bg-single

ศาสตาจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข | ข้อพิจารณาเปิดผนึกถึงรัฐมนตรี อว.(2)

01.02.2026

ข้อพิจารณาเปิดผนึกถึงรัฐมนตรี อว.

กราบเรียน ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

อ้างถึง แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับปี 2564 และแก้ไขเพิ่มเติมปี 2565)

    ผมเขียนข้อพิจารณานี้กราบเรียนท่านรัฐมนตรี และผู้บริหารของกระทรวง อว. ด้วยความหวังและความเชื่อมั่นอย่างมากว่า กระทรวงฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้เกิดการสร้าง “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” เพราะกระทรวงฯ เป็นองค์กรหลักของภาครัฐ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับ และดูแลกิจการการอุดมศึกษาของไทย

    ด้วยเหตุว่าในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยมีปัญหาด้านธรรมาภิบาลอย่างมาก อันนำไปสู่การมีข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากปัญหาภายในองค์กร ปัญหาเช่นนี้อาจดูเป็นเหมือนเรื่องไม่เร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งบุคคลภายอาจไม่ล่วงรู้ หรืออาจไม่เข้าในสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น

     สภาวะอาการของปัญหาในมหาวิทยาลัย ที่ผู้เขียนอยากจะขอเรียกว่า “Governance Syndrome” ซึ่งอาจจะขอแปลว่ามหาวิทยาลัยกำลังเป็นหนึ่งใน “กลุ่มที่มีอาการป่วยด้านธรรมาภิบาล” และปัญหานี้มีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ในบริบทมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะกับการที่ฝ่ายบริหารที่มักจะใช้อำนาจเกินเลยจากความเหมาะสมที่ควรจะเป็น จนนำไปสู่ความเป็น “องค์กรไร้ธรรมาภิบาล” ทั้งที่โดยธรรมชาติแล้วมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ของความโปร่งใสและตรวจสอบได้

     สิ่งที่อาจพบได้ในทางปฏิบัติคือ  อธิการบดีมักจะเป็นผู้ที่นิยมแนวคิดแบบอำนาจนิยม (Authoritarianism) และนิยมใช้อำนาจจนกลายเป็นปัญหาธรรมาภิบาล และปัญหาเช่นนี้ยังขยายไปสู่การดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสอันเป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจแทรกแซงและเข้าควบคุมสภามหาวิทยาลัย

     ดังนั้น บทความนี้จะขอทดลองนำเสนอข้อพิจารณาบางประการ เพื่อให้เกิดความเป็น “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางที่สำคัญของการพัฒนาการอุดมศึกษาไทย ดังนี้

1) ความจริงจังในการดำเนินนโยบายของกระทรวงฯ

ถ้ากระทรวง อว. มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาธรรมาภิบาล และความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยแล้วกระทรวงฯ อาจต้องสร้างข้อกำหนด/แนวทางปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนสำหรับมหาวิทยาลัยในการปฏิบัติ มิใช่การเขียนกฎในลักษณะที่ก่อให้เกิดการตีความได้อย่างกว้างขวาง จนอาจกลายเป็นช่องทางที่จะใช้เป็นข้ออ้างสำหรับฝ่ายที่ต้องการไม่ปฏิบัติตาม เช่น เมื่อเกิดคำถามในเรื่องของการสรรหานายกสภาฯ และกรรมการมหาวิทยาลัยฯ ผู้ทรงคุณวุฒิว่า มหาวิทยาลัยควรจะยึดแนวปฏิบัติของกระทรวง หรือจะให้ถือระเบียบเดิมที่ขัดแย้งกับแนวของกระทรวง

