bg-single

MatiTalk ปิยรัฐ จงเทพ เปิดโมเดลพรรคประชาชน ปฏิวัติวงการสีกากี ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

10.12.2025

รายงานพิเศษ | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

“ความเทามันมีหลายวงการ ถ้าเทาในวงการสีกากีวงการตำรวจวงการข้าราชการฝ่ายปกครองพวกนี้ผมคิดว่ามันมาจากกลไกภาครัฐที่มีช่องโหว่ และช่องโหว่กฎหมายที่พยายามจะปราบนักการเมืองพยายามมองว่านักการเมืองว่าสกปรกหากิน พัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่ลืมไปว่า ‘องค์กรข้าราชการ’ ที่บังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ก็คือพรรคพรรคหนึ่งที่เขาเรียกว่า ‘พรรคข้าราชการ’ ที่คอยหากินกับระบบพวกนี้มา จวบจนถึงวัยเกษียณ”

ปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ตอบคำถาม “ความเทาๆ ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

ส.ส.โตโต้ มองว่าส่วนราชการที่อยู่มานานจนเป็นประเพณีเหมือนที่เราเคยเห็นคลิปวิดีโอ ที่เคยบันทึกพฤติกรรมตำรวจที่บอกว่า “เฮ้ยคุณจ่ายมาเถอะมันเป็นประเพณีที่ทำกันมา ใครก็จ่าย” นั่นคือรูปแบบที่ทำกันจนมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แบบไร้การตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นเพราะหน่วยงานอื่นไปจ้องเล่นแต่ฝ่ายการเมืองแต่ไม่มองว่าข้าราชการประจำเป็นคนที่หากินกับระบบที่มันมีช่องว่างแบบนี้มานาน ทั้งๆ ที่ไม่ปกติ

แต่ทุกวันนี้ โลกของเราทันสมัยขึ้นมีการตรวจสอบจากประชาชนที่ผ่านโซเชียลมีเดีย มีการตรวจสอบผ่านพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนที่เอาจริงกับเรื่องพวกนี้ก็เลยทำให้หลายคนเห็นตระหนักเห็นปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น

: จุดเริ่มต้นแผลใหญ่ ยุค คสช.?

ก็อาจจะมีปัจจัยร่วมด้วย อย่าลืมนะว่า คสช.มาจากการรัฐประหาร เขาจะอยู่ได้และมีความมั่นคงเขาต้องเอาอกเอาใจข้าราชการและเครือข่ายบริวารของเขาในการเข้ามานั่งหัวโต๊ะในตำแหน่งบริหารสำคัญต่างๆ ในส่วนราชการ

การที่เขาจำเป็นจะต้องเอาคนของเขามานั่งแล้วปิดตาข้างหนึ่งบ้าง โดยที่พวกเขามองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินในคณะของเขาผ่านพ้นมาได้นะ สั่งได้ซ้ายหันขวาหันได้ ใครจะไปหากินกับระบบพวกนี้บ้างก็อย่าให้เดือดร้อนมาถึงก็แล้วกัน นั่นคือสิ่งที่มันปล่อยปละละเลยมา มันมีแรงจูงใจเยอะมาก

ดังนั้น ทุนสีเทา ความเทาๆ ในประเทศนี้ไม่ใช่แค่เพียงอำนาจรัฐในอดีตที่เอื้ออำนวยให้เขาเติบโตแต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราถ้ามองดีๆ นะสภาพเศรษฐกิจสังคมทุกวันนี้ มันมีสิ่งล่อตาล่อใจเยอะ

เปรียบเมื่อก่อนบ่อนปกติตามบ้านตามคอนโดฯ ตามชุมชนขยับไปเรื่อยเปลี่ยนไปเรื่อยเวียนไปเรื่อยเพราะตำรวจก็จะส่งซิกเดือนนี้ได้แค่นี้นะเดือนหน้าไปเขตนั้น เพราะเดี๋ยวนายจะลงตรวจ

