จริงๆ แล้ว นานๆ ทีจะได้เห็นระดับอดีต “รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” หรือ รอง ผบ.ตร. ดิ้นพล่านจาก “คดีวินัย”
เหตุที่นานๆ ทีเพราะการเอาผิดนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้นยากสุดสุด
หนึ่ง ธรรมชาติของ “นาย” มักไม่ทิ้งร่องรอยให้สาวถึง กับสอง การให้คุณให้โทษของตำรวจไม่มีความคงเส้นคงวา
ที่ผ่านมา “ผู้น้อย” จึงตายง่าย ส่วน “ผู้ใหญ่” ตายยาก!
แต่กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงโทษทางวินัย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.นั้น “ฉีกกฎ” เดิมๆ จึงนำไปสู่สภาวะตายยกก๊วน
ระลอกแรก ก๊วน “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ถูกสั่ง “ให้ออกจากราชการเอาไว้ก่อน”
ระลอกสอง “โจ๊ก” กับพวกถูกสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” ซึ่งนอกจากจะงดบำเหน็จบำนาญแล้วอาจลุกลามไปถึงการถอดยศ “พลตำรวจเอก” ปลดเปลื้องสู่การเป็น “นายพลเรือน”
การจับกุมคดีพนันออนไลน์ Bkk Master ในปี 2566 เป็นสารตั้งต้น จากนั้นลามไปถึง “ลูกน้อง” คนสำคัญของ “โจ๊ก” อาทิ พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ อดีต ผบก.ในนครบาล พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรอง ผบก.สส.ภาค 4 พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย อดีต ผกก.ตม.จันทบุรี พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีต ผกก.ตม.ฉะเชิงเทรา พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตรอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ สมุทรปราการ พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร อดีตนายตำรวจติดตามรอง ผบ.ตร. ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว และ ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์
พอล่วงเข้าปี 2567 ศาลออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ฐานสมคบกันกระทำผิดฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงินพัวพันจากเว็บพนันออนไลน์ Bkk Master
ข้าราชการตำรวจมี “วินัย” และมี “โทษทางวินัย”
“วินัยตำรวจ” เป็นทั้ง “กฎเหล็ก” และเป็น “อาวุธ”!
ในฐานะ “กฎเหล็ก” วินัยมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจกลายเป็น “โจร” ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว “วินัย” จะเป็นตัวควบคุมไม่ให้ตำรวจใช้ตำแหน่งหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและมีปืนอยู่ในมือไปกระทำความผิด เช่น ไปเรียกรับผลประโยชน์ หรือไปรับสินบนจากผู้กระทำผิดกฎหมาย พฤติการณ์พวกนั้นเข้าข่าย “ผิดวินัยร้ายแรง” โทษจึงรุนแรงคือ “ไล่ออกจากราชการ”
แต่แปลกที่ตำรวจใหญ่ๆ ไม่ค่อยกลัว!
ที่กลัวคือ วินัยในฐานะที่เป็น “อาวุธ” เพราะเป็นดาบสองคม!
คมหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ขจัดตำรวจที่รีดไถ ประพฤติเกเรอันธพาล ทำความเสื่อมเสียแก่องค์กรตำรวจจึงต้องขจัดออกไปจากระบบตำรวจ
แต่อีกคมหนึ่ง คือการสอบสวนทางวินัยและการลงโทษทางวินัยถูกใช้เป็น “อาวุธ” กลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่จงรักภักดี ไม่สอพลอ ไม่หาผลประโยชน์ให้ หรือใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม ใช้โทษทางวินัยเป็นมีดปักคาหลังเอาไว้
กรณีทั่วไปที่ไม่ใช่กลั่นแกล้งกัน โทษวินัยมี 2 ระดับ คือ 1. ไม่ร้ายแรง กับ 2. ร้ายแรง จัดแบ่งตามพฤติการณ์ความผิดหรือความชั่ว
ที่ชั่วมากเรียกว่า “ผิดวินัยร้ายแรง” เช่น รีดไถ รับสินบน ปล่อยตัวผู้ต้องหาแลกผลประโยชน์ รับเงินแก๊งค้ายาเสพติด เป็นสมุนเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล หรือทำผิดกฎหมายอาญาจนเข้าขั้นเป็นโจรเสียเอง แบบนี้ต้องอย่าให้มีตำแหน่งหน้าที่ อย่าให้มีอำนาจ ต้องทำให้สิ้นสภาพการเป็นข้าราชการ
สําหรับ “โจ๊ก” นั้นยศ พล.ต.อ. เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงยอดพีระมิด แต่เมื่อถูกศาลออกหมายจับ ถูกดำเนินคดีอาญาที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรง เป็นภัยของสังคม ใครเป็น “ผบ.ตร.” ก็ต้องเดินตามครรลองในฐานะผู้บังคับบัญชา
เมื่อครั้งที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการแทน ผบ.ตร. ตั้งกรรมการสอบสวน “วินัยร้ายแรง” พร้อมกับสั่งให้ “โจ๊ก” กับพวก “ออกจากราชการเอาไว้ก่อน”
ใน 7 วัน โจ๊กใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) กล่าวหาว่า คำสั่งผู้บังคับบัญชา “มิชอบด้วยกฎหมาย”
ถึงชั้นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ “ก.ตร.” พิจารณาวินิจฉัย มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ว่า “คำสั่งให้ออกจากราชการเอาไว้ก่อน” ชอบด้วยกฎหมาย
“โจ๊ก” ฟ้องเรียบทุกคณะทุกคน จนถึง “ศาลปกครองสูงสุด” วินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่ยุติว่า คำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น “ชอบแล้วตามกฎหมาย” เพราะ “โจ๊ก” เป็นถึงรอง ผบ.ตร.มีหน้าที่ปราบปรามการกระทำความผิด แต่ถูกศาล “ออกหมายจับ” และถูกดำเนินคดีอาญาตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง
หลังจากการสอบสวนวินัยร้ายแรงเสร็จสิ้น คณะกรรมการพิจารณาโทษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีมติเอกฉันท์ให้ “ไล่ออกจากราชการ” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ลงนามคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” เมื่อ 11 มีนาคม 2568
หากยังค้างคาใจ “โจ๊ก” ยังเดินตามแผนเก่าเช่นเดียวกับที่เคยร้องว่า คำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ “ให้ออกไว้ก่อน” ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
นั่นคือสามารถฟ้องศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้วินัยชี้ขาดว่าคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” ของผู้บังคับบัญชา “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่
ถึงตอนนั้น คดีวินัยจึงถือว่าอวสาน!
“วินัยตำรวจ” เป็นกรอบทางจริยธรรม ขีดเส้นแบ่งพฤติกรรมระหว่าง “ผู้มีหน้าที่จับกุม” กับ “ผู้ร้าย” ที่ต้องหนีและกลบเกลื่อนร่องรอยการกระทำความผิด
วินัยตำรวจมีข้อพิจารณาเพียงแค่ว่า มีหลักฐานเพียงพอเชื่อได้หรือไม่ว่า คนคนนั้นไม่ควรเป็นตำรวจ หากว่า “เพียงพอ” เพื่อความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของสังคมก็ควรเอาออกไปจากราชการตำรวจ
ส่วนคดีอาญานั้นต่างออกไปสิ้นเชิง
ในการต่อสู้คดีอาญา พยานหลักฐานทั้งหลายจะต้องถึงขั้น “สิ้นสงสัย” จำเลยจึงจะติดคุก
เป็นตำรวจอย่าประมาท อย่าฮึกเหิมห้าวหาญในทางที่ผิด ชีวิตต้องดำเนินไปตามหน้าที่อันควรกับสถานะจึงจะเรียกว่า “ตำรวจ” ถ้าประพฤติตรงกันข้ามก็จะถูกเรียกว่า “คนร้าย”
อาจมีคำกล่าวเชิงผ่อนปรนว่า ตำรวจก็คน แต่ธรรมชาติของคนแต่ไหนแต่ไรมาก็มีอยู่ 2 ประเภท
หนึ่ง คนสว่าง คนเปิดเผย พร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ กับสอง คนมืด คนฉ้อฉล คดโกง คนที่ฝักใฝ่ทำผิดวิตถาร ปิดบังอำพราง
คนประเภทหลังนี้ ถูกตรวจสอบเมื่อใดก็มักจะบรรลัยเมื่อนั้น!?!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
