bg-single

รักษาการมหาวิทยาลัย | สุรชาติ บำรุงสุข

01.12.2025

     หนึ่งในประเด็นสำคัญในเรื่องของการบริหารมหาวิทยาลัย คือ ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งอธิการบดี  ประเด็นนี้ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่ก็อาจเป็นเรื่องได้ เนื่องจากท่านผู้นำของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2565 แต่เกิดมีคดีฟ้องร้องตามมาในศาลปกครอง และมีการอุทธรณ์เกิดขึ้นจากมติของสภามหาวิทยาลัย จึงทำให้เกิดภาวะ “ท่านผู้นำรักษาการ” มาจนบัดนี้ (พฤศจิกายน 2568)

      น่าสนใจว่า ท่านผู้นำที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ อยู่ในตำแหน่งรักษาการกำลังจะครบ 4 ปีตามวาระของการดำรงตำแหน่งใน 1 สมัย (มีนาคม 2569) แต่ในทางกฎหมาย ถือเสมือนว่าการดำรงตำแหน่ง “ยังไม่ได้เป็นจริง” เพราะเป็นเพียงตำแหน่งในแบบรักษาการเท่านั้น

ระบอบรักษาการ

       การรักษาการนานๆ แบบไม่นับระยะเวลาของการอยู่ในอำนาจเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการอยู่แบบ “ไม่นับอายุ” ซึ่งถ้าเปรียบเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ในวิชารัฐศาสตร์แล้ว รัฐบาลรักษาการที่ไม่นับอายุการดำรงตำแหน่งมีประเภทเดียวคือ “รัฐบาลจอมเผด็จการ” ที่เชื่อว่า ท่านผู้นำและบรรดาก๊วนการเมืองของเขาอยู่ในตำแหน่งไปได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องผูกมักกับกรอบเวลามาตรฐานของอายุรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในทางการเมือง คือ 4 ปี

       ปัญหาเช่นนี้ ชวนให้คิดอย่างมากว่า เพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยเกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และเกิด “ธรรมาภิบาลของตำแหน่ง” การรักษาการตำแหน่งบริหารจึงน่าจะมีกรอบเวลากำกับบ้างหรือไม่ เช่น ถ้าท่านผู้นำสนุกสนานกับการรักษาการครบ 4 ปี ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเพียงพอแล้ว

       ดังนั้น จะเป็นไปได้ไหมครับว่า … ไม่ว่าจะมีคำชี้ขาดของศาลในคดีของการฟ้องร้องเรื่องตำแหน่งออกมาหรือไม่ก็ตาม แต่น่าจะมีการ “ทำประชามติ” ว่า ท่านผู้นำควรจะเสวยสุขกินตำแหน่งและสนุกกับอยู่ในอำนาจต่อไปอีกหรือไม่ เพราะตอนนี้ นึกไม่ออกว่า เราควรจะแก้ปัญหา “ระบอบรักษาการมหาวิทยาลัย” ในลักษณะเช่นนี้กันอย่างไรดี หรือจะถือว่า เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ เพราะเป็น “สิทธิทางกฎหมาย” แต่คำถามคือ ควรเป็นเช่นนั้นหรือ

       เนื่องจากมีผลสืบเนื่อง จนต้องเรียกการรักษาการเช่นนี้ว่าเป็น “ระบอบ” (regime) นั้น เป็นเพราะการรักษาการเช่นนี้ ถูกทำให้เกิด “ความเป็นสถาบัน” (institutionalization) และมีความถูกต้องในตัวเอง ด้วยการทำให้อยู่ได้นาน (และอาจนานมาก เช่น ภาวะการรักษาการเช่นนี้ในบางมหาวิทยาลัยอาจเกินกว่า 4 ปี) โดยมีข้ออ้างอิงทางกฎหมายเป็นปัจจัยรองรับ ภาวะเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความเป็น “ระบอบ” เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

       การรักษาราชการที่มีระยะเวลายาวนานเช่นนี้ น่าจะเป็น “สิทธิพิเศษ” ที่มหาวิทยาลัยมีในระบบราชการ เพราะหน่วยราชการตามปกติ ไม่มีทางที่จะมีการรักษาการแบบเป็นปีๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน และไม่มีใครอนุญาตให้ทำเช่นนั้นด้วย ยกเว้นกรณีของ “อธิการบดีรักษาการ” ที่มีอายุกี่ปีก็ได้ จนกว่าศาลจะตัดสินแล้ว และตัดสินแล้ว ก็ยังสามารถอุทธรณ์อยู่ต่อได้อีก จนกว่าศาลตัดสินชี้ขาดสุดท้าย