หลังๆ มามันไม่ใช่ มันเป็นบ่อนออนไลน์ไปจดโดเมนอยู่ต่างประเทศ คนพวกนี้ถือโอกาสหาช่องว่างตรงนั้นไปทำ คุณจะปิดวันนี้ พรุ่งนี้เขาก็หนีไปจดเปิดใหม่ได้ จะใช้ชื่อ 111 ก็เป็น 222 888 ก็ชื่อเดิมๆ แต่ว่าเปลี่ยนตัวเลขข้างหลัง มันทำให้การหากินกว้างขึ้น

คุณอยากเปิดไม่เป็นไร ผมไม่จับ แต่คุณจ่ายมารายเดือน การหากินแบบนี้มันเกิดขึ้นเยอะมากโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย แล้วไม่สามารถจับกุมคนกระทำผิดได้ สาวไปไม่ถึงเพราะเงินโอนเข้าบัญชีม้า เปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ไปตามไม่ได้

นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะบอกว่าโลกมันทันสมัยขึ้นกลไกที่ไปตามจับตามกำกับดูแลก็ไปไม่ทันตาม

กฎหมายฉบับหนึ่งกว่าจะผ่านสภาได้เป็นปี แล้วมันจะไปทันโลกได้อย่างไร ทำให้กลไกตำรวจหรือฝ่ายปกครองที่มีอำนาจใช้กฎหมายเห็นช่องโหว่พวกนี้

แล้วในฐานะที่เขาเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเขาจะใช้ช่องโหว่พวกนี้ในการหากินแสวงหาประโยชน์ซึ่งก็เป็นเรื่องยากมากที่จะไปตามจับได้หมด

: การออกมาเคลื่อนไหว “บิ๊กตำรวจ” ในช่วงนี้ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง?

ผมกำลังมองว่านี่คือการเปิดประตูบานใหญ่ให้นำไปสู่การปฏิรูปหรือจะเรียกว่าปฏิวัติวงการตำรวจก็ว่าได้ ปฏิรูปคงไม่พอแล้ว

ตั้งแต่เราเกิดมาผมเชื่อว่าทุกคนคงได้ยินเรื่องตำรวจรีดไถตำรวจหากิน รับส่วยฟังกันจนเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่อาชีพนี้ควรจะสง่าผ่าเผย น้ำไหลน้ำไม่ไหลไฟดับรถติดรถชนทุกคนคิดถึงตำรวจหมด เพราะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากอาชีพหนึ่ง แต่อีกด้านทุกคนก็ประณามหยามเหยียดนะ ทั้งๆ ที่มีตำรวจไม่กี่คนหรอกที่ทำให้เกิดเรื่องฉาวโฉ่

ฉะนั้น ผมมองว่าอดีตนายตำรวจใหญ่มองในมุมหนึ่งก็เป็นข้อดีของการเปิดประตูไปสู่การปฏิรูป แต่มองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นความเน่าเฟะความเสียหายของวงการตำรวจว่าถ้าคุณไม่เสียประโยชน์ถ้าคุณไม่เป็นเหยื่อเอง ถ้าคุณไม่ถูกกระทำเองคุณก็คงไม่พูด คุณก็คงยอมรับชะตากรรมและยอมรับใช้ระบบนี้ต่อไปหรือเปล่า? ก็อาจจะเป็นคำถามหนึ่งได้เหมือนกัน

เราต้องเรียกร้องสังคมว่าเห็นแล้วหรือยังว่าปัญหามันถูกซุกไว้นานมาก และมันไม่ใช่ปัญหาของตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างที่เราเข้าใจ ที่เราบอกว่าตำรวจรีดไถตำรวจจราจรมาโบกรถตั้งด่านเก็บเงินอันนั้นเรื่องเล็กมาก เมื่อเทียบตอนนี้ต้องแก้ระดับหัว

ก็ถามกลับไปที่นายกฯ ในฐานะที่กำกับดูแลตำรวจ ว่าถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลต้องจริงจังกับเรื่องนี้?

