bg-single

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ : จาก ส.ส.เขต ค่ายส้ม สู่ความฝัน “อภิวัฒน์วัฒนธรรม” คอนเทนต์ไทยต้องไปเวทีโลก

16.01.2026

โดย วรวิทย์ ไชยทอง


ตลอด 2 ปีบนถนนการเมือง ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้เห็นภาพการเมืองทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศชัดขึ้นกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่จากเวทีอภิปรายในสภา หากแต่จากการลงพื้นที่ คลุกคลีกับปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน และจากการทำงานเชิงนโยบายในกรรมาธิการที่หลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนประเทศ

สำหรับพื้นที่เขตสายไหม–บางเขน ปัญหาที่ฝังรากลึกและยังไม่เคยถูกแก้จริงคือระบบขนส่งสาธารณะ แม้จะมีจุดจอดรถ แต่รถกลับวิ่งไม่เพียงพอ รถที่มีส่วนใหญ่เป็นรถสองแถวเสริมซึ่งมีจำนวนน้อย เวลาไม่แน่นอน และหยุดวิ่งตั้งแต่สองถึงสามทุ่ม ส่งผลให้คนที่เลิกงานดึกแทบไม่มีทางเลือกในการเดินทางกลับบ้าน

แม้ในแผนปฏิรูปรถเมล์จะมีการกำหนดเส้นทางใหม่ในพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีผู้ประกอบการเข้ามาดำเนินการ เพราะตัวเลขวิเคราะห์ทางธุรกิจชี้ว่ามีความเสี่ยงขาดทุน ขณะที่รถร่วมบริการเดิมก็ยังคงเป็นรถสองแถว ทั้งที่ควรพัฒนาเป็นมินิบัสหรือรถบัสไฟฟ้าได้แล้ว ผลคือเมื่อไม่มีระบบขนส่งมวลชนหรือรถฟีดเดอร์ที่มีคุณภาพ คนจำนวนมากจึงต้องหันไปพึ่งพารถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนตัว

ถนนสุขาภิบาล 5 ในช่วงเช้าจึงกลายเป็นจุดคอขวด จากเดิมใช้เวลาเดินทางราว 20 นาที ปัจจุบันขยับเป็น 30–40 นาที ตัวเลขการจราจรชี้ว่ามีรถผ่านจุดนี้กว่า 30,000 คันในช่วงเช้า และไม่ได้เป็นเพียงคนในสายไหมหรือออเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางผ่านของคนจากคันนายาว คลองสามวา และพื้นที่รอบนอกที่ต้องเดินทางเข้าเมือง

ภูริวรรธก์ยอมรับว่า เคยตั้งคำถามกับตัวเองมานานกว่าสิบปีว่าทำไมปัญหานี้ถึงแก้ไม่ได้ จนกระทั่งได้เข้ามาทำงานในสภา จึงได้ใช้บทบาทผู้แทนฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ขสมก. กรมขนส่งทางบก และผู้ประกอบการรถหมวดสี่ มาพูดคุยร่วมกัน บทสรุปชัดเจนว่า “รถไม่พอ” คือปัญหาแรกที่ต้องแก้

แนวทางที่เขาผลักดันคือการพัฒนารถหมวดสี่ที่มีอยู่เดิม ให้มีคุณภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เข้าสู่ระบบสัมปทานในฐานะรถหมวดหนึ่ง พรรคประชาชนได้ทำการเก็บข้อมูลและสำรวจความคิดเห็นประชาชนอย่างจริงจัง พบว่ามีคนจำนวนมากพร้อมจะจอดรถไว้ที่บ้าน หากมีรถสาธารณะที่วิ่งสม่ำเสมอ ตรงเวลา และสามารถตรวจสอบตำแหน่งผ่านมือถือได้

จากข้อมูลเชิงลึก พรรคได้วิเคราะห์ถึงรูปแบบการอุดหนุนผู้ประกอบการ การปรับประเภทรถ งบประมาณที่ต้องใช้ และขยายเครือข่ายการทำงานไปยังภาคประชาสังคมที่สนใจเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ จนพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ยังมีเส้นทางที่ไม่ได้รับสัมปทานอีกหลายสิบเส้นทาง ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนา แต่ยังไม่เคยถูกแตะต้อง

ในระดับนโยบาย ภูริวรรธก์พยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมายผ่านร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เข้ามาจัดการระบบขนส่งที่รู้ปัญหาพื้นที่ดีที่สุด ทว่าร่างกฎหมายดังกล่าวกลับถูกปัดตก เช่นเดียวกับความพยายามผลักดันการสำรวจเส้นทางลัดใหม่เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร

ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่เขายังตั้งใจจะเดินหน้าต่อ ตั้งแต่การแก้กฎกระทรวงไปจนถึงการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งปัญหาเชิงพื้นที่ที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงงานขนถ่ายขยะขนาดใหญ่ในเขตสายไหม ซึ่งรับขยะจากถึง 13 เขตของกรุงเทพฯ รวมกว่า 2,500 ตันต่อวัน ขณะที่สัมปทานเอกชนรองรับได้เพียง 2,000 ตันต่อวัน ขยะส่วนเกินจึงกลายเป็นต้นตอของกลิ่นเหม็นที่กระจายไปทั่วชุมชน

