bg-single

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งสู้ดุเดือดหึ่ง! เงินสะพัด 2 แสนล้านบาท อึ้ง! แจกเงินหัวละ 7,500 กกต.ฮึ่ม! จับให้ได้ – ‘หนู’ ครอบ ‘เขาควาย’ คนซื้อ

23.01.2026

ในประเทศ

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งสู้ดุเดือด
หึ่ง! เงินสะพัด 2 แสนล้านบาท
อึ้ง! แจกเงินหัวละ 7,500
กกต.ฮึ่ม! จับให้ได้-‘หนู’ ครอบ ‘เขาควาย’ คนซื้อ

การแข่งขันในสมรภูมิเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้นและดุเดือด ทุกพรรคการเมืองต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์ปล่อยหมัดเด็ด ต่อสู้ห้ำหั่นกันแบบถึงพริกถึงขิง มีการใช้สารพัดวิชามาร ทั้งดิสเครดิต สาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งเลือกอนาคต ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

สนามเลือกตั้ง “บนดิน” ที่ว่าดุเดือดถึงขีดสุดแล้ว แต่ “ใต้ดิน” กลับร้อนแรงยิ่งกว่า กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ใครหลายคนให้ความสนใจ และตะลึงอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

หลังมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อเสียงเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยพบว่ามีการจ่ายเงินเพื่อซื้อเสียงต่อหัวสูงถึง 7,500 บาท ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวเลขดังกล่าวมาจากผลสำรวจของคณะทำงาน Zero Corruption คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน นำโดย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับเครือข่ายเพื่อนไม่ทน

โดยสอบถามใน 2 ประเด็นหลักคือปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทย และการซื้อเสียงเลือกตั้ง จากกลุ่มตัวอย่างทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ 4,814 ราย ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม ถึง 12 มกราคม 2569

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 77 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยมีความรุนแรงมาก ตามมาด้วย ไม่ค่อยรุนแรง ร้อยละ 12 และรุนแรงปานกลาง ร้อยละ 11

นอกจากนี้ ผลสำรวจร้อยละ 58.7 ยังระบุว่า จะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะไม่มีความโปร่งใส และหากเข้ามาบริหารประเทศอาจตั้งใจกอบโกยผลประโยชน์

ส่วนร้อยละ 41.3 ตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง โดยดูจากนโยบายที่มีประโยชน์แก่ประชาชน มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงผลงานที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันปัญหาสำคัญของประเทศที่อยากให้แก้ไขมากที่สุด อันดับ 1 คือปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 18.9 ตามมาด้วย ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 17.9 และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน ร้อยละ 13.4

แต่ข้อมูลที่น่าตกใจคือการซื้อเสียงเลือกตั้ง เพราะมีการระบุว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการใช้เงินซื้อเสียงสูงสุดหัวละ 7,500 บาท ต่ำสุด 100 บาท ซึ่งคาดว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปโดยปริยาย

ขณะที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคกลาง ใช้เงินซื้อเสียงสูงสุด 5,000 บาท ภาคตะวันออก หัวละ 3,000 บาท ต่ำสุด 100-200 บาท

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการซื้อเสียงเลือกตั้งอยู่คู่กับการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน มีให้เห็นกันตลอดทุกยุคทุกสมัย คนไทยทั้งประเทศก็รู้ดีว่าเป็นเรื่องจริง ที่ผ่านมาก็มีหลักฐาน ทั้งภาพและคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากมาย

นับเป็นความท้าทายของเจ้าภาพหลักอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องปราบปรามอย่างจริงจัง และหาตัวผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีทางการเมืองไทย

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า กกต.มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์การซื้อเสียงเกิดขึ้น ผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม ในส่วนของการข่าว กกต.รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนว่าเท่าไร อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชน

แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องจัดการ และปัญหาการซื้อเสียงต้องไม่มีนัยสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้

“เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องของการเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงอาจจะคนละเรื่อง” นายแสวงกล่าว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ถึงกับช็อกหลังทราบข่าวว่ามีการแจกเงินซื้อเสียงคนละ 7,500 บาท

“ซื้อเขาควาย 700 เอง ใครจ่าย 7,500 บอกมาด้วยเดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้ การเลือกตั้งก็สู้กันดุเดือดตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกม ไม่มีปัญหา การแข่งขันการต่อสู้เป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องไปตามกติกา มีสปิริตซึ่งกันและกัน” นายอนุทินกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่ไหม นายอนุทินตอบว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่กล้าบอก เพราะผมไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอก”