แต่พอนักข่าวถาม ก็ตอบว่าไม่ยุ่งเพราะว่ามันเป็นเรื่องของตำรวจ ผมอยู่แค่ 4 เดือนเห็นไหมว่ามันก็พันอยู่งูกินหางแบบนี้

ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลหน้ามาต้องจัดการเป็นเรื่องสำคัญและเป็นวาระแห่งชาติด้วยซ้ำไป

: พรรคประชาชนมีโมเดลแก้ปัญหาตำรวจอย่างไร?

สิ่งแรกเลยหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นของเราและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราจะเปลี่ยนโฉมหน้าตำรวจของไทยกลายเป็น “ตำรวจมืออาชีพ” ที่ทัดเทียมนานาประเทศที่ทันสมัยอย่างญี่ปุ่น อังกฤษ

โดยประตูบานแรกนั้นคือการเป็นรัฐบาลก่อน ประตูบานต่อไปก็คือเราจะต้องมีการยกร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งโดยผ่านกลไกของคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ เป็นหลักในการจัดการกับเรื่องนี้โดยตั้งคณะขึ้นมายกร่างกฎหมายที่เราเรียกว่า พ.ร.บ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมายกเลิก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 แล้วเราจะเปลี่ยนภาพกฎหมายตำรวจไปเลย จะไม่มีปัญหาการวิ่งเต้นการแต่งตั้งการซื้อขายตำแหน่ง ข้ามห้วยอย่างที่เราเห็นกันมา

ที่เรียกว่า “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ” เพราะว่าเราจะไม่มีคำว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อีกต่อไป ตำแหน่งในสำนักงานที่ผู้ที่บริหารงานสูงสุดอยู่คือ เลขาธิการสำนักงาน ทำหน้าที่เหมือนเลขาธิการสภาความมั่นคงเหมือนกับเลขาธิการต่างๆ ที่เป็นสำนักงานภายใต้การกำกับงานของนายกรัฐมนตรี

ซึ่งเลขาธิการนี้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่กลไกตำรวจจะถูกแยกออกเป็น 3 กลไกคือ 1. กลไกตำรวจในพื้นที่ 2. ตำรวจส่วนกลาง และ 3. ตำรวจส่วนตรวจสอบ

ตํารวจส่วนพื้นที่ จะถูกกระจายออกไปใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ 1 จังหวัดต่อ 1 สำนักงานตำรวจจังหวัด จะไม่มีกองบังคับการตำรวจจังหวัด แต่จะเปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจจังหวัด เช่น สำนักงานตำรวจจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานตำรวจจังหวัดขอนแก่น มีผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจจังหวัดเป็นเบอร์ 1 ของที่นั่น ไม่ใช่ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดอีกต่อไปทำงานร่วมกับผู้ว่า

เราจะตัดสายบังคับบัญชาในลักษณะทหารออกจากตำรวจเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตำรวจเป็นทหารหรือกองทัพไม่ใช้กลไกนี้ แต่ตำรวจต้องเป็นข้าราชการพลเรือนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการดำเนินการ

เมื่อตำรวจถูกแปรสภาพจากกลไกแบบทหารมาเป็นกลไกข้าราชการพลเรือนเขาจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น

เขาจะไม่รู้สึกว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นคำสั่งที่สั่งไปตายสั่งไปไหนก็ได้สั่งให้ผิดเป็นถูกได้ไม่ได้ คุณต้องใกล้ชิดกับประชาชนคุณต้องเป็นข้าราชการพลเรือน ใครจะบรรจุงานจะสอบเข้าคุณเป็นคนจังหวัดไหนคุณสอบเข้าจังหวัดนั้นแล้วคุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจะถูกย้ายข้ามห้วยไปภาคอื่นไปจังหวัดอื่นคุณจะเป็นลูกเป็นหลานในจังหวัดนั้นแล้วคุณจะรู้สึกหวงแหนว่านี่คือบ้านเกิด คุณจะรู้สึกความมีความมั่นคงมากขึ้น

แล้วถ้าตำรวจทำผิดในจังหวัดนั้น กลไกตรวจสอบในจังหวัดมันจะเข้มข้นมากเราวางกลไกตรวจสอบไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะตำรวจที่เติบโตในจังหวัดคุณยิ่งอยู่ในพื้นที่มากเท่าไรตั้งแต่เกิดคุณยิ่งเป็นที่รู้จักในคนของในพื้นที่ คุณยิ่งเป็นที่ถูกตรวจสอบเครดิตมากขึ้น

ครอบครัวของตระกูลคุณจะถูกค้ำประกันโดยตัวของคุณ

ขณะที่ส่วน 2 โมเดล ตำรวจส่วนกลาง เหมือนตำรวจสอบสวนกลาง เดิมจะมีหลายหน่วยที่ซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงต่างๆ เช่น ตำรวจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ ตำรวจ อย.นะ ตำรวจเศรษฐกิจ ลิขสิทธิ์ เรามีตำรวจซ้ำซ้อนเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่กฎหมายปฏิรูปให้อำนาจตำรวจจ่ายโอนงานต่างๆ ไปให้หน่วยเฉพาะกิจได้เลยที่เขามีอำนาจเฉพาะ

ตำรวจป่าไม้ก็โอนไปให้กระทรวงทรัพยากรฯ ตำรวจ อย.ก็โอนไปให้กระทรวงสาธารณสุข ที่เขามี อย.อยู่แล้ว เฉพาะทางอยู่แล้ว

โอนออกไป ลีนตำรวจส่วนกลางลงให้ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มันมีความซับซ้อนจริงๆ ที่ไม่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบ เป็นเหมือนกองปราบอยู่ในส่วนนี้

แต่ใครที่จะเข้ามาเป็นตำรวจในส่วนกลางนี้ที่มาจะยากมาก คุณจะโอนมาจากจังหวัดเป็นไปไม่ได้ ใครจะช่วยกันไม่ได้ ตั้งต้นทางไหนจะเติบโตในทางนั้น

สุดท้าย ส่วนที่ 3 ตำรวจตรวจสอบ เป็นหน้าที่เฉพาะด้านเรื่องกฎหมายมา เป็นส่วนที่ตรวจสอบในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการตำรวจโดยเฉพาะ เหมือนจเรตำรวจปัจจุบัน เป็นอัยการของตำรวจ คอยตรวจสอบกลไก

ที่มาสายนี้ก็จะชัด มีความเชี่ยวชาญ เรียกว่า เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ จะไม่มีความรู้สึกเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันเหมือนในอดีตที่เรียกมาด้วยกัน แล้วกระจายกันโตช่วยกัน เราจะแยกส่วนแยกที่มาชัด

ผมคิดว่าที่ผ่านมามันเป็นความสิ้นหวังของประชาชน ที่ไปแจ้งความแล้วไม่ได้รับแจ้งความไม่มีการจดเลขคดี

ผมคิดว่าถ้าตำรวจทำหน้าที่ของเขาจริงๆ ปัญหาประชาชนต้องไปพึ่งพา ทนาย พึ่งพารายการ พึ่งพาอินฟลูฯ จะไม่มีฮีโร่โซเชียลมีเดีย แต่ตำรวจจะเป็นฮีโร่ของประชาชน

ผมถึงบอกว่าถ้าเมื่อไหร่เรามีการปฏิรูปตำรวจได้ชัดเจนแบบโมเดลที่ผมว่า ตำรวจจะเป็นฮีโร่ของคนในจังหวัดจะไม่มีใครอยากจะไปเรียกร้องสื่อต่างๆ

ตำรวจจังหวัดเมื่อเขามีความมั่นคง เขารู้สึกหวงแหนพื้นที่อยากช่วยพี่น้องประชาชนในท้องที่

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?