bg-single

ปีใหม่ที่ร้อนแรงของทรัมป์ ! | สุรชาติ บำรุงสุข

05.01.2026

ปฐมบทของปีใหม่

     ปีใหม่ 2026 ดูจะเริ่มต้นด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างคาดไม่ถึง … เพียงวันที่ 3 มกราคม ที่หลายคนยังฉลองปีใหม่อยู่นั้น ใครเลยจะคิดว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะตัดสินใจฉลองปีใหม่อีกแบบ ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา พร้อมกับการบุกเข้าจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา เพื่อนำตัวไปเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรม” ในสหรัฐด้วยข้อหาเรื่องยาเสพติด

      ภาพของอากาศยานรบ และฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ที่มุ่งเข้าสู่คาราคัสที่เป็นเมืองหลวงของเวเนซุเอลานั้น ย่อมไม่ใช่ฝูงกวางเรนเดียร์ของซานตาคอส ที่บินมาส่งของขวัญในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน หากแต่เป็นการโจมตีของสหรัฐ

       แต่ว่าที่จริง “ลางร้าย” ของมาดูโร เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ผู้นำสหรัฐเริ่มใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือที่ถูกระบุว่าเป็น “เรือขนยาเสพติด” ที่ออกมาจากเวเนซุเอลาแล้ว ซึ่งการโจมตีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐนั้น ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า การโจมตีดังกล่าวจะนำไปสู่การบุกเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

       แล้วในที่สุด การโจมตีที่ถูกเฝ้ามองและคาดเดาไว้ ก็เริ่มขึ้นจริงอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันที่ 3 มกราคม อันเป็นการเปิดฉากปีใหม่ด้วยสงครามอย่างท้าทาย

       ดังนั้น ถ้าใครคิดว่า 2026 จะเป็น “ปีแห่งสันติภาพ” หรือ “A Year of Peace” แล้ว ขอให้คิดใหม่ได้เลย เพราะเพียง 2 วันหลังการฉลองเทศกาลปีใหม่ สัญญาณความผันผวนในเวทีสากลก็เริ่มต้นขึ้นทันที

      การบุกเวเนซุเอลาของทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณโดยตรงถึง “ภูมิรัฐศาสตร์ 2026” ว่า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศในปีใหม่ที่เริ่มขึ้นน่าจะมี “ความร้อนแรง” เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งอาจพอเทียบเคียงได้กับ “ภูมิรัฐศาสตร์ 2022” ที่เพียงคล้อยเข้าสู่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในปีดังกล่าว กองทัพรัสเซียก็บุกโจมตียูเครน เพื่อเตรียมจับตัวประธานาธิบดีซีเลนสกี้ และหวังที่จะยึดครองยูเครนให้ได้

       ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ทรัมป์ทำสำเร็จวันนี้ (ที่เวเนซุเอลา) ก็คือ สิ่งที่ปูตินทำไม่สำเร็จในวันวาน (ที่ยูเครน) หรือบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่สี จิ้นผิงฝันอยากทำให้สำเร็จบ้างก็ได้ (ที่ไต้หวัน) … แม้อาจจะไม่ง่ายก็ตาม !

การเมืองแห่งอำนาจ       

      สภาวะเช่นนี้ จึงเหมือนกับเรากำลังเห็นการเมืองโลกถอยกลับไปสู่ยุคเก่า ที่การเมืองโลกผูกอยู่กับการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และดูจะเป็นการใช้อำนาจในแบบ “ไม่จำกัด” อีกด้วย จนสภาวะของการใช้อำนาจนี้ ถูกเรียกในภาษาอังกฤษว่าเป็น “global omnipotent” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่ง รัฐมหาอำนาจใหญ่สามารถใช้อำนาจทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดใดๆ

      หากมองผ่านทฤษฎีแล้ว อาจเหมือนกับเรากลับสู่การเมืองโลกแบบ “Realpolitik” เช่นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ของยุโรป หรืออาจกล่าวในอีกแบบว่า เรากำลังเห็นการเมืองโลกที่เป็น “สัจจนิยม” (Realism) โดยผู้นำรัฐมหาอำนาจจะเน้นในเรื่องของผลตอบแทนเฉพาะหน้าในทางปฏิบัติ มากกว่าจะให้ความสำคัญกับนโยบายในแบบที่เน้นถึงหลักการ อุดมการณ์ ศีลธรรม หรือจริยธรรมระหว่างประเทศ

      แนวคิดนี้จึงมีนัยเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ ในแบบที่อาจถูกวิจารณ์ว่า “ไม่มีศีลธรรม” หรือบางที นโยบายนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของการใช้ “อำนาจบังคับ” เพื่อให้รัฐตนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ อันอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานของแนวคิดนี้คือการใช้ “อำนาจ” ไม่ใช่เรื่องของ “ศีลธรรม”

      สำหรับนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของแนวคิดนี้ คงไม่มีใครได้รับการยกย่องให้เป็นตัวแทนทางการเมืองได้มากเท่ากับ “บิสมาร์ค” รัฐบุรุษชาวเยอรมัน (Otto von Bismarck) หรือบุคคลในยุคหลัง คงต้องยกสถานะนี้ให้กับ “คิสซิงเจอร์” (Henry Kissinger) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีนิกสัน

      แต่เราอาจต้องยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ในอีกด้านว่า แม้ชุดความคิดนี้จะเน้นถึงการใช้อำนาจในเวทีระหว่างประเทศ แต่ทั้งบิสมาร์คและคิสซิงเจอร์ ก็ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างพรำ่เพื่อและสะเปะสะปะ แต่เป็นการใช้อำนาจในทางปฏิบัติ (practical manner) อย่างได้ผลในการตอบสนองหรือให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของประเทศในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญเฉพาะหน้า

A photograph posted by U.S. President Donald Trump on his Truth Social account shows him sitting next to CIA Director John Ratcliffe and U.S. Secretary of State Marco Rubio as they watch the U.S. military operation in Venezuela from Trump’s Mar a Lago resort, in Palm Beach, Florida, U.S., January 3, 2026. @realDonaldTrump/Handout via REUTERS THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY.

อำนาจแบบทรัมป์

      หากพิจารณาจากแนวคิดดังกล่าว เราอาจจะต้องยอมรับในปัจจุบันว่า ทรัมป์ดูจะเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่เหมาะกับคำอธิบายของชุดความคิดทางการเมืองนี้ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของทรัมป์คือ ภาพของผู้นำอเมริกันในแบบ “อำนาจนิยม” ซึ่งทำให้การใช้อำนาจของเขาสอดคล้องกับบุคลิกที่เขาต้องการสื่อสารกับสังคมอเมริกันและสังคมโลกว่า เขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในแบบ “strongman leadership” หรือทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมาชอบกล่าวโจมตีเสมอว่า เขาไม่ใช่ “ผู้นำอ่อนแอ” ในแบบของประธานาธิบดีไบเดน เป็นต้น

      การใช้อำนาจในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปีแรกคือ ปี 2025 นั้น ไม่มีอะไรที่ส่งผลกระทบกับเวทีโลกได้มากเท่ากับการประกาศ “ภาษีทรัมป์” อันเป็นการสร้าง “อำนาจบังคับ” (coercive power) ทางเศรษฐกิจในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งทรัมป์ยังแสดงท่าทีในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการขยายดินแดน เช่น ข้อเสนอที่จะผนวกกรีนแลนด์และคลองปานามา เป็นต้น

      แม้การใช้กำลังในลักษณะของอำนาจบังคับครั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้องการผนวกดินแดน แต่ก็แสดงชัดถึงความต้องการในการควบคุมเวเนซุเอลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดที่สหรัฐจะต้องเป็นผู้ควบคุมดินแดนในส่วนของ “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) เหมือนเช่นในอดีตของการประกาศ “หลักการมอนโรว์” (Monroe Doctrine) ที่ประธานาธิบดีมอนโรว์ (James Monroe) ประกาศในปี 1823

     ในมุมมองของสหรัฐในปัจจุบันนั้น ภูมิภาคนี้กำลังเห็นถึงการเข้ามามีบทบาทของจีน และรัสเซีย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงโดยตรงต่อสหรัฐ [ขอไม่แปลคำว่า “doctrine” ว่าเป็น “หลักนิยม” แบบวิชาทหาร หรือแปลว่า “ลัทธิ” แบบที่ตำราไทยใช้ แต่คำประกาศนี้เป็น “หลักการ” ในเชิงนโยบายที่ผู้นำสหรัฐใช้]

ภูมิรัฐศาสตร์ของทรัมป์

      การบุกเวเนซุเอลาแม้จะเกี่ยวโยงทั้งกับปัญหายาเสพติด แหล่งน้ำมัน สินแร่ที่หายาก และอื่นๆ แต่สิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนคือ การเสนอ “หลักการทรัมป์” (Trump Doctrine) ซึ่งอาจเรียกอีกแบบว่าเป็น “หลักการมอนโรว์ในศตวรรษที่ 21” ที่ต้องการขจัดอิทธิพลของมหาอำนาจอื่นๆ ให้ออกไปจากหลังบ้านอเมริกันในยุคปัจจุบัน

      ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การเข้าแทรกแซงการเมืองเวเนซุเอลาของทรัมป์ในท้ายที่สุดแล้วคือ การจัดการกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หลังบ้านอเมริกันนั่นเอง !

คำเตือนท้ายบท: ผู้นำสหรัฐใช้กำลังเข้าไปอุ้มผู้นำประเทศอื่นได้ แต่ไม่ได้บอกว่า ไทยจะใช้กำลังเข้าไปอุ้มผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ในแบบที่ทรัมป์ทำ … เลิกจินตนาการเลอะเทอะเสียทีเถอะครับ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)