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ถึงกับร้องห้ะ พร้อมทั้งย้อนถามผู้สื่อข่าวว่ามีด้วยเหรอ 7,500 บาท มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยเหรอ

“ความคิดส่วนตัวของผมนะ ไม่เกี่ยวกับพรรคอื่น ถ้าใครทำแบบนี้ก็โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหว ผมว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดนะที่โจมตี มีที่ไหนไปเล่นต่อหัว 7,500 ถ้าทำแบบนี้มันไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นคูณเข้าไป มันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

แม้ว่าทั้งนายอนุทิน และ ร.อ.ธรรมนัส ต่างไม่เชื่อว่าเป็นข้อมูลจริง แต่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ออกมาแฉว่ามีการแจกเงินซื้อเสียงในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจริง หัวละ 5,000-7,500 บาท

เพราะพบข้อมูลว่ามีการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ล็อตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท และคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 200,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ฟันธงว่าเป็นเรื่องจริง โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการจ่ายเงินซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 3,000-7,500 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ตัวเลขจะอยู่ที่ระหว่าง 1,000-3,000 บาท

“กกต.ไปสำรวจว่ามีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7,500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่น การเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆ แคบๆ การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้ง อบต. หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็กเสียงกันได้ว่า แพ้ชนะกันไม่กี่คะแนน”

“จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันกันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาที่สูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง ก็อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 10,000 บาท เช่น ในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆ บางแห่ง” นายเทพไทกล่าว

ด้านมุมมองของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง วิเคราะห์ปมร้อนแจกเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท ได้อย่างแหลมคม

บก.ลายจุด สะท้อนว่าตัวเลขดูสูงเกินไป จนอาจจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนตัวไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนที่นำเสนอข้อมูล อธิบายแหล่งที่มาของข้อมูลว่ามีหลักวิชาการอย่างไรบ้าง

“จริงๆ เวลาเขาจ่ายเงิน เขายังไม่ได้จ่ายตอนนี้ ไม่ทราบว่าไปคุยกับหัวคะแนน แล้วโก่งราคากันหรือเปล่า ในวงการนี้คุณต้องระวังนะ ราคานี้มันปั่นหรือเปล่า หรือมันเป็นเจตนาปั่นให้วงการนี้มันปั่นป่วน 7,500 นี่คือสูงสุด แต่อาจจะมีสักคนหรือสองคนที่ออกมาบอกว่าได้ถึง 7,500 แต่ถ้าดูค่าเฉลี่ยแล้วมันก็อาจจะไม่ใช่” บก.ลายจุดกล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.โอฬาร มองว่าตัวเลข 7,500 บาท มันอาจจะไม่ใช่เงินที่เขาให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่เป็นค่าใช้จ่ายจากรายหัว ที่มีการพาหัวคะแนนไปกินไปเที่ยว ซึ่งอาจนำยอดเงินในส่วนนี้ไปรวมกับการซื้อเสียงหรือไม่

“จากที่ผมเก็บข้อมูลคนกลุ่มนี้เขาทำสถิติ เขาไม่ได้กว้านซื้อทั้งหมด เขาซื้อเฉพาะกลุ่มพื้นที่ และการซื้อนั้นมันคุมได้ มันมีวิธีการเพื่อให้รู้ว่าเงินที่ให้ไปเนี่ย สัดส่วนคะแนนมันไปด้วยกันได้หรือเปล่า”

“เขาจะไม่ซื้อกับคนแปลกหน้า แต่ซื้อจากกลุ่มที่เป็นเครือข่ายกันอยู่แล้ว รู้จักกัน หรือกลุ่มที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเขต ผ่านกลไกต่างๆ จนมั่นใจแล้ว เงินอาจจะไม่ได้จ่าย แต่พาไปกินไปเที่ยวเกิน 7,500 บาทด้วยซ้ำ”

“แล้วทำผ่านโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในรูปแบบของกิจกรรมสาธารณะ และอาจจะใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มันมีวิธีการ และมันมีแบบแผนของมัน”

รศ.ดร.โอฬาร สะท้อนภาพการต่อสู้ของนักการเมือง ผ่านกลไกการแจกเงินซื้อเสียง ภายใต้กลยุทธ์หาเสียง เพื่อกำหนดผล “แพ้-ชนะ” ในสมรภูมิเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?