       ฉะนั้นเราอาจทดลองเสนอทางออก เช่น ถ้าคิดตามข้อเสนอเรื่องการทำประชามติจากเวทีการเมืองไทยปัจจุบัน เพราะตอนนี้มีทั้งประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญที่เสนอจากฝ่ายที่สุดข้างหนึ่ง และประชามติเรื่องบันทึกช่วยจำไทย-กัมพูชาจากเสนอจากฝ่ายที่สุดอีกข้างหนึ่ง โดยหวังว่า ผลของประชามติจะเป็นข้อยุติในการแก้ปัญหาของความขัดแย้งทางการเมืองได้ในที่สุด

       ที่ต้องกล่าวด้วยแนวทางประชามติเช่นนี้ เพราะนึกไม่ออกว่า เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร … แต่อธิการฯ ที่ถูกฟ้องในศาลมักอ้างว่า เขามีสิทธิตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือ สิทธิตามกฎหมายนี้ควรมีการเร่งรัดภายใต้กรอบเวลาได้บ้างไหม เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนในการบริหารและการดำรงตำแหน่ง เช่น ควรมีการทำประชามติเพื่อ “รับรองหรือไม่รับรอง” ต่อการรักษาการของฝ่ายบริหารที่ครบ 4 ปี

       หรือในอีกด้าน ถ้าศาลตัดสินให้เขาอยู่ต่อคือ ฝ่ายบริหารที่ถูกฟ้องเป็นฝ่ายชนะในคดี ก็ควรถอยการนับอายุการเป็นผู้บริหารกลับไปตั้งแต่วันดำรงตำแหน่ง ซึ่งไม่ต่างจากการขอตำแหน่งวิชาการ เช่น ถอยการนับการได้ตำแหน่งวิชาการ กลับไปนับวันดำรงตำแหน่งในวันที่ยื่นขอ ไม่ใช่นับจากวันที่ประกาศว่าได้ตำแหน่งนั้น

       แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว การทำประชามติอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่แตกต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดในการเมืองไทย ซึ่งข้อเสนอนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนที่เราไม่มีคำตอบในการแก้ปัญหาระบอบรักษาการในมหาวิทยาลัย นอกจาก “คอย” คำตัดสินจากศาลเท่านั้น จึงทำให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรราชการเดียวที่รักษาการได้อย่างยาวนาน

ยิ่งช้า-ยิ่งชัด !

        อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการแต่งตั้งอธิการฯ ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ มีประโยชน์ประการเดียว คือ ทำให้ประชาคมมหาวิทยาลัยได้เห็นถึง “ตัวตนที่แท้จริง” ของท่านผู้นำ อย่างน้อยใน 6 ประเด็นของความเป็นฝ่ายบริหาร ดังนี้ 1) โกงไหม 2) บ้าอำนาจไหม 3) ชอบใช้อำนาจกลั่นแกล้งในทางไม่เป็นธรรมไหม 4) แสวงหาช่องทางในการหาประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวกไหม 5) เล่นพรรคเล่นพวกมากเกินไปไหม 6) มีปัญญาไหม

         ฉะนั้นในบริบทเช่นนี้ ระยะเวลาที่นานขึ้นมีประโยชน์โดยตรง คือ อาจจะทำให้เราเห็น “ความเหลวแหลก – ความเละเทะ” ของระบบไร้ธรรมาภิบาลของท่านผู้นำได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือกล่าวตรงๆ ในภาษาชาวบ้านได้ว่า “ยิ่งนานวัน ยิ่งลายออกมากขึ้น” นั่นเอง (นี่ขนาดฝ่ายบริหารไม่ใช่พวก “สักลาย” ยัง “ลายมาก” ขนาดนี้ !)

       แต่ปัญหาที่เป็นคำถามสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัย คือ แล้วคนในประชาคม “จำเป็น” ต้องทนอยู่กับระบบที่เหลวแหลกจากความไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด เพราะยิ่งนานวัน ยิ่งเห็นชัด

      ในท่ามกลางปัญหาของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์นั้น ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งสำเนาหนังสือราชการเวียนถึงทุกหน่วยราชการ อันเป็นผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ดังความว่า “การรักษาราชการแทนจึงเป็นการชั่วคราว ไม่ควรที่จะให้มีการรักษาราชการแทนยาวนานเกินจำเป็น เพราะจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการรักษาราชการแทน อีกทั้งยังจะเป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบอันส่งผลต่อระบบราชการได้ จึงไม่ควรให้มีการรักษาราชการแทนเกิน 180 วัน เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้นตามข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” (หนังสือราชการที่ นร 0503/ ว480, 20 พฤศจิกายน 2568)

     หนังสือราชการจากสำนักเลขา ครม. สรุปสาระสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. การรักษาราชการไม่ควรเกิน 180 วัน
  2. การรักษาราชการต้องไม่เป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ
  3. ถ้าจะไม่ทำตาม ต้องมีเหตุอัน “จำเป็นอย่างยิ่ง” เท่านั้น

ยิ่งช้า-ยิ่งชอบ

     ดังนั้น เมื่อมีบรรดาอาจารย์ในลา-ลา แลนด์ เห็นจดหมายเวียนฉบับนี้เข้า หลายคนดีใจอย่างมาก เพราะนึกว่า ครม. ได้ยินเสียงวิจารณ์ในมหาวิทยาลัย เลยทำหนังสือราชการนี้เวียนแจ้งหน่วยราชการ ซึ่งก็รวมทั้งทุกมหาวิทยาลัยด้วย แต่ว่าที่จริงแล้ว ก็คงเป็นหลักเกณฑ์ปกติที่ ครม. แจ้งเตือนในเรื่องนี้ เพราะประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร หากแต่เนื่องจากหนังสือฉบับนี้ออกมาสอดรับกับสถานการณ์และปัญหาความ “ไม่ชอบมาพากล” ที่กำลังเกิดในบ้านของพวกเขาอย่างพอดิบพอดี

      จดหมายเวียนนี้จึงเสมือนเลขา ครม. รู้ใจคนในลา-ลา แลนด์แห่งนี้ในแบบ “ธรรมะจัดสรร” เพราะหนังสือจากสำนักเลขาสอดรับพอดีกับปัญหา ข้อถกเถียง และข้อสังเกตของสิ่งที่เกิดในมหาวิทยาลัยนี้อย่างมาก อีกทั้ง หลายคนยังเชื่อในทางที่ดีว่า จดหมายเวียนนี้คือ “สัญญาณเตือน” ถึงผู้นำเผด็จการที่ลา-ลา แลนด์ อย่างน้อยก็ให้สำเนียกในข้อ 2 ไว้บ้าง แต่ท่านผู้นำและก๊วนมีความเชื่อว่า จดหมายนี้ไม่มีนัยอะไรกับการรักษาการในที่นี้

      ดังที่กล่าวแล้วว่า ท่านผู้นำประสบความสำเร็จทำให้ได้รับการสรรหา และเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีในวันที่ 25 มีนาคม 2565 แต่เผอิญมีการฟ้องร้องต่อศาลสถิตยุติธรรม และแพ้คดีในศาลชั้นต้น สภามหาวิทยาลัยจึงได้อุทธรณ์ตามขั้นตอน และคดีนี้ในปัจจุบันอยู่ในระหว่างรอผลการอุทธรณ์ จึงทำให้เกิดตำแหน่ง “ท่านผู้นำรักษาการ” ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว

      ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ผมต้องตอบคำถามของอาจารย์หลายท่านว่า ถ้าการรักษาการครบ 4 ปีตามวาระแล้ว จะเปิดให้มีการสรรหาท่านผู้นำใหม่หรือไม่ … คำตอบคือ “ไม่มี” เพราะท่านผู้นำมี “สิทธิทางกฎหมาย” อันเป็นผลจากการอุทธรณ์ในคดี และเจ้าตัวผ่านกระบวนการสรรหาแล้ว จึงมี “ความพิเศษ” ที่จะอยู่ในตำแหน่งรักษาการไปจนกว่าจะมีคำตัดสินจากศาลเป็นอื่น ดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่มีตำแหน่งราชการอื่นมีสิทธิมากเช่นนี้

       ถ้าศาลตัดสินให้อยู่ต่อ การนับอายุตำแหน่งจึงจะเริ่มนับ 1 ของการดำรงวาระ … ยิ่งศาลตัดสินช้าเท่าใด ก็ยิ่งดำรงตำแหน่งได้นานขึ้นเท่านั้น หรือที่ผมอยากจะเปรียบเปรยว่า “ยิ่งช้า ยิ่งชอบ”

