแนน เลยเถิดไปถึงการซื้อ “พรรคการเมือง” การเป็น “งูเห่า-พระยางูเห่า” ที่เคยเป็นเรื่องน่าละอายในอดีต ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน ถึงขั้นเปิดทางให้ทุนดำ ทุนเทาเข้าซื้อ “อำนาจรัฐ” ผ่านข้าราชการ และนักการเมืองอย่างมีหลักฐานครึกโครม
ในทางสังคม ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และความเลอะเทอะทางการเมือง ก่อความเดือดร้อนรุนแรงต่อผู้คน
กลไกผู้ดูแลรักษากฎหมายที่รับสินบน และกลไกทางธุรกิจเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าเปิดทางให้เกิด “อาชญากรทางธุรกิจ” ไม่ว่าจะเป็น “แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์ด้วยหลอกลวงไปทรมานให้ทำงานอาชญากร” สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง ถูกต้มตุ๋น จนหมดเนื้อหมดตัวกันมากมาย
ลากประเทศเข้าไปในเครือข่ายบัญชีแหล่งธุรกิจสีดำ สีเทา แหล่งฟอกเงินที่ทำลายธุรกิจสุจริต และ “อำนาจรัฐ” ที่ถูกซื้อไปใช้ปฏิบัติการก่ออาชญากรรมต่อประชาคมโลก
ไม่นานนี้จะมีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ของประเทศ
การแข่งขันเริ่มชัดเจนว่าจะต่อสู้กันรุนแรง ด้วยการระดมสรรพกำลังทุกอย่างที่แต่ละพรรคมีอยู่มาต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การจัดการอำนาจแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” มีปฏิบัติการ “พันลึก” ต่อเนื่องมาอย่างหวังผลเด็ดขาด ถึงวันนี้ชัดเจนยิ่งว่าจะเป็นการสู้กันระหว่าง “2 พรรค”
“พรรคภูมิใจไทย” ที่เป็นตัวเลือกใหม่ของ “กลุ่มที่ครอบครองกลไกควบคุมอำนาจในปัจจุบัน” เดินหน้าขยายฐานคะแนนเครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์ ด้วยเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้เป็นพรรคที่มีผู้สมัครได้รับเลือกมาเป็น ส.ส.มากที่สุด เพื่อสร้างความชอบธรรมสมบูรณ์แบบ หลังการเลือกตั้ง
กับ “พรรคประชาชน” ที่เป้าหมายอยู่ที่ต้องทำให้ชนะเลือกตั้งโดยได้ ส.ส.เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อออกแรงน้อยลงในการกับสู้อำนาจทำลายล้างที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ
ที่ผ่านมาประเมินกันว่า ถึงที่สุดแล้วโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยนั้นมีมากกว่าหลายขุม
หนทางเดียวที่ “พรรคประชาชน” จะยึดครองโอกาสได้ นอกจากได้รับเลือกมาอย่างท่วมท้นแล้ว ต้องเปิดโปง “ทุนเทา” ให้เป็นถึงเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งลึก และกว้าง ให้ประชาชนเห็นถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาชญากรข้ามชาติที่เข้า “ซื้ออำนาจรัฐ” ผ่านนักการเมือง แบบเหลือแต่ที่ “สวมเสื้อส้ม” เท่านั้นจึงไว้วางใจว่า “ไม่ดำ ไม่เทา” ได้
แต่นั่นเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งจะก่อสงครามที่ “ต้องสู้แบบจนตรอก” ของคู่แข่ง ซึ่งสามารถออกอาวุธหนักในเชิงทำลายอย่างได้ผลขึ้นมาอีก
และนั่นหมายถึงเรื่องล่อแหลมต่อการอยู่รอด หรือไปต่อ จนถึงขั้นมีเสียง “Grand Compromise-การประนีประนอมใหญ่” จากรำพึงของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จิตวิญญาณสำคัญของ “พรรคประชาชน”
กระทั่งเกิด “มหาอุทกภัย” ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเมืองทันสมัยอย่าง “หาดใหญ่” ซึ่งสะท้อนถึง “ความล้มเหลวสิ้นดี” ของ “โครงสร้างการบริหารอำนาจรัฐ” และ “ความความสามารถในการทำงาน” ของ “เครือข่ายผู้ยึดครองอำนาจ”
ว่าถึงเวลาที่จะต้องสังคายนากันใหม่ โดยมีตัวเลือกที่ประกาศ “ไม่เทา เท่าเทียม ทันโลก” ด้วยผู้นำแบบ “เท้ง เอาจริง”
ซึ่งการเปิดโปง “สแกมเมอร์” กับ “การลากไส้โครงสร้างอำนาจที่ออกมาให้การบริหารจัดการประเทศไร้ประสิทธิภาพหนักหน่วงจนสร้างความเดือดร้อนไปทุกมิติ อาจจะทำให้ “Grand Compromise” ได้รับการเหลียวมอง เงี่ยหูฟังมากขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
