bg-single

มุมมองจากสื่อสิงคโปร์ต่อการเลือกตั้งใหญ่ของไทย

27.01.2026

คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit

เนอร์มาล โกช (Nirmal Ghosh) นักเขียน อดีตผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และคอลัมนิสต์ของ Channel News Asia (CNA) สื่อใหญ่แห่งสิงคโปร์ ได้เขียนบทความเรื่อง “Thailand must reckon with reform or face irrelevance” (ไทยจำเป็นต้องปฏิรูป ไม่อย่างนั้นก็จะหมดความสำคัญ) เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ CNA เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

โดยกล่าวถึงสถานการณ์เร่งด่วนของไทยในการเลือกตั้งใหญ่นี้ว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับกำหนดทิศทางของประเทศท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากมากมาย

โกชอ้างอิงความเห็นและข้อมูลประกอบมาจากแหล่งข่าว 5 แหล่ง ได้แก่ ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต, ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ข้าราชการไทยระดับสูงผู้หนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม และอดีตนักการทูตอาวุโสจากภูมิภาคอาเซียน

กระทั่งได้สรุปเป็นข้อคิดเห็นออกมาว่าปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องเผชิญคือ สภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันและความสำคัญของประเทศที่ลดลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะคลี่คลายไปได้ก็ต่อเมื่อเกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้สามารถยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสร้างความน่าเชื่อถือทางการเมืองต่อสายตานานาชาติ

ดังนั้น การเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะเป็นจังหวะก้าวไปสู่การปฏิรูปดังกล่าวหรือไม่

ประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจเรื่องกับดักรายได้ปานกลาง จากการแสวงหารายได้ด้วยรูปแบบเดิมๆ พึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออก

แต่ลำพังวิธีการเท่านี้ไม่เพียงพอต่อการต่อสู้ในโลกปัจจุบัน แม้การท่องเที่ยวจะนำรายได้เข้าประเทศมหาศาล และไทยก็เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็ตาม โดยกรุงเทพฯ ครองสถิติเมืองที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากที่สุดในโลกเมื่อปีที่แล้ว ด้วยจำนวนราว 30 ล้านคน

แต่โกชมองว่าการท่องเที่ยวเป็นเพียงตัวช่วยระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาว

ส่วนการส่งออกก็มีความไม่แน่นอนตามค่าเงินและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมแล้วยังคงแข็งแกร่ง แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นในปีก่อนก็คาดว่าจะลดลงในปีนี้

ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยปี 2568 อยู่ที่ 2% ขณะที่ปีนี้คาดการณ์ว่าจะลดลงเป็น 1.5-1.7% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ 4%

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องหนี้สินครัวเรือนอีกด้วย โดยอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในไตรมาสที่สองของปี 2568 คือ 86.8% ซึ่งนับว่าสูงมาก

สำหรับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น โกชไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร แต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดก็คงมองเห็นภาพนี้ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีภาษีทรัมป์อันเป็นข่าวใหญ่ตลอดปี 2568 โกชเห็นว่า นอกจากอุปสรรคดังกล่าวแล้ว ไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากระหว่างสองมหาอำนาจที่กำลังเผชิญหน้ากันทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งไทยต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจอยู่

ฉะนั้น การทูตของไทยจึงจำเป็นต้องคล่องตัวมากขึ้น ยืดหยุ่น และแสวงหาโอกาสจากความตึงเครียดนี้ให้ได้

ด้านการเมืองนั้น ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดขวบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งทำให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่พังถล่ม เป็นผลให้มีคนงานก่อสร้างอย่างน้อย 95 รายเสียชีวิต อันส่อให้เห็นความไม่โปร่งใสที่อยู่เบื้องหลัง

จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างรุนแรง

พอเดือนพฤศจิกายนก็เกิดอุทกภัยใหญ่ที่ภาคใต้ โดยที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน

ขยับมาต้นปีก็มีเหตุโจมตีหลายครั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ก่อนที่เวลาถัดมา จะเกิดเหตุเครนถล่มติดๆ กันสองวัน วันหนึ่งทับขบวนรถไฟและอีกวันหนึ่งทับรถยนต์ที่กำลังสัญจรอยู่

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหามากมายที่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นความท้าทายที่รัฐบาลชุดต่างๆ ต้องเผชิญ

การเลือกตั้งใหญ่ของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จึงเป็นวาระสำคัญที่พึงพิจารณาว่าใครสามารถรับมือกับความท้าทายได้ โดยไม่ใช่ปะผุไปวันๆ ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า แต่ควรปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ศักยภาพในการแข่งขัน การทุจริตคอร์รัปชั่น ความโปร่งใสในการทำงาน ตลอดจนปัญหาใหม่อื่นๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม กลับดูมีทิศทางว่าจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยมที่ได้ผลเร็ว (quick win) หรือแจกเงินสด (quick-fix cash) เนื่องจากต้องการเอาใจประชาชนและดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แทนที่จะปฏิรูปโครงสร้าง

ข้าราชการระดับสูงที่ไม่ประสงค์ออกนามผู้หนึ่งให้ความเห็นกับโกชว่า ความเสี่ยงของไทยคือนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน (incoherent policy)

ซึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือ การวางแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ (credible medium-term fiscal planning) และการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ เพื่อฟื้นฟูผลิตภาพและการลงทุน ไม่ใช่พึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่า ไทยกำลังสูญเสียบทบาทผู้นำในภูมิภาคอาเซียนไปให้กับเวียดนาม หลังจากที่ไทยครองสถานะนี้มาอย่างยาวนาน โดยเศรษฐกิจของเวียดนามจะไปไกลกว่าไทย เห็นได้จาก GDP ที่คาดว่าจะแซงไทยในปีนี้

ส่วนทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ อดีตนักการทูตอาวุโสจากภูมิภาคอาเซียนก็กล่าวกับโกชว่า ไทยแทบไม่มีบทบาทอะไรในอาเซียนเลยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ.2557

ซึ่งไทยจะหวนกลับมาสู่ความเป็นผู้นำอาเซียนได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในและพลวัตทางเศรษฐกิจของประเทศ

เพราะบรรดานักลงทุนไม่ค่อยสนใจเรื่องของอุดมการณ์อะไรมากนัก แต่สนใจความแน่นอนชัดเจนที่ทำให้สามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้

ในเมื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ เหตุใดการปฏิรูปจึงไม่เกิดขึ้น ก็เพราะการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจะไปกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจเดิมและสถานะอำนาจของชนชั้นนำทางการเมืองที่อยู่มาก่อน การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากไม่ปฏิรูป ปัญหาก็ไม่ได้หายไปไหน ทางเลือกจึงมีอยู่สองทางคือ ประคองสถานการณ์ไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ยอมเจ็บตัวชั่วขณะหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

ส่วนการต่างประเทศนั้นก็ต้องฟื้นคืนความเชื่อมั่นจากนานาชาติ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับไทยในสายตาประเทศที่เป็นหุ้นส่วนหรือเป็นพันธมิตร ว่าไทยคู่ควรต่อการร่วมกันก้าวเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางระเบียบของภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเมือง ความสอดคล้องของนโยบาย และทิศทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งซึ่งกำลังเกิดขึ้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตามองว่า ไทยจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้หรือไม่

การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมแล้วปล่อยให้กลไกดำเนินไปตามปกติอย่างเป็นธรรมชาติ หรือว่าจะเกิดการแทรกแซงขึ้น

ความตึงเครียดระหว่างชนชั้นนำเดิมที่ยึดกุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองเอาไว้จะประนีประนอมกับคลื่นลูกใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างหรือไม่

จะเกิดการรอมชอมเพื่อสมประโยชน์กันแต่ยังคงตกอยู่ในวังวนปัญหาเดิม

หรือว่าจะยอมเจ็บแต่จบเพื่อหลุดพ้นไปจากหลุมดังกล่าว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง