bg-single

MatiTalk รศ.ดร.ปรีชญาณ์ นักฟ้อน’จีนเทาไม่เท่าไทยเทา’สนิมในแดนสนธยาสั่นคลอนศรัทธากระบวนการยุติธรรม

10.12.2025

รายงานพิเศษ | จารุวิชญ์ สิงคะเนติ

“มีคำโบราณว่า ‘สนิมเกิดแต่เนื้อในตน’ คือจีนเทาไม่เท่าไทยเทานะคะ เราต้องยอมรับก่อนว่าจีนเทามันเข้ามาในประเทศไทยได้หรือสามารถสร้างอิทธิพลได้เพราะเรามีสนิมของเรา ถ้าไม่มี มันไม่มีวันเข้ามาได้ แล้วพอดีเขารู้เขาเห็นเขาใช้มัน นั่นคือจุดที่สำคัญที่สุด”

คือมุมมอง รศ.ดร.ปรีชญาณ์ นักฟ้อน หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ต่อกรณีจีนเทาและวิกฤตในราชทัณฑ์ การละเมิดระเบียบด้วย ‘ดุลยพินิจ’ และอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ

: เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในเรือนจำ

เราไม่เคยเชื่อว่า อะไรที่มันรุนแรงจะเกิดขึ้นมาตู้มทีเดียว มันมีทีละเล็กทีละน้อยสะสม ถ้าใช้คำง่ายๆ ก็คือ มันถึงย่ามใจถึงขั้นทำอะไรที่มันไม่ควรจะเกิดได้เยอะขนาดนี้ ซึ่งคำนี้แหละเป็นคำที่อาจจะต้องมานั่งคุยกันว่าจริงๆ แล้วมันมีอะไรที่ค่อยๆ บิดจากระเบียบเรือนจำไปเรื่อยๆ ไหม

สมมุติ มีระเบียบการเยี่ยมญาติ เยี่ยมญาติเยี่ยมแบบไหนได้บ้าง เรือนจำก็จะมีระเบียบใช่ไหม เคสไหนที่เยี่ยมได้กรณีพิเศษ เคสไหนที่มีความเฉพาะ มันจะเริ่มจากตรงนั้นก่อน ถ้ามันลงรายละเอียดชัดๆ เช่น ทนายมาเยี่ยมหรือมีเหตุจำเป็นป่วยไข้อะไรก็แล้วแต่

มันก็ค่อยๆ ออกจากระเบียบแล้วบวกดุลยพินิจ พอมันไปเรื่อยๆ มันค่อนข้างเทน้ำหนักไปที่ดุลยพินิจมากกว่าระเบียบ มันจะค่อยๆ ไปๆ จนบางทีมันออกนอกเส้นที่ไม่เหลือระเบียบอะไรไว้แล้วโดยไม่รู้ตัวหรือจะรู้ก็ไม่รู้นะ แต่เท่าที่เห็นก็คือว่า ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่ามันคงค่อยๆ พัฒนาการเรื่องของการยืดหยุ่นๆ ทำได้ๆ ลองทำดู เอ้ย! แล้วไม่เป็นไรนี่หว่า ไม่มีใครรู้ จนมาถึงเหตุการณ์ที่เราเห็น

ทุกคนก็ช็อกกันหมด

: ปัญหาการละเมิดระเบียบมาจากจุดไหน

เราคงไม่ได้โฟกัสแค่เรือนจำหรือราชทัณฑ์ ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องปกติที่มันจะเกิดได้ในทุกๆ องค์กร จะเป็นรัฐหรือเอกชน เพราะว่าเราคงไม่สามารถออกแบบระบบให้เป๊ะๆ ได้ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปหรือความหลากหลาย ฉะนั้นส่วนหนึ่งแน่นอนมันต้องมีพื้นที่ยืดหยุ่นให้เกิดการใช้ดุลยพินิจ

ทีนี้ พอมันเป็นเรื่องของมนุษย์ (human decision) มันก็ต้องมานั่งคุยในเรื่องที่ว่าแล้วมนุษย์จะถูกเทรนให้อยู่ในร่องในรอยยึดถือระบ่งระเบียบแค่ไหนหรืออย่างน้อยบิดนิดหนึ่ง แต่เจตนายังได้อยู่ ผลประโยชน์ยังปกป้องสังคมอยู่อะไรแบบนี้

มันเป็นธรรมชาติที่มีโอกาสเกิดขึ้นในทุกองค์กร ถ้ามองเฉพาะตัวราชทัณฑ์อย่างเดียวมันก็ต้องกลับไปถามหาความเป็นอยู่หรือบริบทของคนที่ถืออำนาจตัวนั้น จริงๆ เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานมีอำนาจหมดนะ เพียงแต่อำนาจนั้นมันทำอะไรได้บ้าง อำนาจมันควรจะทำตามหน้าที่ที่บอก แต่ดุลยพินิจที่เริ่มต้นจากไม่เป็นไร ไม่เป็นไร หมายความว่าทำถูกต้อง เพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นวิธีเดิมที่ยอมรับกัน มันก็ค่อยๆ เริ่ม ทั้งเจตนาเริ่มต้น ถ้าคิดกับบวกสุดๆ แง่ดีก่อนยืดหยุ่นมากนิดหนึ่ง

แต่อย่างที่บอก ข้อแรกที่มันทำให้บางครั้งเราก้าวข้ามเส้นบางเส้น บางทีไม่รู้ตัว ดีไม่ดีเจตนาที่ดีมันทำสิ่งที่ไม่ดีโดยไม่รู้ตัว มันเกิดขึ้นได้นะบวกกับบริบทบางเรื่อง

อันนี้ต้องมองอีกเวอร์ชั่นหนึ่งก่อน คือส่วนใหญ่เวลาได้ยินข้าราชการทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร เรามักจะมองว่า เจอข้าราชการนิสัยไม่ดีชั่วร้าย ฉ้อโกง ดิฉันว่าการเบลมว่าใครสักคนทำอะไรบางอย่างด้วยสิ่งที่ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่ดีมันง่ายมากเลยแต่มันไม่ใช่ช่วยอะไร

ฉะนั้น ต้องกลับไปดูว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น ถ้าเท่าที่เคยเห็น อย่าลืมว่าตัวอำนาจมันเป็นพื้นที่มันถูกคอนโทรลคนทุกคนเอาไว้ในนั้นเหมือนเรากำลังเล่น The sims

เราออกแบบได้หมดเลย เพราะฉะนั้นในตัวของเรือนจำที่มันเป็นอำนาจอย่างที่ดิฉันบอก มันก็เหมือนอารมณ์ทุกคนก็คืออยู่ในเกม The sims โดยเฉพาะยิ่ง ผบ.ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งเขาได้อำนาจตรงนั้นจริงๆ แต่เขาให้มีเพื่อที่จะทำให้การบริหารงานมันยืดหยุ่นยิ่งขึ้น แต่ถ้าเกิดมันเริ่มมองว่าประโยชน์บางอย่างที่ได้รับมันก็อาจจะก็วินๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย นิดหน่อยแต่เราก็ได้เพิ่ม

มันเป็นไปได้ค่ะที่มันจะมีการจูงใจดึงดูดด้วยผลประโยชน์ หรือที่เคยศึกษามาบางคนไม่ใช่การดึงดูดเชิงผลประโยชน์เชิงบวกอย่างเดียวแต่มีการข่มขู่ ถ้าไม่ทำจะเป็นเชิงลบ มันเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ใช่แค่ ผบ.หรือ ผอ.ทัณฑสถาน มันคือระดับผู้คุม ใครก็ตามที่มีอำนาจให้ทำหรือไม่ทำอะไร

ทุกคนถืออำนาจในมือหมด อยู่ที่ว่าคนที่อยากได้ประโยชน์จากอำนาจตัวนั้นเขาจะเข้าหาแต่ละคนอย่างไร เพราะฉะนั้นจริงๆ ผู้ต้องขังยิ่งอยู่กันมานานๆ ก็เหมือนสังคมย่อยข้างในเขาก็เหมือนพวกเราที่อยู่ข้างนอกที่มันก็มีสถานะบางอย่างแตกต่างกันตั้งแต่ตอนต้น

ใครที่มีสตางค์ บางคนมีญาติ บางคนไม่มีเลยการพึ่งพิงกันในระบบที่มันกลายเป็นสังคมย่อยมันก็เกิดทีนี้อย่าลืมว่าผู้คุมก็เป็นอีกหนึ่งในตัวแสดงที่อยู่ในเรือนจำ

เพราะฉะนั้นบางเรื่อง พี่คนนี้ดูแลให้ข้าว เราได้แต่บางเรื่องมันต้องผ่านการเอาเข้ามาหรือเปล่าไหนลองสะกิดผู้คุม มันก็เลยกลายเป็นความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างใน ซึ่งเอาจริงๆ คนนอกมองไม่เห็น เราเห็นแค่ว่าระเบียบมันอาจจะต้องทำแบบนี้ สัมพันธ์กันแบบนี้แต่มันมี informal relation เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและไม่ใช่เพิ่งเกิดเพียงแต่ informal relation มันจะเป็นเพื่อใครผลประโยชน์ของใครอันนี้มันหลากหลายมากๆ แล้วพอใครสักคนที่เริ่มมองตรงนี้แล้วก้าวข้ามเส้นไปอย่างที่บอก เริ่มต้นครั้งที่หนึ่งมันจะค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ

ดิฉันว่าตรงนี้ต่างหากที่มันเป็นการสะสมจนทำให้หลายๆ เรื่อง พอรู้อีกทีมันกู่ไม่กลับแล้วคนข้างนอกจะรู้ได้ยังไงด้วยว่ามันเกิดขึ้น

: เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้อย่างไร

ในเมื่อเราเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่าเรือนจำเป็น แดนปิด เราต้องโปร่งใสกับมัน ต้องเปิดมันออกมาให้ได้

จะหาวิธีการเปิดยังไงก็ได้อย่างน้อย ถ้าไม่เปิดถึงขั้นคลีนเลย เพราะว่ามันเป็นที่ที่ต้องคุ้มด้วยกฎหมาย แต่บางเรื่องมันเห็นได้ มันเห็นโปรโตคอลการทำงานได้หรือถ้าใครอยากเห็น มันเข้าได้ ตรวจสอบได้ แล้วก็อย่างน้อยก็แอคชั่นว่าพร้อมจะถูกตรวจสอบอย่างน้อยมันเรียกศรัทธาได้บ้าง ดีกว่าหาคำอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

เพราะว่าคำอธิบายกับคำแก้ตัวมันต่างกันนิดเดียวสำหรับสังคม

: เรายังคาดหวังกับให้ระบบหรือราชการให้มีสำนึกโดยตัวเองได้อยู่ไหม

ถ้าเราไม่คาดหวังแล้วเราจะหวังกับใครถูกไหมคะ ตราบใดที่ระบบราชการหรือกลไกของรัฐยังเป็นผู้ดูแลเราเป็นหลัก เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยแบบ individual หรือว่าแข็งแรงด้วยตัวเอง

ระบบมันร้อยเรียงเรามาหนักแน่นจนทำให้รัฐเป็นส่วนองค์ประกอบที่ใหญ่มากกับการใช้ชีวิตของพวกเรา ฉะนั้นยังเคยพูดสมมติว่าโกรธรัฐไม่มีประโยชน์ คุณโกรธตำรวจถึงเวลามีปัญหาคุณต้องกลับไปไหม

สิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าก็คือ เราต้องช่วยกันปลุก อาจจะได้ยินคำที่น่าเบื่อมากเวลาพูดถึงปัญหา คือต้องปลุกจิตสำนึก แต่ถ้าไม่ปลุกวันนี้เด็กรุ่นลูกก็คงจะต้องอยู่กับแบบนี้ไปเรื่อยๆ

มันเป็นสิ่งที่ต้องทำและการปลุกให้ดีที่สุดก็คือปลุกโดยพวกเราทุกคนนี่แหละค่ะ แต่สังคมจะเป็นตัวบอกว่าฉันอยู่กับเธอ เหมือนแม่บ่นลูกทุกวันให้สังคมไม่แผ่วกับการที่ฉันยังหวังกับเธอนะ ลองนึกภาพตามนะ ถ้าสังคมหันหลังให้หรือแม่บอกฉันไม่ยุ่งกับลูก ลูกไปอีกทางนะคะ เหมือนกันตราบใดที่เรายังตัดรัฐไม่ได้ เราต้องตบตีช่วยประคองทั้งข่มทั้งขู่ทั้งอ้อนทำทุกๆ อย่างที่ทำให้รัฐมันไปกับเราให้ได้จนกว่าวันที่เรารู้สึกว่ารัฐดูแลเราได้ดีค่ะ

ซึ่งอาจจะไม่ถึงขั้นนั้นเพราะเราก็จะหวังไปเรื่อยๆ เพียงแต่อย่าหมดหวังกับรัฐเลย อย่าโกรธรัฐเลย มาช่วยกันทำให้รัฐต้องอยู่ในสายตาเราตลอดเวลาดีกว่าให้เขารู้สึกว่าถ้ามันจะบิดเบี้ยวไปเขาต้องตรวจสอบเองได้ไปปลุกสำนึกของคนที่มีสำนึกให้ไม่ลดลงไป

อย่าไปคาดหวังกับคนที่ไม่เหลือสำนึกแล้วจะด้วยเหตุผลล้านแปดที่ทำให้คนอาจจะรู้แต่ก็ต้องทำด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้หรือกิเลสหรืออะไรก็ไม่รู้

แต่เราไปปลุกคนที่มันยังมีตรงนี้อยู่ดีกว่าแล้วทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าเขามีมันยังมีหวังนะดิฉันว่าแบบนี้มันยังไปกันรอด

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
ก้าวใหม่ สังคม ภาพ แห่ง ‘สุภาพบุรุษ’ ก้าวใหญ่ สังคม
อนุทินโมเดล! ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
พฤษภาเลือด ชาวอำนาจเจริญ ชาวบุรีรัมย์ ณ เบื้องหน้า กระสุน สังหาร
ปัตตานี เอฟซี ฟีเวอร์ กีฬาสร้างภาพจำใหม่ แก่จังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)
นับถอยหลัง โผทหาร ทัพไทย-สมช.จับตา ‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1 กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร ‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT