จับตาปีกอนุรักษ์ชิงคะแนนกันเอง ปชป.มาแรง ชิงเก้าอี้ กทม.- ใต้ ภท.ปลุกเทคะแนน ‘สีน้ำเงิน’ สกัดเสียงแตก – ไม่เลือกเรา ‘เขา’ มาแน่
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ณ ตอนนี้ นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน จะถึงวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 53 ล้านเสียง จะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศไทย ผ่านการเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้ง
ฉะนั้น ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.จึงต้องเร่งนำเสนอยุทธศาสตร์ ชูกลยุทธ์และนโยบายหาเสียงกันอย่างเต็มที่ เพื่อหวังเรียกเรตติ้ง โกยคะแนนเสียง กวาด ส.ส.เข้าสภาฯ ให้ได้มากที่สุด
โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเพื่อไทย (พท.) รวมทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) ต่างมีเป้าหมายชัดเจนว่าการเลือกตั้งในสนามครั้งนี้ต้องการคว้าชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 กวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากที่สุด
จะได้ช่วงชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งขัน เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหรือโพลของแต่ละสำนักช่วงโค้งสุดท้ายเวลานี้ ผลสำรวจจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ประชาชนเทคะแนนเลือกสนับสนุน “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นั่งเก้าอี้นายกฯ มาเป็นที่ 1 รวมทั้งกาเลือก “พรรคประชาชน” ทั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
ด้าน “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีคะแนนตามมาติดๆ เป็นอันดับ 2 ส่วน “ดร.เชน” นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) คว้าอันดับ 3
ส่วนที่มาแรงภายหลังคัมแบ็กกลับมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกครั้ง “หัวหน้ามาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลโพลหลายสำนักพบว่า มีคะแนนติดอันดับอยู่ในท็อปไฟฟ์ตลอด
ล่าสุด “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” ระบุชัดเจนว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.45 สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอันดับ 1 ร้อยละ 51.08 มีแนวโน้มเลือกผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตจากพรรคประชาธิปัตย์
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การแข่งขันเลือกตั้งรอบนี้มีความเข้มข้น โดยเฉพาะการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ว่าผลงาน นโยบายของใครจะโดนใจ “โหวตเตอร์” มากกว่ากัน แต่อย่าลืมว่ายังมีโหวตเตอร์ที่เป็น “พลังเงียบ” ซึ่งยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด กลุ่มนี้อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดผลคะแนนการเลือกตั้งก็เป็นไปได้
โดยช่วงโค้งสุดท้ายพรรคประชาชน (ปชน.) ปลุกกระแสครั้งใหญ่ ดึง “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีใหญ่สามย่านมิตรทาวน์เพื่อเรียกคะแนนและปลุกกลุ่มพลังเงียบ ให้กาเลือกพรรคประชาชนชนะแบบถล่มทลาย จัดตั้งรัฐบาลประชาชน
ทำให้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพ กทม.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาระบุว่า “รอบนี้จริงๆ มีแค่สองฝั่ง ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ก็มีแค่ฝั่งเราคือมุมน้ำเงิน กับอีกมุมหนึ่งเท่านั้น อย่างที่บอก ไม่เลือกเราเขามาแน่ ขอร้องพี่น้องทุกคน ถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายสีด้วยกัน เลือกสีอื่นไปคะแนนแตกเสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน ยังไงก็ขอให้ทุกท่านที่อยู่ฝั่งเรา อย่าให้เสียงแตก มาเลือกภูมิใจไทย เพื่อให้ได้อยู่ฝั่งน้ำเงิน เพราะหัวหน้ามุมก็คืออนุทิน”
“ถ้าท่านไม่ชอบเรามาก แต่ก็ไม่ชอบอีกฝั่งหนึ่งอีกมุมหนึ่งมากกว่า ก็ขอให้ท่านมาช่วยเลือกเรา ไม่งั้นเสียงแตกแน่นอน สุดท้ายก็คือฝั่งเราแพ้ อีกฝั่งหนึ่งเป็น “ตาอยู่” ก็จะเอาไปกิน พร้อมย้ำว่าไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้นขอโอกาสเชิงมุมน้ำเงินเพื่อให้เป็นแชมป์ต่อสู้กับอีกมุมหนึ่ง” น.ส.ศุภมาสระบุ
นอกจากการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วแล้ว การต่อสู้ภายในกลุ่มอนุรักษนิยมในครั้งนี้ก็น่าจับตามองเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะกระแสของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
โดยพรรค ภท. นำโดย “หัวหน้าหนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งช่วงโค้งสุดท้าย นำทัพแกนนำคนสำคัญโดยเฉพาะดรีมทีมเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รวมทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค ภท. ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครและพรรค ภท.หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด
ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ กระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เติบโตขึ้นไวมาก สะท้อนจากผลงานชิ้นโบแดง ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับเสียงชื่นชมและตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงก็มีชาวบ้านตะโกนว่า “รักลุงตู่ เชียร์ลุงหนู” ยิ่งทำให้เห็นว่าคะแนนจากกลุ่มอนุรักษนิยมที่เคยสนับสนุน ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ อดีตนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้งรอบนี้ฐานเสียงกลุ่มนี้อาจจะหันมาเทคะแนนกาเลือกภูมิใจไทย (ภท.) ก็ย่อมเป็นไปได้
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อ ‘หัวหน้ามาร์ค’ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบ๊กกลับมาเป็นผู้นำทัพสู้ศึกการเลือกตั้ง คะแนนความนิยมของพรรคเริ่มกลับมามีกระแสมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนจนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อภิสิทธิ์ฟีเวอร์” สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาต่อแนวทางการทำงานภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ฉะนั้น ต้องรอดูกันว่า สุดท้ายแล้ว กลุ่มแฟนคลับคนรัก ปชป.ที่เทคะแนนเลือกพรรคอื่นไป รอบนี้จะหันกลับมาเลือกพรรค ปชป.และช่วยให้พรรคกวาด ส.ส.เข้าสภา ได้กี่ที่นั่ง
โดยจะไปแย่งคะแนนนิยมจากปีกอนุรักษ์ด้วยกัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยได้แค่ไหน ที่จับตามองกันมากคือภาคใต้ ที่พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้า 30 ที่นั่ง พรรค ปชป.จะช่วงชิงคืนมาได้กี่เก้าอี้
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองช่วงเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ในจุดที่สูสี ทุกคะแนนมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศึก 3 ขั้ว
ซึ่งน่าหนักใจแทนฝั่งอนุรักษนิยม เนื่องจากมีพรรคให้เลือกมากกว่า 1 พรรค จนเกิดการแย่งคะแนนกันเอง
ขณะที่อีกขั้วหนึ่งกำลังฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด ทำให้ไม่อาจประมาทได้
ปัญหาของพรรคฝ่ายขวา คือการแย่งคะแนนกันเอง ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกยุคทุกสมัย อย่างในกรุงเทพฯ หากดูตัวเลขให้ดี พรรคส้มอยู่ประมาณ 35% พรรคแดงประมาณ 20% ส่วนน้ำเงินและฟ้าราว 15–20% ที่เหลือกระจายไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นฝั่งขวา แต่เลือกกันแบบสะเปะสะปะ ทำให้ไม่เกิดพลัง
“หากสามารถรวบรวมคะแนนที่กระจายเหล่านั้น มาสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาที่มีโอกาสมากที่สุด คะแนนอาจขยับขึ้นไปแตะระดับ 30% และสามารถต่อสู้กับพรรคส้มได้อย่างสูสี ขณะที่พรรคส้มและพรรคแดงมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงแตก เพราะแตกกันจนลงตัวมาสักพักหนึ่งแล้ว สุดท้ายแล้ว กองเชียร์ของแต่ละขั้ว จะเป็นตัวแปรสำคัญอย่างมากต่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของขั้วการเมืองนั้นๆ” ดร.สติธรระบุ
อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปเหลือไม่ถึง 10 วัน ต้องรอดูว่าท้ายที่สุดแล้ว พรรคการเมืองใดจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ไป ฝ่าย ‘อนุรักษนิยม’ จะกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ 8 กุมภาพันธ์ ได้รู้กัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
