ฝูงโดรนของเพลโต (1) คอลัมน์ Agora
กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ช่วงนี้มีสถานการณ์สู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ได้ยินการรายงานข่าวเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดวัน
และสิ่งหนึ่งซึ่งได้ยินถี่มากก็คือ “โดรน” อันหมายถึงอากาศยานไร้คนขับทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางสำหรับใช้ในการสงคราม เช่น โดรนพลีชีพ โดรนสอดแนม โดรนโจมตี เป็นต้น
ถ้อยคำเหล่านี้ชวนให้นึกถึงหนังสือปรัชญาการเมืองชิ้นสำคัญเล่มหนึ่งของ “เพลโต” (Plato) เรื่อง “รีพับลิก” (The Republic) หรือ “อุตมรัฐ” ซึ่งมีการกล่าวถึงโดรนเช่นกัน
แต่มีความหมายคนละเรื่องกับโดรนที่ใช้ในการทำศึกสงคราม
โดรน (drone) ตามความหมายดั้งเดิมแปลว่า “ผึ้ง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผึ้งน้ำหวาน” (honey bee)
และไม่ได้หมายถึงผึ้งทั้งหมดทุกตัว แต่หมายความถึง “ผึ้งตัวผู้” ซึ่งไม่มีเหล็กใน อาศัยอยู่ในรังเพื่อผสมพันธุ์กับ “นางพญาผึ้ง” (Queen) แล้วก็ตาย
ผึ้งนางพญามีขนาดใหญ่ อยู่แต่ในรังอย่างเดียว มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับตัวผู้ และไม่ได้ออกไปหาอาหาร ผึ้งเป็นสัตว์สังคมชั้นสูง (Eusociality) ที่มีวรรณะหรือการแบ่งหน้าที่ในรังอย่างชัดเจน
นอกจากผึ้งนางพญากับผึ้งตัวผู้แล้วก็ยังมี “ผึ้งงาน” (worker) อีกด้วย ผึ้งงานเป็นผึ้งตัวเมียซึ่งเป็นหมัน แต่มีเหล็กใน ทำหน้าที่หาอาหารเลี้ยงดูผึ้งอื่นๆ ในรัง
เพลโตหยิบยกเอาโดรนหรือผึ้งตัวผู้มาใช้เปรียบเปรยกับคนจำพวกหนึ่งในสังคมการเมืองของมนุษย์ สำหรับเสียดสีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งซึ่งไร้ประโยชน์ แถมยังมีโทษต่อชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่
ทำนองเดียวกับ “กาฝาก” ที่คอยเกาะกินเอาผลประโยชน์จากเมือง ได้รับการเลี้ยงดูจากส่วนรวมแต่ไม่ทำงาน และคอยสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว
เพลโตเปรียบเมืองกับรังผึ้ง ซึ่งมีคนสามกลุ่มมาอยู่ร่วมกัน ทว่า บางกลุ่มเอาแต่ดูดกินเพียงอย่างเดียว
ขณะที่บางกลุ่มต้องคอยหาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงพวกที่เหลือ
แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือรีพับลิกเล่ม 8 โดยเพลโตใช้เสนอความคิดเรื่องระบอบการเมืองการปกครอง 6 แบบซึ่งมีความเสื่อมถอยจากดีที่สุดไปสู่เลวที่สุด ดังที่ปรากฏเนื้อความในหนังสือตามสำนวนแปลจากภาษากรีกของ “เวธัส โพธารามิก” ว่า
“ผึ้งตัวผู้นั้นเติบโตขึ้นในโพรงเล็กๆ และเป็นดั่งโรคร้ายภายในรวงผึ้งฉันใด คนประเภทนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับผึ้งตัวผู้ซึ่งเติบโตขึ้นในเคหาสน์ และเป็นดั่งโรคร้ายภายในเมือง” (552c)
เพลโตคิดว่าคนจำพวกผึ้งตัวผู้นี้เกิดขึ้นได้ภายในบ้านเมืองที่เป็นระบอบคณาธิปไตย
เพราะคณาธิปไตยให้อำนาจทางการเมืองแก่คนรวย การที่คนมั่งมีเงินทองได้มีอำนาจทางการเมืองเหนือกลุ่มอื่นทำให้ให้มีการซื้อขายสิ่งต่างๆ อย่างเสรี แล้วแสวงหาความมั่งคั่งจากการค้านั้น
เป็นผลให้คนบางกลุ่มที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยตามใจปรารถนาจะกลายเป็นคนจน เนื่องจากขายทรัพย์สินที่ตนมีไปจนหมด
ท้ายที่สุดคนพวกนี้จะไม่มีอำนาจทางการเมือง และกลายเป็นคนยากไร้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน แต่ไม่มีอาชีพอะไรเลย ตามข้อความที่กล่าวไว้ว่า
“การอนุญาตให้คนคนหนึ่งขายทรัพย์สินทุกอย่างของตัวเอง และอนุญาตให้คนอื่นๆ มาซื้อได้ เมื่อได้ขายทุกอย่างทิ้งไปแล้ว ก็ยังอนุญาตให้คนคนนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองต่อไปได้ โดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของช่วงชั้นไหน ไม่ใช่ทั้งคนทำงานหาเงิน ช่างฝีมือ นักรบบนรถศึก หรือนักรบเกราะหนัก หากเป็นเพียงคนยากไร้ผู้ไม่มีงานทำเท่านั้น” (552a-552b)
และอีกตอนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า
“หากคนคนนี้ซึ่งขายทรัพย์สินของตนไปจนหมด ร่ำรวยแล้ว และเอาแต่จับจ่ายเงินทองของตน เขาจะยังทำประโยชน์อันใดแก่เมืองได้อีกหรือ? เขาเพียงดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของบรรดาผู้ถืออำนาจปกครองเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้เป็นทั้งผู้ปกครองเมือง และก็ไม่ได้เป็นทั้งทาส เขามีเพียงความฟุ่มเฟือยเป็นอาชีพเท่านั้น” (552c)
ความแตกต่างระหว่างผึ้งตัวผู้ในธรรมชาติกับผึ้งตัวผู้ที่เพลโตใช้เปรียบเปรยก็คือ ผึ้งตัวผู้ตามธรรมชาติไม่มีเหล็กใน ดังนั้นจึงไม่มีพิษสงอะไรเลย ถึงแม้ไม่ได้ออกไปหาอาหารก็ตาม
ขณะที่ผึ้งตัวผู้ของเพลโตนั้นบางคนมีเหล็กใน แต่บางคนไม่มี เพลโตแยกคนพวกนี้ออกเป็น 2 จำพวก
คือ พวกหนึ่งไร้ประโยชน์และไร้พิษสง ซึ่งได้แก่พวกที่ไม่ทำงานทำการอะไร สุดท้ายก็กลายเป็นขอทานที่อยู่ไปวันๆ หรือไม่ก็เป็นภาระสังคมรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น
ส่วนอีกพวกหนึ่งไร้ประโยชน์แต่ก็มีพิษสง ได้แก่พวกมิจฉาชีพ โจร ขโมย คนมีปัญหาที่คอยฉกชิงทรัพย์สินเงินทองของคนอื่น แทนที่จะขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำงาน ซึ่งใครก็ตามที่ขึ้นมาปกครองบ้านเมืองก็ต้องเหนื่อยยากกับการดูแลจัดการคนพวกนี้ ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือว่า
“เทพเจ้าได้สร้างให้ผึ้งตัวผู้ทุกตัวเป็นสัตว์ปีกไร้เหล็กใน ต่างจากบรรดาสัตว์ไร้ปีก แต่มีขา ซึ่งมีเพียงบางตัวเท่านั้นที่มักทำตัวเป็นผึ้งไร้เหล็กใน ขณะบางตัวก็มีเหล็กในอันน่าสะพรึง? สุดท้ายพวกไร้เหล็กในเหล่านี้ก็จะกลายเป็นขอทานยากไร้ในวัยชรา ส่วนพวกมีเหล็กในทั้งหลายก็จะกลายเป็นคนซึ่งเราเรียกว่าผู้กระทำชั่ว” (552d) และอีกช่วงหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “จะต้องมีพวกกระทำชั่วซึ่งมีเหล็กในแฝงตัวอยู่ในนั้นด้วย และพวกถืออำนาจปกครองก็ต้องพยายามใช้กำลังปราบปรามอย่างเต็มที่” (552e)
เพลโตวิจารณ์การปกครองของคนรวยในนามระบอบคณาธิปไตยว่าเป็นต้นตอของความชั่วร้ายที่บ่อนทำลายสังคม อันก่อตัวขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากการควบคุมให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ระงับความปรารถนาในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ตัวอย่างเช่น อาหารเป็นสิ่งจำเป็น หากขาดอาหารก็ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่ต้องเลือกอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย การตามใจปรารถนาอย่างเต็มที่โดยไม่ควบคุมให้สมควรแก่ความจำเป็น ย่อมนำมาสู่การเสื่อมถอยที่ทำร้ายตัวเองในที่สุด ซึ่งผลจากการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามตัณหาได้สร้าง “ฝูงโดรน” หรือคนแบบผึ้งตัวผู้ขึ้นมาในนคร อันนำปัญหายุ่งยากตามมาในภายหลัง ดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือว่า
“สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นภายในเมืองภายใต้ระบอบคณาธิปไตย มันกอปรด้วยความชั่วร้ายเหล่านี้ หรืออาจยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ” (552e)
และอีกจุดหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “คนที่เราเรียกว่าผึ้งตัวผู้นั้นแท้จริงก็คือคนที่เต็มไปด้วยความสุขสำราญทำนองอย่างว่า และถูกปกครองโดยความปรารถนาอันไม่จำเป็น” (559d)
ดังนั้น การใช้ชีวิตจึงต้องอยู่ภายในกรอบที่ถูกต้อง แต่คณาธิปไตยไม่ควบคุมความโลภและความสุขสำราญ เพราะฉะนั้นจึงเป็นระบอบการเมืองที่แย่และจะเสื่อมถอยไปสู่อีกระบอบหนึ่งซึ่งก็คือระบอบ “ประชาธิปไตย”
(อ่านต่อฉบับหน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
