หนึ่งในประเด็นสำคัญในเรื่องของการบริหารมหาวิทยาลัย คือ ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งอธิการบดี ประเด็นนี้ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่ก็อาจเป็นเรื่องได้ เนื่องจากท่านผู้นำของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2565 แต่เกิดมีคดีฟ้องร้องตามมาในศาลปกครอง และมีการอุทธรณ์เกิดขึ้นจากมติของสภามหาวิทยาลัย จึงทำให้เกิดภาวะ “ท่านผู้นำรักษาการ” มาจนบัดนี้ (พฤศจิกายน 2568)
น่าสนใจว่า ท่านผู้นำที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ อยู่ในตำแหน่งรักษาการกำลังจะครบ 4 ปีตามวาระของการดำรงตำแหน่งใน 1 สมัย (มีนาคม 2569) แต่ในทางกฎหมาย ถือเสมือนว่าการดำรงตำแหน่ง “ยังไม่ได้เป็นจริง” เพราะเป็นเพียงตำแหน่งในแบบรักษาการเท่านั้น
ระบอบรักษาการ
การรักษาการนานๆ แบบไม่นับระยะเวลาของการอยู่ในอำนาจเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการอยู่แบบ “ไม่นับอายุ” ซึ่งถ้าเปรียบเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ในวิชารัฐศาสตร์แล้ว รัฐบาลรักษาการที่ไม่นับอายุการดำรงตำแหน่งมีประเภทเดียวคือ “รัฐบาลจอมเผด็จการ” ที่เชื่อว่า ท่านผู้นำและบรรดาก๊วนการเมืองของเขาอยู่ในตำแหน่งไปได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องผูกมักกับกรอบเวลามาตรฐานของอายุรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในทางการเมือง คือ 4 ปี
ปัญหาเช่นนี้ ชวนให้คิดอย่างมากว่า เพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยเกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และเกิด “ธรรมาภิบาลของตำแหน่ง” การรักษาการตำแหน่งบริหารจึงน่าจะมีกรอบเวลากำกับบ้างหรือไม่ เช่น ถ้าท่านผู้นำสนุกสนานกับการรักษาการครบ 4 ปี ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเพียงพอแล้ว
ดังนั้น จะเป็นไปได้ไหมครับว่า … ไม่ว่าจะมีคำชี้ขาดของศาลในคดีของการฟ้องร้องเรื่องตำแหน่งออกมาหรือไม่ก็ตาม แต่น่าจะมีการ “ทำประชามติ” ว่า ท่านผู้นำควรจะเสวยสุขกินตำแหน่งและสนุกกับอยู่ในอำนาจต่อไปอีกหรือไม่ เพราะตอนนี้ นึกไม่ออกว่า เราควรจะแก้ปัญหา “ระบอบรักษาการมหาวิทยาลัย” ในลักษณะเช่นนี้กันอย่างไรดี หรือจะถือว่า เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ เพราะเป็น “สิทธิทางกฎหมาย” แต่คำถามคือ ควรเป็นเช่นนั้นหรือ
เนื่องจากมีผลสืบเนื่อง จนต้องเรียกการรักษาการเช่นนี้ว่าเป็น “ระบอบ” (regime) นั้น เป็นเพราะการรักษาการเช่นนี้ ถูกทำให้เกิด “ความเป็นสถาบัน” (institutionalization) และมีความถูกต้องในตัวเอง ด้วยการทำให้อยู่ได้นาน (และอาจนานมาก เช่น ภาวะการรักษาการเช่นนี้ในบางมหาวิทยาลัยอาจเกินกว่า 4 ปี) โดยมีข้ออ้างอิงทางกฎหมายเป็นปัจจัยรองรับ ภาวะเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความเป็น “ระบอบ” เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การรักษาราชการที่มีระยะเวลายาวนานเช่นนี้ น่าจะเป็น “สิทธิพิเศษ” ที่มหาวิทยาลัยมีในระบบราชการ เพราะหน่วยราชการตามปกติ ไม่มีทางที่จะมีการรักษาการแบบเป็นปีๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน และไม่มีใครอนุญาตให้ทำเช่นนั้นด้วย ยกเว้นกรณีของ “อธิการบดีรักษาการ” ที่มีอายุกี่ปีก็ได้ จนกว่าศาลจะตัดสินแล้ว และตัดสินแล้ว ก็ยังสามารถอุทธรณ์อยู่ต่อได้อีก จนกว่าศาลตัดสินชี้ขาดสุดท้าย
ฉะนั้นเราอาจทดลองเสนอทางออก เช่น ถ้าคิดตามข้อเสนอเรื่องการทำประชามติจากเวทีการเมืองไทยปัจจุบัน เพราะตอนนี้มีทั้งประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญที่เสนอจากฝ่ายที่สุดข้างหนึ่ง และประชามติเรื่องบันทึกช่วยจำไทย-กัมพูชาจากเสนอจากฝ่ายที่สุดอีกข้างหนึ่ง โดยหวังว่า ผลของประชามติจะเป็นข้อยุติในการแก้ปัญหาของความขัดแย้งทางการเมืองได้ในที่สุด
ที่ต้องกล่าวด้วยแนวทางประชามติเช่นนี้ เพราะนึกไม่ออกว่า เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร … แต่อธิการฯ ที่ถูกฟ้องในศาลมักอ้างว่า เขามีสิทธิตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือ สิทธิตามกฎหมายนี้ควรมีการเร่งรัดภายใต้กรอบเวลาได้บ้างไหม เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนในการบริหารและการดำรงตำแหน่ง เช่น ควรมีการทำประชามติเพื่อ “รับรองหรือไม่รับรอง” ต่อการรักษาการของฝ่ายบริหารที่ครบ 4 ปี
หรือในอีกด้าน ถ้าศาลตัดสินให้เขาอยู่ต่อคือ ฝ่ายบริหารที่ถูกฟ้องเป็นฝ่ายชนะในคดี ก็ควรถอยการนับอายุการเป็นผู้บริหารกลับไปตั้งแต่วันดำรงตำแหน่ง ซึ่งไม่ต่างจากการขอตำแหน่งวิชาการ เช่น ถอยการนับการได้ตำแหน่งวิชาการ กลับไปนับวันดำรงตำแหน่งในวันที่ยื่นขอ ไม่ใช่นับจากวันที่ประกาศว่าได้ตำแหน่งนั้น
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว การทำประชามติอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่แตกต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดในการเมืองไทย ซึ่งข้อเสนอนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนที่เราไม่มีคำตอบในการแก้ปัญหาระบอบรักษาการในมหาวิทยาลัย นอกจาก “คอย” คำตัดสินจากศาลเท่านั้น จึงทำให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรราชการเดียวที่รักษาการได้อย่างยาวนาน
ยิ่งช้า-ยิ่งชัด !
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการแต่งตั้งอธิการฯ ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ มีประโยชน์ประการเดียว คือ ทำให้ประชาคมมหาวิทยาลัยได้เห็นถึง “ตัวตนที่แท้จริง” ของท่านผู้นำ อย่างน้อยใน 6 ประเด็นของความเป็นฝ่ายบริหาร ดังนี้ 1) โกงไหม 2) บ้าอำนาจไหม 3) ชอบใช้อำนาจกลั่นแกล้งในทางไม่เป็นธรรมไหม 4) แสวงหาช่องทางในการหาประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวกไหม 5) เล่นพรรคเล่นพวกมากเกินไปไหม 6) มีปัญญาไหม
ฉะนั้นในบริบทเช่นนี้ ระยะเวลาที่นานขึ้นมีประโยชน์โดยตรง คือ อาจจะทำให้เราเห็น “ความเหลวแหลก – ความเละเทะ” ของระบบไร้ธรรมาภิบาลของท่านผู้นำได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือกล่าวตรงๆ ในภาษาชาวบ้านได้ว่า “ยิ่งนานวัน ยิ่งลายออกมากขึ้น” นั่นเอง (นี่ขนาดฝ่ายบริหารไม่ใช่พวก “สักลาย” ยัง “ลายมาก” ขนาดนี้ !)