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ภูริวรรธก์ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พบว่าระบบที่ควรเป็นระบบปิด กลับกลายเป็นระบบเปิดแทบทั้งหมด อากาศถ่ายเทสะดวกจนกลิ่นฟุ้งกระจาย แม้จะมีข้ออ้างว่าโรงงานตั้งอยู่มาก่อน แต่ในวันที่บริบทเมืองเปลี่ยนไป เขาย้ำว่าชาวบ้านไม่ควรต้องทนต่อปัญหานี้ต่อไป โรงงานจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้มาตรฐานมากขึ้น

แม้จะเคยพากรรมาธิการสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ และกรมควบคุมมลพิษเข้าตรวจสอบพบปัญหาจำนวนมาก แต่การแก้ไขยังไม่คืบหน้า เพราะอำนาจการจัดการอยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก สำหรับเขา ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีความตั้งใจของผู้บริหาร และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

ในภาพการเมืองระดับประเทศ ภูริวรรธก์เติบโตมาจากธุรกิจจัดอีเวนต์และการท่องเที่ยวเชิงสัมมนา ทำให้เห็นปัญหาคอรัปชันในอุตสาหกรรมนี้อย่างใกล้ชิด งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปโดยไม่ก่อให้เกิดคุณภาพ เมื่อเข้าสู่สนามการเมืองและได้รับเลือกตั้งในนามพรรคก้าวไกล เขาถูกส่งไปทำงานในกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

แม้ช่วงแรกจะรู้สึกว่าเรื่องศาสนาไกลตัว แต่การทำงานจริงทำให้เห็นว่านี่คือกรรมาธิการที่มีปัญหาซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการเงินของวัด และโครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย จนเขาเชื่อว่าถึงเวลาต้องแตะการปฏิรูป พ.ร.บ.สงฆ์ อย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน เขาหันมาโฟกัสงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นฐานคิดสำคัญของพรรคมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ และพบว่าปัญหาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ เพราะเพียงปีเดียว ประเทศใช้งบด้านนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ผ่าน THACCA และหากรวมงบแฝงจากหลายกระทรวง ตัวเลขอาจสูงถึง 8,000–9,000 ล้านบาท

จากการทำงานและลงพื้นที่ทั่วประเทศ ภูริวรรธก์พบว่าปัญหาหลักคือการใช้งบประมาณผิดทิศ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมักแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ งบจำนวนมากถูกใช้ไปกับการจัดอีเวนต์ ขณะที่ต้นน้ำ—การผลิต การพัฒนาองค์ความรู้ และคนทำงานระดับรากหญ้า—กลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง

หลายพื้นที่ของประเทศกำลังสูญเสียองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานาน เพราะคนรุ่นใหม่เห็นแล้วว่าอาชีพของรุ่นพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ หากไม่เปลี่ยนแนวคิดและโครงสร้างสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็จะเหลือเพียงคำสวยหรูในเอกสารนโยบาย

หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ภูริวรรธก์มองว่าจุดเริ่มต้นต้องกลับไปที่การศึกษา เพราะการเปลี่ยนประเทศหนีไม่พ้นการอภิวัฒน์ทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นยุคจอมพล ป. หรือแม้แต่รัฐบาลทหารที่ผลักดันวาทกรรมทางวัฒนธรรมของตนเอง

เขาเสนอให้ปลดปล่อยการศึกษาออกจากการครอบงำ เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากหลายมุมมอง และซึมซับความสุขทางศิลปะอย่างหลากหลาย เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว

ในระดับโครงสร้าง จำเป็นต้องปฏิรูปหน่วยงานอย่างกระทรวงวัฒนธรรม จากการเน้น “อนุรักษ์” เป็นหลัก สู่การ “พัฒนาและดัดแปลง” ให้ทันยุคสมัย โดยไม่กระทบข้าราชการ แต่เปลี่ยนกรอบคิดและวิธีทำงาน

ระดับท้องถิ่น เขาอยากเห็นการยกระดับสภาวัฒนธรรมจังหวัด เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักวิชาการ และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ข้าราชการเกษียณ เพื่อให้เสียงจากข้างล่างถูกส่งขึ้นไปกำหนดนโยบาย

ในมิติต่างประเทศ ภูริวรรธก์เสนอให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านคอนเทนต์ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกม ดนตรี วรรณกรรม และสื่อดิจิทัลสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกมที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่าภาพยนตร์ไปแล้ว พร้อมทั้งส่งเสริมการข้ามสาขา เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาและคอนเทนต์ไทยให้แข่งขันได้จริง

เขาย้ำว่าไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” เพราะคำนี้ถูกใช้ผิดความหมายมานาน จนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณ มากกว่าการพัฒนาจริง บางเรื่องต้องการ “ควิกวิน” แต่หลายเรื่องต้องใช้เวลา และไม่ควรถูกบีบด้วยตัวชี้วัดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ท้ายที่สุด สำหรับภูริวรรธก์ หัวใจของการปลดล็อกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่อยู่ที่การเมือง ผู้มีอำนาจบริหาร และระบบการศึกษาที่กล้าคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อให้อภิวัฒน์ทางวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)