อยากขอให้กระทรวงฯ ให้คำตอบที่ “ชัดเจน” แก่ผู้ปฏิบัติ เพราะคำตอบที่กำกวมนั้น มักจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายบริหารที่พยายามตีความและอาศัยประโยชน์จากความกำกวมดังกล่าว อันนำไปเป็นข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติตาม เพราะถ้ากระทรวงฯ ต้องการให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการนี้แล้ว ก็ควรทำให้เกิดความชัดเจนในเชิงคำตอบสำหรับปัญหานี้ และไม่อยากเห็นมากที่สุดคือ คำตอบจากกระทรวงฯที่ใช้ภาษากฎหมายที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากอธิการบดีที่ต้องการมีอิทธิพลในกระบวนการสรรหานี้ มักจะพยายามหาทางกลับไปสู่เงื่อนไขเก่า เพื่อที่จะทำให้แนวปฏิบัติของกระทรวงฯ ไม่อยู่ในสภาพบังคับใช้

2) ปัญหาการร้องเรียนและการตรวจสอบ

ปัญหาธรรมาภิบาลและความไม่โปร่งใสที่เกิดในมหาวิทยาลัยนั้น ส่วนหนึ่งอาจไม่แตกต่างจากปัญหาที่เกิดในระบบราชการไทย และปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะถูกปกปิดได้อย่างมิดชิด จนไม่มีคนรู้คนเห็น หากในความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไร้ธรรมาภิบาล ความไม่โปร่งใส และการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบนั้น มักจะถูกร้องเรียนในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนโดยตรงต่อกระทรวงฯ หรือมีการร้องเรียนไปที่ ปปช. ก็ตาม ซึ่งผู้ร้องเรียนมี 2 ลักษณะใหญ่คือ ผู้ร้องเรียนที่ลงชื่อ และไม่ลงชื่อ

ในกรณีเช่นนี้ ผมรับทราบอย่างดีในความเป็นระบบราชการว่า จดหมายร้องเรียนมักจะใช้เกณฑ์ประการเดียวคือ เอกสารร้องเรียนที่ไม่ลงชื่อผู้เขียน จะถูกถือว่าเป็น “บัตรสนเทห์” และจะไม่ถูกนำมาพิจารณา อันจะทำให้ข้อมูลถูกทอดทิ้งไปโดยปริยาย แม้จดหมายที่ลงชื่อ ก็ใช่ว่าจะได้รับการพิจารณาในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ถ้ามีความเป็นไปได้ในกระบวนการพิจารณาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น จึงทั้งอยากเห็นและอยากขอร้องต่อองค์กรที่รับข้อร้องเรียนเหล่านั้น (ทั้ง ปปช. และ อว.) ลองพิจารณาถึงข้อมูลในเอกสารร้องเรียนดังกล่าวด้วย อีกทั้ง ถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นการพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าว ด้วยเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น เพื่อไม่ทำให้การต่อสู้กับความไร้ธรรมาภิบาลของชาวมหาวิทยาลัย กลายเป็นความโดดเดี่ยวอย่างไร้ที่พึ่ง

นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการสื่อสารกลับจะช่วยไม่ทำให้เกิดข่าวลือเช่นว่า คนในมหาวิทยาลัยมีข้อมูลว่า ฝ่ายบริหารสามารถวิ่งเต้นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ของกระทรวงฯ ได้ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าข่าวลือเช่นนี้ จะจริงหรือไม่เพียงใด แต่ข่าวดังกล่าวไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงฯ อย่างแน่นอน

3) ปัญหาการสื่อสารทางการเมือง

ถ้ากระทรวง อว. ต้องการขับเคลื่อนเรื่องของธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยให้เกิดเป็นจริงแล้ว การสื่อสารทางการเมืองของกระทรวงฯ อาจต้องมีความชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายมี “ความมุ่งมั่น” ที่จะแก้ปัญหานี้ อยากจะขออนุญาตเสนอว่า ความมุ่งมั่นจะเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่า กระทรวงฯ ต้องการทำให้ธรรมาภิบาลเป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารมหาวิทยาลัย

ความมุ่งมั่นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดท่าทีผ่านแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และไม่ใช่การเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก และผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ “ละเมิด” ควรได้รับการลงโทษให้เป็นที่ประจักษ์ และถ้าเป็นไปได้แล้ว อยากเห็นกระทรวง อว. “กล้า” จัดการกับมหาวิทยาลัยบางแห่งที่กำลังมีการสรรหานายกสภา และกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยอธิการบดีและบรรดารองอธิการฯ พยายามที่จะบิดพริ้วว่า ระเบียบของมหาวิทยาลัยเขาเท่านั้น ที่เป็นองค์อธิปัตย์ในการใช้ แนวทางของ อว. จะต้องไม่ถูกนำมาใช้ หรืออย่างน้อย อยากขอให้กระทรวงฯ ส่งสัญญาณไปยังอธิการฯ ที่มีท่าทีขัดขืนต่อการบังคับใช้แนวปฏิบัติว่า พวกเขาควรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อที่มหาวิทยาลัยนั้น ต้องใช้แนวปฏิบัติดังกล่าวเพื่อให้กระบวนการสรรหามีธรรมาภิบาล

4) ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยในการบริหารที่ไม่ละเมิดกติกาธรรมาภิบาล

ผมตระหนักดีว่า การเสนอให้กระทรวง อว. ออกแนวทางปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลให้มีความชัดเจน และมีสภาพบังคับใช้นั้น อาจทำให้เพื่อนอาจารย์บางส่วนกังวลและตีความว่า ผมกำลังเสนอให้กระทรวงฯ เข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย จนมหาวิทยาลัยขาดความเป็นอิสระ ซึ่งนั่นคงไม่ใช่เหตุผลของการนำเสนอครั้งนี้อย่างแน่นอน หากแต่การที่ต้องเสนอเช่นนี้ เนื่องจากผมคิดว่ากระทรวง อว. มีสถานะส่วนหนึ่งที่เป็น“คนกลาง” ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งการกำหนดกติกาและแนวทางปฏิบัติที่จะเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารมหาวิทยาลัยจากคนกลางนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ความคาดหวังว่า สภามหาวิทยาลัยจะเป็นองค์กรในการแก้ปัญหาเช่นนี้ทั้งหมด อาจจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเอาบุคคลที่มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีความใกล้ชิดกับอธิการฯเข้ามาเป็นกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผมตระหนักดีว่า การเอาเพื่อนบ้าง น้องบ้างที่จบจากคณะเดียวกัน (และต้องจากคณะเดียวกันเท่านั้น) มาเป็นกรรมการฯ ผู้ทรง ไม่ใช่ความผิด และไม่อาจตีความว่า เป็นการละเมิดธรรมาภิบาล แต่การกระทำดังกล่าวก็สะท้อนถึงความพยายามที่จะแทรกแซงและควบคุมการดำเนินงานอย่างเป็นอิสระของสภามหาวิทยาลัย และทั้งยังสะท้อนถึงความอ่อนด้อยในเชิงวิสัยทัศน์ของอธิการฯ ท่านนั้น ที่หวังเพียงอำนาจในการควบคุมสภามหาวิทยาลัย แต่กลับขาดมุมมองในการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

5) อุปสรรคของการขับเคลื่อนงานธรรมาภิบาล

ในสภาวะที่ฝ่ายบริหารมีการใช้อำนาจอย่างมากเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สภามหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร และทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ฝ่ายธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้จริง เพราะในทางปฏิบัติแล้ว งานธรรมาภิบาลคือ งานตรวจสอบความโปร่งใส และตรวจจับการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการใช้อำนาจของอธิการบดีและรองอธิการฯ ซึ่งในมหาวิทยาลัยที่ผู้บริหารมีการใช้อำนาจเกินเลยนั้น งานธรรมาภิบาลจะเป็นภารกิจที่มีความล่อแหลมที่จะเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสภามหาวิทยาลัยกับฝ่ายบริหาร จนไม่อาจดำเนินการได้จริงตัวอย่างของปัญหาเช่น อธิการฯ ผลักดันให้รองอธิการฯ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสภาฯ และดำรงตำแหน่งเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ยอมจัดทำระเบียบการสรรหาผู้อำนวยการสภาฯ ให้เสร็จเรียบร้อยและการไม่ยอมจัดทำระเบียบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้เสร็จ จึงกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ฝ่ายบริหารมีเสรีภาพในการใช้อำนาจได้มากขึ้น จนในบางกรณีเป็นการใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขต

การปฏิบัติเช่นนี้มีนัยถึงการให้ฝ่ายบริหารเข้ามาควบคุมการดำเนินงานของสภาฯ กล่าวคือ อธิการฯ ของมหาวิทยาลัยนี้ ทำผิดธรรมาภิบาลตั้งแต่นาทีของการรับตำแหน่ง ซึ่งถ้าต้องร้องเรียนแล้ว อธิการฯ จะต้องถูกประธานฝ่ายธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยร้องเรียนตั้งแต่ต้น แต่ในบางกรณี สภาฯ จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้งานมหาวิทยาลัยสามารถเดินต่อไปได้หลังการได้อธิการฯ ใหม่

อีกทั้ง งานธรรมาภิบาลอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการแต่อย่างใด ขอเพียงให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมี“จิตสำนึก” ที่จะไม่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และยึดมั่นที่จะใช้อำนาจที่อยู่ในขอบเขต ที่ไม่นำไปสู่การกลั่นแกล้งฝ่ายที่เห็นต่าง หรือใช้อำนาจในการแสวงประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และพรรคพวก ปัญหาที่ท้าทายจึงได้แก่ ทำอย่างไรที่จะสร้าง “จิตสำนึก” ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและกลุ่มผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะ“ไม่ฉ้อฉลและไม่ฉ้อโกง” ซึ่งเชื่อว่ากฎ กติกา และระเบียบจากกระทรวงฯ จะมีส่วนอย่างสำคัญในการกำกับจิตสำนึกเช่นนี้

6)  ปัญหาความล้มเหลวของกลไกปกติ

ภาวะดังที่กล่าวแล้วในอีกด้านหนึ่ง ย่อมนำไปสู่ “ความล้มเหลวของกลไกสภาฯ” ซึ่งเมื่อกลไกดังกล่าวในระบบของการแก้ปัญหาทำไม่ได้ด้วยเงื่อนไขตามปกติ และปัญหาบานปลายจนมีสภาวะเป็น “วิกฤตมหาวิทยาลัย” ในตัวเองแล้ว การทำหนังสือร้องเรียนบ้าง การเขียนเพื่ออธิบายถึงปัญหาให้กับสังคมรับทราบในเวทีสาธารณะจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเรื่องความไร้ธรรมาภิบาล และความไม่โปร่งใส ตลอดจนการใช้อำนาจของอธิการฯ อย่างเกินขอบเขตนั้น เป็นสิ่งที่สังคมและกระทรวง อว. ควรต้องรับรู้ และเข้ามามีส่วนเพื่อหาทางคลี่คลายวิกฤตด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว มหาวิทยาลัยยังใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่มาจากงบประมาณของกิจการธุรกิจของครอบครัวของผู้บริหารแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ประชาคมในมหาวิทยาลัยจะต้องไม่สร้าง “ค่านิยม” ที่ผิดเพี้ยนว่า “การรักมหาวิทยาลัย” คือ การปกป้องและปกปิดความผิดของฝ่ายบริการที่เกิดภายในองค์กร องค์กรการศึกษาที่สร้างค่านิยมเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความผิดปกติเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความล้มเหลวของจิตสำนึกในการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างน่ากังวล และค่านิยมดังกล่าวจะทำให้งานธรรมาภิบาลไม่สามารถเดินหน้าไปได้ เพราะความรักสถาบันมหาวิทยาลัยจะต้องไม่ถูกทำให้มีความหมายเพียง การปกป้องฝ่ายบริหารและพรรคพวกที่กระทำความผิด จนนำไปสู่การใช้ค่านิยมเช่นนี้ในการปลุกระดมกระแสเพื่อต่อต้านระเบียบและ/หรือแนวปฏิบัติที่มาจากกระทรวง อว. เพื่อเชื่อและหลงตามไปกับฝ่ายบริหารว่า แม้จะไม่มีธรรมาภิบาลเพียงใด มหาวิทยาลัยก็มีอำนาจที่ใช้ระเบียบของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวปฏิบัติที่มาจากองค์กรภายนอก

7)  ปัญหาการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่

การส่งสัญญาณทางการเมืองถึงฝ่ายบริหารที่กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการทำลายระบบธรรมาภิบาล การดำเนินงานแบบไม่โปร่งใส การใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้อื่น และการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และพรรคพวกนั้น ควรจะได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีโครงการประมูลขนาดใหญ่ และ/หรือปัญหาสัมปทานระยะยาว กล่าวคือ สัมปทานพลังงาน 10 ปีนั้น มักจะก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความไม่โปร่งใส ซึ่งอาจจะต้องยอมรับในทางปฏิบัติว่า สภามหาวิทยาลัยไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการตรวจสอบในเรื่องเช่นนี้ได้ทั้งหมด

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่การใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก และโครงการมีผลผูกพันในระยะยาว เช่นกรณีสัมปทาน 10 ปีนั้น กระทรวง อว. อาจต้องช่วยเหลือในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวให้แก่สภาฯ เพราะในบางครั้งจะพบว่า อาจารย์ที่มีความรู้ในเรื่องนี้อาจจะไม่ต้องการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมีนัยถึงการใช้ความเห็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการคอร์รัปชั่น จนเกรงว่า การกระทำเช่นนั้นจะเกิดเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร เป็นต้น

ฉะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ในอนาคตว่า โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง และมีผลผูกพันระยะยาว อาจต้องมีกลไกการตรวจสอบเช่นในแบบของกลไกรัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่ใช่เป็นการดำเนินการของอธิการฯ และรองอธิการฯ ที่เกี่ยวข้อง จนแม้ประชาคมก็ไม่มีโอกาสรับรู้ได้มาก หรือในบางครั้ง แม้กระทั่งที่ประชุมคณบดีก็ไม่ได้รับทราบเท่าที่ควร เพราะการปกปิดข้อมูลการประมูลของฝ่ายบริหาร

      อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นทั้งหมดนี้คือ การทดลองนำเสนอข้อพิจารณาบางประการสำหรับกระทรวง อว. ในกระบวนการสร้างความโปร่งใส และความเป็นธรรม อันจะเป็นความหวังของการแรงขับเคลื่อนการสร้างธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยในอนาคต ผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างมากว่า การมีธรรมาภิบาลจะไม่ใช่เพียงความฝันที่เลื่อนลอยสำหรับชาวมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ปล่อยให้การไร้ธรรมาภิบาลถูกถือว่าเป็นความ “ปกติใหม่” (new normal) ของชีวิตมหาวิทยาลัยไทย

      ผมเชื่อว่า พวกเราทุกคนชาวมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการเห็นเพียงตัวเลขของการจัดอันดับที่ปราศจากระดับของธรรมาภิบาล และที่สำคัญ อาจารย์ในทุกมหาวิทยาลัยต้องการธรรมาภิบาลที่ทำให้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้การกำกับและความต้องการของอธิการบดีและพรรคพวกอย่างไร้เหตุผล และคาดหวังอีกว่า การมีธรรมาภิบาลจะเป็นปัจจัยในการลดทอน “ระบบอุปถัมภ์” ที่ผู้มีอำนาจมักอาศัยช่องว่างของความไร้ธรรมาภิบาลเป็นหนทางในการสร้างระบบนี้ เพื่อผลักดันคนใกล้ชิด และพรรคพวกในการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัย

     สุดท้ายนี้ ผมเชื่อมั่นเสมอว่าในกระบวนการนี้ กระทรวง อว. จะเป็น “ตัวแสดง” ที่สำคัญในการช่วยให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้นในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 และตระหนักด้วยความกังวลอย่างมากว่า ภาวะไร้ธรรมาภิบาลคือ ช่องทางของการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายบริหารในทางผิดๆ และภาวะไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ในที่สุดแล้วคือ กระบวนการทำลายคุณค่าของมหาวิทยาลัยในตัวเองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ !

1 กุมภาพันธ์ 2569



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’