ผมอยากจะขอเริ่มต้นบทความด้วยคำว่า “Dark University” เพื่ออธิบายถึงชีวิตในวงการอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ซึ่งวันนี้มี 2 ด้านของปัญหาที่ผสมผสานกันอย่างแยกไม่ได้ คือ มหาวิทยาลัยถูกทำให้มีความเป็นระบบราชการมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (bureaucratization) ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเองก็มีผู้บริหารที่มีความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้นด้วย (authoritarianism)
ถ้าต้องเรียกสภาวะเช่นนี้ในแบบนักเรียนรัฐศาสตร์แล้ว เราอาจนิยามมหาวิทยาลัย ที่ผู้บริหารมีมิติการคิดด้านหลักเป็นแบบ “ระบอบเผด็จการ” เช่นที่ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ ว่า มหาวิทยาลัยกำลังถูกทำให้มีสภาพเป็น “bureaucratic authoritarianism” หรืออีกนัยหนึ่งในพากย์ไทย มหาวิทยาลัยมีสภาวะเป็นแบบ “ระบบราชการอำนาจนิยม” หรือถ้าจะเรียกในทางทฤษฎีว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาธิปไตยมหาวิทยาลัย” ก็คงไม่ผิดนัก
อย่างไรก็ตาม บทความมิได้ต้องการใช้คำว่า ”Dark Academia” อันเป็นคำที่มักใช้บรรยายบรรยากาศของมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก ที่ตัวอาคารหรือสถาปัตยกรรมแบบโกธิค มีลักษณะทึมๆ หรือเป็นเรื่องของตึกเรียน ตึกห้องสมุดแบบเก่า ที่ดูขลังในเชิงบรรยากาศในแบบเช่นที่เราเห็นมหาวิทยาลัยในภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เน้นถึงกระแสความชื่นชอบต่ออาคารแบบโกธิคของมหาวิทยาลัย ที่มักจะเป็นมหาวิทยาลัยเก่า ที่มีทั้งความลึกลับ และความน่าเกรงขามของหมู่อาคารในแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกโกธิค หรือในอีกด้าน ลักษณะของอาคารเช่นนี้ บ่งบอกถึงมหาวิทยาลัยที่มีอายุเก่าแก่ อันทำให้คำๆ นี้ มีนัยถึง การศึกษาของลูกหลานชนชั้นบน ที่เป็นชนชั้นนำในสังคม เช่น มหาวิทยาลัยไอวีลีก (Ivy League) ในสังคมอเมริกัน เป็นต้น
แต่ประเด็นที่อยากหยิบขึ้นมาชวนคุยนั้น คงไม่ใช่เรื่องของ “บรรยากาศทึมๆ” ของอาคารเรียนและห้องสมุดแบบสถาปัตยกรรมโกธิค หากแต่เป็น “บรรยากาศทึมๆ” และอาจเป็นเรื่อง “เศร้าหมอง” ของมหาวิทยาลัยที่ทวีความเป็นระบบราชการ และผู้บริหารที่เป็นเผด็จการ ซึ่งไม่ต่างกับนักการเมืองในระบอบเผด็จการ ที่มีคุณสมบัติหลัก 3 ประการ คือ “แสวงอำนาจ เล่นพวก จัดการฝ่ายตรงข้าม”
คุณสมบัติ 3 ประการเช่นนี้ ยังประกอบเข้าความเชื่อแบบสุดโต่งของระบอบเผด็จการว่า “ท่านผู้นำเท่านั้นคือ ความถูกต้อง” จนหลายครั้ง ผมต้องหยิกแก้มตัวเอง เพื่อถามว่า ผมอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เกาหลีเหนือหรือเปล่า เพราะท่านผู้นำดำเนินงานบริหารมหาวิทยาลัยในแบบ “รัฐเผด็จการ” อย่างแทบไม่ขาดตกบกพร่อง
ระบอบอำมาตยาธิปไตยมหาวิทยาลัย จึงมีความชัดเจนในแบบที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอาความประสงค์ของตนเป็นที่ตั้ง โดยมี “เนติบริกร” เข้าช่วยเหลือในการทำหน้าที่ใช้กฎหมายเพื่อรองรับต่อการดำเนินงาน 3 ประการที่น่ารังเกียจ คือ “ไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีจริยธรรม” เพราะยิ่งนานวัน มหาวิทยาลัยยิ่ง dark
ดังนั้น จึงอาจกล่าวในภาพรวมถึงการบริหารมหาวิทยาลัยในทิศทางเช่นนี้ว่า รัฐเผด็จการมหาวิทยาลัยนั้น “ไม่มีนิติรัฐ ขาดนิติธรรม” เนื่องจาก ผู้บริหารได้ทำตัวเป็น “ชนชั้นปกครองอำนาจนิยม” ที่ชมชอบการใช้อำนาจ โดยมี “เนติบริกร” เป็นลูกมือคอยทำหน้าที่ในการเป็น “ทนายแก้ต่าง” … อะไรที่ผู้บริหารอยากทำ จะไม่เคยผิด เพราะ “เนติบริกร” ในสภามหาวิทยาลัย จะทำหน้าที่อธิบายแก้ต่างด้วยข้อกฎหมายให้หมด
ในหลายครั้งที่ได้ยินถึงคำอธิบายในสภามหาวิทยาลัย ทำให้เราอาจต้องถามว่า นักกฎหมายเหล่านี้ จบมาจากสำนักไหน หรือพวกเขาไปเรียนกฎหมายในประเทศเผด็จการที่ไหนมา จึงอธิบายกฎหมายได้อย่างแยบยล คือ “โกงไป โกงมา” อันทำให้สงสัยว่า ถ้าจบในบ้าน ก็คงไปเรียนมาจาก “ศรีธนญชัยวิทยาลัย” ใช่หรือไม่
หรือถ้าอธิบายในแบบ “ซ้ายเก่า” ก็คงต้องบอกว่า เนติบริกรที่อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือหากินเหล่านี้ ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์ชนชั้นปกครอง” ในมหาวิทยาลัยอย่างดียิ่ง
ถ้าเช่นนั้น เขาตอบแทนกันอย่างไร ลองฟังและพิจารณาด้วยสตินะครับ … คณบดีคนหนึ่งดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง 8 ปี ให้เพื่อนสนิทเป็น 4 ปี และตัวเองกลับมาเป็นต่อ 4 ปี พร้อมกลับเกษียณอายุราชการพอดี แต่ก็ขอกลับเข้ารับการสรรหา และได้เป็นคณบดีต่อไปอีก 4 ปี ซึ่งหากรวมทั้งหมดแล้วจะเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี ซึ่งไม่มีคนในระบบราชการปกติที่ไหนทำได้ในการดำรงตำแหน่งบริหาร 20 ปี เหตุผลคือ “คณะขาดเขาไม่ได้” (555!)
โดยเปรียบเทียบแล้ว การอยู่ในตำแหน่งบริหารนานๆ มีแต่ “จอมเผด็จการ” ในโลกการเมืองของประเทศ “ด้อยพัฒนา” เท่านั้นที่ทำได้ หรือว่า ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้กำลังสะท้อนความเป็น “มหาวิทยาลัยด้อยพัฒนา” ตามแบบการเมืองที่ด้อยพัฒนานั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ที่ลา-ลา แลนด์ไม่มีใครยอมยกประเด็นเรื่อง “เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย” ของการกำหนดอายุตำแหน่งบริหารมาเป็นข้อถกเถียง แม้จะมี ก็จะมีนักกฎหมายออกมาโต้ว่า “ทำได้ เพราะไม่มีข้อห้าม” และเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นชวนหัวอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาเกิดขึ้นกับคณะที่เรียนเรื่องกฎหมาย เช่นนี้แล้ว สัญลักษณ์แห่งความซื่อตรงและเที่ยงธรรมของ “ตราชั่ง” นั้น จะยังใช้เป็นเครื่องเตือนใจผู้บริหารคณะนี้ได้เพียงใด แต่การเป็น “คณบดีตลอดชีพ” นี้ สะท้อนถึงการใช้ “อำนาจผูกขาด” ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นในคณะเข้าทำหน้าที่บริหาร จน “ตราชั่งเอียง” ได้กลายเป็นภาพแทนของคณะนี้ไปแล้ว
เช่นนี้แล้ว คณะนี้จะสอนหลักการพื้นฐานของกฎหมายได้อย่างไร เมื่อผู้บริหาร เป็นผู้ละเมิดเจตนารมณ์แห่งกฎหมายเสียเอง ยังไม่นับรวมเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการจ้าง “คณบดีเกษียณ” ให้กลับมาเป็น “คณบดีใหม่” ด้วยจำนวนเงินมหาศาลในกรอบเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นการจัดสรรงบฯ ที่ไม่โปร่งใสและไม่ตรงไปตรงมา แต่การอนุมัติเงินนี้ดำเนินการภายใต้ความเห็นชอบของท่านผู้นำ ฉะนั้น เงินเดือน 4 ปีจึงมีนัยถึง ค่าจ้าง “เนติบริกรส่วนตัว” ด้วยเงินมหาวิทยาลัย เพื่อเอาไว้ต่อสู้กับเสียงคัดค้านในสภามหาวิทยาลัย และสู้กับคนในประชาคม
ถ้าการสรรหาคณบดีในสาขาที่ต้องสอนเรื่อง “ความถูกต้องและเป็นธรรม” ของกฎหมาย เป็นไปในแบบฉ้อฉล และมี “วาระซ่อนเร้น” เช่นนี้แล้ว ก็เป็นสัญญาณถึงการเลือกคณบดีที่จะตามมาในอนาคต และชัดเจนในเวลาต่อมา เมื่อท่านผู้นำ “ทุบโต๊ะ” ต้องได้คนที่ตัวเองสนับสนุนเท่านั้น คนอื่นที่แม้จะได้เสียงสนับสนุนมากกว่าในการสรรหา แต่ท่านผู้นำจะขอใช้สิทธิ์เพื่อยืนยันความเป็น “Dark University” ว่า “คณบดีต้องเป็นคนที่ฉันถูกใจเท่านั้น” จนอยากจะฝากไปบอกว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่ “บริษัทส่วนตัวของเจ้” นะ … ถ้าเข้าใจอะไรผิดไปแล้ว เปลี่ยนใจได้ครับ รวมทั้งพวกที่มาด้วยรถไฟ “ด่วนนครพิงค์” จะเปลี่ยนสมอง เพื่อจะได้เปลี่ยนมุมมองบ้าง
ผลเช่นนี้เป็นคำตอบในตัวเองว่า กระบวนการการสรรหาที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ สิ้นสภาพไปหมดแล้ว และเป็นการ “สรรฮ่วย” ที่ควรเสนอให้ “เนติบริกร” ร่างข้อบังคับมหาวิทยาลัยใหม่ว่า “อธิการบดีมีอำนาจเลือกคณบดีตามชอบใจ” และคุณสมบัติเบื้องต้นคือ “คณบดีต้องเป็นคนที่อธิการฯ ถูกใจเท่านั้น” ดังเช่นตัวอย่างของผลสรรหาที่คณะกฎหมาย ซึ่งไม่แน่ใจว่า ตกลงคณะนี้เรียน “กฎหมาย” หรือ “กฎหมู่” จนกำลังเกิดสภาพเป็น “กฎกู” ที่ใช้ในการบริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน … เลิกพูดเรื่องธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยไปได้เลย เสียเวลา
อีกทั้งความเป็น “Dark University” ยังแสดงอาการ “อำนาจนิยมกำเริบ” ไม่หยุด เมื่อมีการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย แม้จะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับคะแนนเป็นจำนวนมากอย่างท่วมท้นจากคณะต่างๆ แต่ท่านผู้นำใช้เกณฑ์คุณสมบัติเดียวกับคณบดี คือ “นายกสภาฯ ต้องเป็นคนที่อธิการฯ เลือก” และถือว่าเสียงที่ได้อย่างท่วมท้นนั้น ท่านผู้นำและเนติบริกรที่เป็น “องครักษ์พิทักษ์นาย” จะไม่อนุญาตให้ประชาคมรู้ แต่ “ความลับไม่มีในโลก” เพราะทุกคนรู้ดีว่า เสียงที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งได้นั้นเป็นเลข 2 หลัก แต่เขาลือกันว่า คนที่ท่านผู้นำเลือกมีเพียง 1 คะแนน (ย้ำ 1 คะแนนเท่านั้น!) … อย่าบอกนะครับ ท่านผู้นำและพวก “นับเลขไม่เป็น” เลยไม่รู้ค่าที่ต่างกันของเลข 1 หลักว่าน้อยกว่าเลข 2 หลัก ซึ่งเด็กประถม 1 ยังรู้เลย
อาการ “อำนาจนิยมกำเริบ” กำลังทำลายระบบการสรรหาในมหาวิทยาลัย จนต้องถามหา “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ของผู้บริหาร (และก๊วน) … เว้นแต่การบริหารชุดนี้ ยืนอยู่บนหลักการเดียวคือ “ด้านได้ อายอด” และใช้หลักนิยมเดียวคือ “ยิ่งด้าน ยิ่งได้” โดยวิธีการ “รัฐประหารมหาวิทยาลัย” เพื่อสถาปนา “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ที่แม้กระทั่ง การเลือกนายกสภาฯ ในเวลานี้ก็ต้องให้ “ท่านผู้นำเลือก” เท่านั้น … เช่นนี้แล้ว ทำให้อดถามต่อไม่ได้ว่า เราจะมีสภามหาวิทยาลัยไปทำไม หรือมีไว้เพื่อให้อธิการฯ ใช้เป็นเวทีแสดงอำนาจเบ็ดเสร็จ
อย่าคิดมากครับ … เผอิญตอนนี้ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ ถูกปกครองโดย “ลอร์ดโวลเดอมอร์” และคงต้องขอให้ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” กับบรรดาผองเพื่อน เอา “ไม้กายสิทธิ์” มาล้าง “ศิลาอาถรรพ์” เพื่อให้ลอร์ดโวลเดอมอร์และแก๊ง “dark” หมดสิ้นอำนาจไปเสียที !