       คำตัดสินที่ทอดระยะเวลาออกไป จะยิ่งทำให้ท่านผู้นำ “เอ็นจอย” เพราะสามารถอยู่ในอำนาจได้นานขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น สมมติศาลใช้เวลาตัดสินราว 4 หรือ 5 ปีก็ตาม ระยะเวลาตรงนี้จึงเป็นเสมือน “ตั๋วฟรี” ในการเดินทาง เพราะจะไม่ถูกนับเวลา ดังได้กล่าวแล้วว่า การดำรงตำแหน่งจะเริ่มนับเวลาเมื่อคำตัดสินของศาลออกมาแล้วเท่านั้น … ตำแหน่งรักษาการอธิการฯ คือ ตั๋วฟรีที่ใช้เดินทางแบบไม่จำกัดเวลา

         ดังนั้น แม้หนังสือเวียนกำหนดเวลาการรักษาการไม่เกิน 180 วันจากสำนักเลขาฯ จะไม่ได้เป็นข้อห้ามโดยตรงต่อการรักษาการของท่านผู้นำในกรณีนี้ แต่อย่างน้อยหลักการที่ว่า การรักษาการจะต้องไม่นำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบนั้น ยังคงต้องถือเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญของหน่วยงานราชการ

         ปัญหาในกรณีเช่นนี้ จะถือว่ารักษาการแล้ว ผู้บริหารจะใช้อำนาจได้อย่างสนุกสนานตามอำเภอใจ เสมือนมหาวิทยาลัยเป็น ”บริษัทธุรกิจส่วนตัว“ น่าจะไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยยังรับเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และผูกพันกับการดำเนินการที่มี “หลักธรรมาภิบาล” ของรัฐบาลเป็นแนวทางกำกับ

เส้นดี ไม่ปวดเส้น ไม่เสียเส้น !

       ท่านผู้นำและบรรดาสมุนในก๊วน (ทั้งก๊วนกอล์ฟ ก๊วนไวน์ ก๊วนกิน  ก๊วนอำนาจ) ควรต้องยอมรับความจริงว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่ “ทรัพย์สินส่วนตัว” ในแบบมหาวิทยาลัยเอกชน ที่เจ้าของอาจจะชี้นิ้วตามที่ต้องการได้ทั้งหมด เท่าๆ กับที่ไม่ใช่ “บริษัทเอกชน” ที่มีอธิการเป็นเจ้าของ และมีรองอธิการเป็นหลงจู๊และเสมียน และคนที่เหลือ คือหัวหน้าแผนกและลูกจ้าง จึงสามารถใช้อำนาจได้ตามชอบใจ แต่ว่าที่จริง บริษัทเอกชนวันนี้ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน ไม่ใช่จะดำเนินการได้ตามความพอใจของนายจ้างเจ้าของธุรกิจทั้งหมด

       แต่ที่ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ มหาวิทยาลัยกำลังถูก “ทำให้เป็นทรัพย์สินเอกชน” (privatization) โดยมีฝ่ายบริหารเป็นผู้กุมอำนาจ และมี “เนติบริกร” ในสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ออก “ใบรับประกันความถูกต้อง” ในการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ เป็น privatization เพื่อการสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้บริหาร

        ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดในลา-ลา แลนด์ จึงไม่ใช่แนวคิด privatization ตามหลักวิชาการ “เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย” เช่นที่มีการดำเนินการกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่เป็น “กลไกอำนาจ” ในการเข้าควบคุมองค์กรมหาวิทยาลัยทั้งหมด

        ภาวะเช่นนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ จะช่วย “ชายตามอง” ความไร้ธรรมาภิบาลที่กำลังครอบงำมหาวิทยาลัยบ้างได้ไหม อย่าไปสนใจแต่ว่ามหาวิทยาลัยได้รางวัลอะไร แต่อยากให้แบ่งมาสนใจมาดูในเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม-ความไม่ถูกต้อง” ที่กำลังถูกสร้างให้เป็น “ความปกติใหม่” (new normal) ของมหาวิทยาลัยบ้าง เพราะมีข่าวว่า มีเรื่องร้องเรียนของมหาวิทยาลัยนี้อยู่ในกระทรวงฯ หลายเรื่อง แต่เขาลือกันในมหาวิทยาลัยว่า ท่านผู้นำ “เส้นดี” การร้องเรียนทำอะไรไม่ได้ …

         เส้นดีไงครับ ถึงวิ่งเก่ง และไม่มีอาการปวดเส้นจนทำให้ต้องเสียเส้นด้วย 555!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร