ร้องมหาวิทยาลัยกับท่านเปา (Ep 18)
วันนี้ เราจะชวนกันย้อนกลับสู่อดีตในยุคราชวงศ์ซ่ง เพื่อไปคารวะท่าน “เปาบุ้นจิ้น” ผู้พิพากษาใหญ่ที่มีชื่อเสียงของศาลประจำเมืองไคเฟิง แห่งมณฑลเหอหนาน ซึ่งรับรู้กันในทั่วทุกพื้นที่ถึงความเที่ยงธรรมของท่านเปาในการตัดสินอรรถคดี
ที่ต้องมาคารวะท่านเปา เพราะมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้นที่ “สำนักผลิตบัณฑิต” แห่งหนึ่งในเมืองไคเฟิง ซึ่งสำนักนี้มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตเพื่อไปสอบเข้ารับราชการเป็นจอหงวน แต่เจ้าสำนักแห่งนี้ กลับมีพฤติกรรมเล่นพวก กลั่นแกล้งคน และหาประโยชน์ อันเป็นการกระทำที่เป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่บัณฑิตทั้งหลาย ซึ่ง “สำนักบัณฑิตหลวง” ทราบเรื่องเหล่านี้ดี เพราะได้รับใบบอกไปหลายครั้ง แต่ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงที่รับผิดชอบยังไม่ได้ลงมาจัดการ
การทำตัวของเจ้าสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ ไม่อยู่ในทำนองครองธรรม แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะเจ้าสำนักได้รับการอุ้มชูและปกป้องจาก “ขุนนางกฎหมาย” และ “จอหงวนกฎหมาย” ที่พยายามทำผิดเป็นถูก และทำถูกเป็นผิด โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความถูกต้องใดๆ มาเป็นบรรทัดฐาน
จนวันนี้ บรรดาผู้คนในสำนักแห่งนี้ ล้วนมีความเห็นตรงกันว่า นอกจากความผิดที่เจ้าสำนักก่อขึ้นจากความโลภในอำนาจ และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องแล้ว พฤติกรรมของขุนนางกฎหมายที่มาช่วยงานในสำนักผลิตบัณฑิตนั้น เป็นสิ่งที่ควรต้องรายงานท่านเปาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของการใช้กฎหมาย ที่ขุนนางกฎหมายไม่ช่วยในการรักษาความถูกต้องของกฎหมาย แต่กลับช่วยทำหน้าที่ในการแสวงหาช่องทางให้เจ้าสำนักและพรรคพวกใช้อำนาจอย่างผิดๆ นั้น จึงทำให้เกิดปัญหาการใช้กฎหมายในสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้อย่างมาก
ประเด็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาอย่างท่านเปา ควรต้องรับรู้อย่างยิ่ง เพราะด้วยปัญหาการประพฤติตัวของขุนนางกฎหมายในสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ จึงมีแต่ความเที่ยงตรงของท่านเปาเท่านั้นที่จะจัดการได้
ส่วนในท้ายที่สุด เมื่อท่านเปาวินิจฉัยแล้ว จะใช้เครื่องประหารหัวเสือ หรือหัวสุนัข ก็คงเป็นอำนาจของท่าน ที่จะต้องพิพากษาความผิดเหล่านี้ด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับขุนนางกฎหมายรุ่นหลัง
เรื่องราวต่างๆ ของขุนนางกฎหมายนี้ มาจากบันทึกการพูดคุยในร้านน้ำชาบ้าง ร้านซาลาเปาบ้าง ดังเป็นที่โจษจันกันในเมืองไคเฟิง …
ขอเรื่องเริ่มต้นด้วย … เมื่อขุนนางกฎหมายท่านหนึ่งได้อาศัยช่องทางเข้ามาเป็นที่ปรึกษาคนสนิทให้กับเจ้าสำนักผลิตบัณฑิต และเจ้าสำนักดูจะเกรงอกเกรงใจขุนนางผู้นี้อย่างมาก นอกจากเขาจะใช้กฎหมายได้อย่างช่ำชอง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจเจ้าสำนักแล้ว เขายังใช้กฎหมายตอบโต้กับบรรดาขุนนางที่คอยคัดค้านพฤติกรรมเจ้าสำนักได้อย่างดียิ่ง อันทำให้ขุนนางกฎหมายท่านนี้จึงเป็นเสมือน “ไม้กันหมา” ให้กับเจ้าสำนัก
เมืองไคเฟิงซึ่งไม่ใหญ่โตมากนัก ทำให้คนในเมืองย่อมรู้จักขุนนางกฎหมายคนนี้อย่างดี เพราะการเข้ามาเป็นกรรมการของสำนักผลิตบัณฑิตได้นั้น ย่อมสะท้อนถึงความไว้ใจที่เจ้าสำนักมีให้แก่ขุนนางผู้นี้อย่างมาก และยังมีเสียงลือกันในไคเฟิงอีกว่า ขุนนางกฎหมายท่านนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าของครอบครัวเจ้าสำนักด้วยหรือไม่ เพราะเมื่อขึ้นมารับตำแหน่งเจ้าสำนักนั้น สำนักการค้าของครอบครัวนี้ได้ฟ้องร้องสำนักผลิตบัณฑิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ล่ำลือกันอย่างมาก เพราะเท่ากับสำนักการค้าของครอบครัวเจ้าสำนัก ฟ้องตัวเจ้าสำนักเสียเอง อันน่าจะเป็นเรื่องที่สร้างความน่าฉงนในข้อกฎหมายให้กับท่านเปาอย่างยิ่งแน่นอน
ดังที่กล่าวแล้วว่า ไคเฟิงไม่ใช่เมืองใหญ่ เรื่องราวต่างๆ ของคนในเมือง จึงมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาคุยในร้านน้ำชา และร้านซาลาเปากันเสมอ เขาเล่ากันในร้านเหล่านี้ว่า ขุนนางกฎหมายผู้นี้มีการค้าหลายอย่าง มีทั้งโรงเตี๋ยมให้คนเดินทางพัก โรงรำ่สุราให้บัณฑิตน้อยได้สรวลเสสำราญกัน ร้านอาหาร สนามเล่นลูกขนไก่ และอื่นๆ
ขุนนางกฎหมายคนนี้จึงมีวิธีที่จะทำให้การค้าที่ทำนั้น ไม่กลายเป็นปัญหาที่จะมีคนเอาไปร้องเรียนท่านเปา หรือเอาไปร้องกับ “สำนักกฎหมายหลวง” แต่เรื่องราวของการคุยในร้านน้ำชานั้น ชวนให้คิดเป็นอย่างยิ่งถึงบทบาทของขุนนางกฎหมายจาก “สำนักฟ้องคดี” ที่เข้ามาเป็นมือไม้ในการใช้กฎหมายในสำนักผลิตบัณฑิตนี้
แม้การทำการค้าเช่นนี้ จะไม่ปรากฏชื่อของขุนนางกฎหมาย แต่ก็เป็นรู้กันในไคเฟิง เพราะเรื่องราวเช่นนี้ในเมืองเล็กย่อมปกปิดได้ยาก หรืออย่างโรงร่ำสุรา ที่ตั้งชื่อให้รับกับสำนักผลิตบัณฑิตคือ “สำนักหอหนังสือ” ซึ่งเมื่อบรรดาบัณฑิตน้อยมาเสพร่ำสุราสำราญกัน ก็จะบอกกับที่บ้านว่ามาอยู่ที่ “สำนักหอหนังสือ” ว่าที่จริง เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันในสำนักผลิตบัณฑิตมานาน เป็นแต่เพียงยังไม่มีใครฟ้องไปยังสำนักกฎหมายหลวง
เมื่อขุนนางกฎหมายที่ทำตัวเช่นนี้ เข้ามาเป็นกรรมการของสำนักผลิตบัณฑิต ย่อมทำให้เกิดเสียงนินทาไปไกลเกินกว่าร้านน้ำชา หรือร้านซาลาเปาในไคเฟิง ทุกคนได้แต่รอว่าในอนาคต ขุนนางผู้ใหญ่ใน “สำนักกฎหมายหลวง” จะได้รับทราบเรื่องราวของขุนนางกฎหมายในเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปเช่นนี้หรือไม่
ขุนนางกฎหมายอีกคนสอบได้ “จอหงวนชั้นเอก” มาจากเมือง “อั้งม้อ” (พวกผมแดง เป็นคำจีนใช้เรียกพวกตะวันตก) มีวิทยายุทธ์ไม่เบา ด้วยมีฤทธิ์วิชา “เดชตีนตุ๊กแก” ที่เกาะเก้าอี้ได้แน่น เพราะนั่งเก้าอี้เป็น “เจ้าสำนักกฎหมาย” มานานแล้วถึง 16 ปี และเจ้าสำนักใหญ่ยังไว้วางใจให้นั่งต่อไปอีก หากอยู่ในตำแหน่งครบเวลา ก็จะเป็นหัวหน้าสำนักคนเดียวที่อยู่นานถึง 20 ปี จอหงวนนักกฎหมายท่านนี้ยังสร้างภาพว่าตัวเองมีบารมี และยกตนให้สูงส่งด้วยการ “ปฏิบัติธรรม” เพื่อบอกกับผู้คนในไคเฟิงว่า “จอหงวนกฎหมายผู้ทรงศีล” นั้น ย่อมมีธรรมเหนือกว่าขุนนางคนอื่นๆ โดยเฉพาะเหนือกว่าพวกขุนนางจากเมืองหลวงที่มาช่วยงานที่สำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้
แต่ในความเป็นจริง จอหงวนกฎหมายคนนี้ กลับเป็นคนทุศีลที่ “หวงตำแหน่ง” เพราะไม่ยอมให้คนอื่นในสำนักสอนกฎหมายขึ้นมาเป็นหัวหน้า หลงจริตตัวที่ปรุงแต่งเอาเองว่า มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่เป็น “จอมยุทธ์เดียว” ของสำนักแห่งนี้ คนอื่นจะมาเป็นไม่ได้ ผลตามมาจึงไม่แปลกที่ บรรดาจอหงวนเด็กๆ จากสำนักนี้จะเก็บสัมภาระและออกเดินทางแยกย้ายกันไปหางานในสำนักผลิตบัณฑิตอื่นๆ แต่จอหงวนกฎหมายคนนี้ ไม่ต่างจากขุนนางกฎหมายที่คอยทำหน้าที่ “ไม้กันหมา” ให้แก่เจ้าสำนักเสมอมา และด้วยวิทยายุทธ์ “เดชตีนตุ๊กแก” จึงครอบครองตำแหน่งเจ้าสำนักกฎหมายในสำนักผลิตบัณฑิตมาอย่างยาวนาน
เมื่อต้องหมดใบสัญญาจ้าง เจ้าสำนักถึงกับต้องรีบสั่งหาเงินมากกว่า 6 แสนตำลึงเป็นเวลาล่วงหน้าหลายเดือน เพื่อมารอเตรียมต่อสัญญา และทั้งไม่ยอมให้คนอื่นในสำนักสอนกฎหมายก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าสำนักได้
ความเป็นไปในสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ ดูจะเป็นที่โจษจันกันอย่างมากในไคเฟิง เจ้าสำนักใช้อำนาจอย่างผิดๆ โดยมีทั้งขุนนางกฎหมายและจอหงวนกฎหมายเป็นลูกคู่ จึงทำให้การออกกฎระเบียบของสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ มีปัญหาอย่างมาก และยังพยายามที่จะอ้างว่า กฎที่ใช้ในสำนักนี้แต่เดิมมีเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาระเบียบของสำนักบัณฑิตหลวงมาใช้ เพื่อให้กลุ่มพวกเขามีอำนาจกันต่อไป เพราะถ้าเอาตามระเบียบของสำนักบัณทิตหลวงแล้ว พวกเขาอาจจะถูกตรวจสอบและไม่มีอำนาจได้มากในแบบเดิม
ดังนี้แล้ว จึงต้องขอบารมีท่านเปาแห่งศาลไคเฟิงช่วยวินิจฉัยความถูกผิดของนักกฎหมายทั้ง 2 และยังต้องขอคำวินิจฉัยการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของเจ้าสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้อีกด้วย เพราะนักกฎหมายที่ไม่มีคุณธรรม ย่อมใช้กฎหมายอย่างไม่มีคุณธรรม … ผู้พิพากษาผู้ทรงคุณธรรมอย่างท่านเปาเท่านั้น ที่จะช่วยชี้ถึงความถูกต้องได้
ปล.: เนื่องจากในยุคราชวงศ์ซ่ง ยังไม่มีคำว่า “ธรรมาภิบาล” แต่ในยุคนั้น มีการใช้คำว่า “คุณธรรม” กัน และถือว่า คำตัดสินที่ถูกต้องและเที่ยงตรงของท่านเปาคือ การพิทักษ์คุณธรรมแบบหนึ่ง ดังนั้น วันนี้ ผู้คนจึงคอยว่า ท่านเปาจะพิพากษาคดี “ขุนนางกฎหมายฉ้อฉล” ที่สำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้อย่างไร !