แต่ปัญหาที่เป็นคำถามสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัย คือ แล้วคนในประชาคม “จำเป็น” ต้องทนอยู่กับระบบที่เหลวแหลกจากความไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด เพราะยิ่งนานวัน ยิ่งเห็นชัด
ในท่ามกลางปัญหาของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์นั้น ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งสำเนาหนังสือราชการเวียนถึงทุกหน่วยราชการ อันเป็นผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ดังความว่า “การรักษาราชการแทนจึงเป็นการชั่วคราว ไม่ควรที่จะให้มีการรักษาราชการแทนยาวนานเกินจำเป็น เพราะจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการรักษาราชการแทน อีกทั้งยังจะเป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบอันส่งผลต่อระบบราชการได้ จึงไม่ควรให้มีการรักษาราชการแทนเกิน 180 วัน เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้นตามข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” (หนังสือราชการที่ นร 0503/ ว480, 20 พฤศจิกายน 2568)
หนังสือราชการจากสำนักเลขา ครม. สรุปสาระสำคัญ 3 ประการ คือ
- การรักษาราชการไม่ควรเกิน 180 วัน
- การรักษาราชการต้องไม่เป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ
- ถ้าจะไม่ทำตาม ต้องมีเหตุอัน “จำเป็นอย่างยิ่ง” เท่านั้น

ยิ่งช้า-ยิ่งชอบ
ดังนั้น เมื่อมีบรรดาอาจารย์ในลา-ลา แลนด์ เห็นจดหมายเวียนฉบับนี้เข้า หลายคนดีใจอย่างมาก เพราะนึกว่า ครม. ได้ยินเสียงวิจารณ์ในมหาวิทยาลัย เลยทำหนังสือราชการนี้เวียนแจ้งหน่วยราชการ ซึ่งก็รวมทั้งทุกมหาวิทยาลัยด้วย แต่ว่าที่จริงแล้ว ก็คงเป็นหลักเกณฑ์ปกติที่ ครม. แจ้งเตือนในเรื่องนี้ เพราะประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร หากแต่เนื่องจากหนังสือฉบับนี้ออกมาสอดรับกับสถานการณ์และปัญหาความ “ไม่ชอบมาพากล” ที่กำลังเกิดในบ้านของพวกเขาอย่างพอดิบพอดี
จดหมายเวียนนี้จึงเสมือนเลขา ครม. รู้ใจคนในลา-ลา แลนด์แห่งนี้ในแบบ “ธรรมะจัดสรร” เพราะหนังสือจากสำนักเลขาสอดรับพอดีกับปัญหา ข้อถกเถียง และข้อสังเกตของสิ่งที่เกิดในมหาวิทยาลัยนี้อย่างมาก อีกทั้ง หลายคนยังเชื่อในทางที่ดีว่า จดหมายเวียนนี้คือ “สัญญาณเตือน” ถึงผู้นำเผด็จการที่ลา-ลา แลนด์ อย่างน้อยก็ให้สำเนียกในข้อ 2 ไว้บ้าง แต่ท่านผู้นำและก๊วนมีความเชื่อว่า จดหมายนี้ไม่มีนัยอะไรกับการรักษาการในที่นี้
ดังที่กล่าวแล้วว่า ท่านผู้นำประสบความสำเร็จทำให้ได้รับการสรรหา และเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีในวันที่ 25 มีนาคม 2565 แต่เผอิญมีการฟ้องร้องต่อศาลสถิตยุติธรรม และแพ้คดีในศาลชั้นต้น สภามหาวิทยาลัยจึงได้อุทธรณ์ตามขั้นตอน และคดีนี้ในปัจจุบันอยู่ในระหว่างรอผลการอุทธรณ์ จึงทำให้เกิดตำแหน่ง “ท่านผู้นำรักษาการ” ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว
ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ผมต้องตอบคำถามของอาจารย์หลายท่านว่า ถ้าการรักษาการครบ 4 ปีตามวาระแล้ว จะเปิดให้มีการสรรหาท่านผู้นำใหม่หรือไม่ … คำตอบคือ “ไม่มี” เพราะท่านผู้นำมี “สิทธิทางกฎหมาย” อันเป็นผลจากการอุทธรณ์ในคดี และเจ้าตัวผ่านกระบวนการสรรหาแล้ว จึงมี “ความพิเศษ” ที่จะอยู่ในตำแหน่งรักษาการไปจนกว่าจะมีคำตัดสินจากศาลเป็นอื่น ดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่มีตำแหน่งราชการอื่นมีสิทธิมากเช่นนี้
ถ้าศาลตัดสินให้อยู่ต่อ การนับอายุตำแหน่งจึงจะเริ่มนับ 1 ของการดำรงวาระ … ยิ่งศาลตัดสินช้าเท่าใด ก็ยิ่งดำรงตำแหน่งได้นานขึ้นเท่านั้น หรือที่ผมอยากจะเปรียบเปรยว่า “ยิ่งช้า ยิ่งชอบ”
คำตัดสินที่ทอดระยะเวลาออกไป จะยิ่งทำให้ท่านผู้นำ “เอ็นจอย” เพราะสามารถอยู่ในอำนาจได้นานขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น สมมติศาลใช้เวลาตัดสินราว 4 หรือ 5 ปีก็ตาม ระยะเวลาตรงนี้จึงเป็นเสมือน “ตั๋วฟรี” ในการเดินทาง เพราะจะไม่ถูกนับเวลา ดังได้กล่าวแล้วว่า การดำรงตำแหน่งจะเริ่มนับเวลาเมื่อคำตัดสินของศาลออกมาแล้วเท่านั้น … ตำแหน่งรักษาการอธิการฯ คือ ตั๋วฟรีที่ใช้เดินทางแบบไม่จำกัดเวลา
ดังนั้น แม้หนังสือเวียนกำหนดเวลาการรักษาการไม่เกิน 180 วันจากสำนักเลขาฯ จะไม่ได้เป็นข้อห้ามโดยตรงต่อการรักษาการของท่านผู้นำในกรณีนี้ แต่อย่างน้อยหลักการที่ว่า การรักษาการจะต้องไม่นำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบนั้น ยังคงต้องถือเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญของหน่วยงานราชการ
ปัญหาในกรณีเช่นนี้ จะถือว่ารักษาการแล้ว ผู้บริหารจะใช้อำนาจได้อย่างสนุกสนานตามอำเภอใจ เสมือนมหาวิทยาลัยเป็น ”บริษัทธุรกิจส่วนตัว“ น่าจะไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยยังรับเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และผูกพันกับการดำเนินการที่มี “หลักธรรมาภิบาล” ของรัฐบาลเป็นแนวทางกำกับ
เส้นดี ไม่ปวดเส้น ไม่เสียเส้น !
ท่านผู้นำและบรรดาสมุนในก๊วน (ทั้งก๊วนกอล์ฟ ก๊วนไวน์ ก๊วนกิน ก๊วนอำนาจ) ควรต้องยอมรับความจริงว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่ “ทรัพย์สินส่วนตัว” ในแบบมหาวิทยาลัยเอกชน ที่เจ้าของอาจจะชี้นิ้วตามที่ต้องการได้ทั้งหมด เท่าๆ กับที่ไม่ใช่ “บริษัทเอกชน” ที่มีอธิการเป็นเจ้าของ และมีรองอธิการเป็นหลงจู๊และเสมียน และคนที่เหลือ คือหัวหน้าแผนกและลูกจ้าง จึงสามารถใช้อำนาจได้ตามชอบใจ แต่ว่าที่จริง บริษัทเอกชนวันนี้ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน ไม่ใช่จะดำเนินการได้ตามความพอใจของนายจ้างเจ้าของธุรกิจทั้งหมด
แต่ที่ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ มหาวิทยาลัยกำลังถูก “ทำให้เป็นทรัพย์สินเอกชน” (privatization) โดยมีฝ่ายบริหารเป็นผู้กุมอำนาจ และมี “เนติบริกร” ในสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ออก “ใบรับประกันความถูกต้อง” ในการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ เป็น privatization เพื่อการสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้บริหาร
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดในลา-ลา แลนด์ จึงไม่ใช่แนวคิด privatization ตามหลักวิชาการ “เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย” เช่นที่มีการดำเนินการกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่เป็น “กลไกอำนาจ” ในการเข้าควบคุมองค์กรมหาวิทยาลัยทั้งหมด
ภาวะเช่นนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ จะช่วย “ชายตามอง” ความไร้ธรรมาภิบาลที่กำลังครอบงำมหาวิทยาลัยบ้างได้ไหม อย่าไปสนใจแต่ว่ามหาวิทยาลัยได้รางวัลอะไร แต่อยากให้แบ่งมาสนใจมาดูในเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม-ความไม่ถูกต้อง” ที่กำลังถูกสร้างให้เป็น “ความปกติใหม่” (new normal) ของมหาวิทยาลัยบ้าง เพราะมีข่าวว่า มีเรื่องร้องเรียนของมหาวิทยาลัยนี้อยู่ในกระทรวงฯ หลายเรื่อง แต่เขาลือกันในมหาวิทยาลัยว่า ท่านผู้นำ “เส้นดี” การร้องเรียนทำอะไรไม่ได้ …
เส้นดีไงครับ ถึงวิ่งเก่ง และไม่มีอาการปวดเส้นจนทำให้ต้องเสียเส้นด้วย 555!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
