ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ย้ำแล้วย้ำอีก 8 กุมภา สำคัญกว่าที่คิด ‘ผมสังหรณ์ใจ สิ่งที่หวังไว้…น่าจะเกิด’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ย้ำแล้วย้ำอีก
8 กุมภา สำคัญกว่าที่คิด
‘ผมสังหรณ์ใจ สิ่งที่หวังไว้…น่าจะเกิด’
“ผมสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้ว ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผมจะไปกาพรรคที่ผมเชียร์ กับคนที่ผมชอบ 2 ใบ และจะกาเห็นชอบอีก 1 ใบ
ผมอยากจะเชื่อว่า รัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการอีกยาวนานนั้นสำคัญมากกว่าที่เราคิด ขอย้ำว่า สำคัญมากกว่าที่เราคิด
ผมอยากจะเชื่อว่า ถ้าเราอยู่ต่อไปกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้ ซึ่งเป็นฉบับที่เลวร้ายที่สุด ถ้าเราต้องอยู่ไปกับมัน เมืองไทยของเราคงจมดิ่งไปยิ่งกว่านี้”
คือสุ้มเสียงหนักแน่นจากปากคำของ ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บนเวทีเสวนา ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ หากได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน’ ณ หอประชุมศรีบูรพา รั้วแม่โดม ท่าพระจันทร์ เมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา
ย้ำชัดว่า การเข้าคูหา 8 กุมภาพันธ์นี้ สำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงเลือกคนเลือกพรรค ยังเป็นการ ‘เลือกอนาคต’ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ข้อมูลจากโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ‘ไอลอว์’ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ‘ครั้งแรกที่รอมานาน’
เป็นครั้งแรกที่การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ไม่มี ‘คณะรัฐประหาร’
เป็นครั้งแรกที่หลังเลือกตั้ง ส.ว.ไม่ต้องร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
เป็นครั้งแรกที่เราจะเปิดทางสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชนเอง
“ถ้าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ผ่าน หลายคนคงหาทางย้ายประเทศ ผมเองแก่เกินไปคงต้องอยู่ที่นี่” ศ.ดร.ชาญวิทย์เผย
ย้อนไปก่อนการเลือกตั้ง 2566 อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ท่านนี้ เคยกระซิบดังๆ ครั้งให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ว่า กำลังกินอาหารสุขภาพ พยายามเดินวันละ 5 พันก้าว เพื่อ ‘มีชีวิตอยู่ดูความเปลี่ยนแปลง’
ตัดภาพมาในวันนี้ กว่า 2 ปีที่ผ่านพ้น แม้ฉากทัศน์ที่เคยหวังจะไม่เป็นจริง ซ้ำมากมายด้วยดราม่าประหนึ่งซีรีส์ที่สถานการณ์พลิกไป ตลบมา จนเดา EP หน้าแทบไม่ถูก
ทว่า ศ.ดร.ชาญวิทย์ในวัย 85 ปี ผู้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งชั่วชีวิต ตั้งแต่หนแรกเมื่อ พ.ศ.2518 ยืนยันว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ ‘สำคัญมากกว่าที่คิด’
“เราต้องรักษาสิทธิ์ในการเลือกตั้ง แม้อาจจะไม่ได้พรรคการเมืองที่ดีที่สุด แต่อาจจะได้พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุดก็ได้”
ศ.ดร.ชาญวิทย์ย้ำอีกรอบ ระหว่างให้คำตอบในทุกคำถาม ท่ามกลางบรรยากาศหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้ใช้สิทธิ์ถล่มทลาย เฉพาะกรุงเทพฯ แบบนอกเขต 87.60% แบบในเขตพุ่งถึง 96.47%
ไหนจะสถิติประวัติศาสตร์ ยอดแชร์ 1 ล้าน จากเพจ ‘ไอลอว์’ ด้วยสเตตัส ‘รหัสเขต’ ชี้ปัญหาการกรอกผิดพลาด ซึ่งสะท้อนความ ‘ตื่นตัว’ อย่างท่วมท้น
: ทำไมย้ำจริงย้ำจัง ว่าเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ สำคัญมากกว่าที่คิด ?
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งที่สำคัญมาก รวมถึงการที่จะต้องโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ 2 อย่างนี้มันมาอยู่ด้วยกันโดยบังเอิญ ดังนั้น มันเป็นความบังเอิญซึ่งอาจจะเป็นโชคดีของราษฎรไทยก็ได้ ผมยังมีความหวังอยู่มากๆ
ผมรู้สึกสังหรณ์ใจโดยที่อาจจะไม่มีความเป็นวิชาการเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ มันสังหรณ์ใจในฐานะผู้สูงอายุ และเห็นการเมืองไทยมานาน ออกเสียงเลือกตั้งมาหลายครั้ง มันมีลางอะไรบางอย่างว่า
1. เราจะได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่
2. เราอาจได้พรรคการเมืองที่ชื่นชมและเชียร์อยู่ ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองจะได้เห็นสิ่งนั้น
ผมมั่นใจว่า สิ่งที่เราหวังไว้น่าจะเกิด สิ่งที่เป็นแกรนด์คอมโพรไมซ์ ต้องประนีประนอมกัน ต้องเกี๊ยะเซียะกัน มันอาจจะถึงเวลาแล้วก็ได้ ถ้าผลเลือกตั้งมันออกมาอย่างที่ผมคาดไว้ เราจะโล่งอกว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มันสามารถมีสิ่งที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พูดเอาไว้ คือสันติประชาธรรม
เป็นประชาธิปไตยที่มีสันติด้วย มีธรรมะของประชาชนด้วย
: การที่ ส.ว.จะไม่ต้องมาร่วมยกมือเลือกนายกฯ แล้ว ทำให้คนตื่นตัวมากขึ้นไหม ในการออกมาใช้เสียง ?
แน่นอน ผมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คนตื่นเต้นมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากโซเชียลมีเดีย
บางคนพูดว่า การเลือกตั้งก็ดี การลงประชามติว่าด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี มันสำคัญมากกว่าที่เราคิด
มันแปลว่า จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็น Turning Point สำคัญมากในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มันไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน
ผมไม่รู้ว่า ในแง่หนึ่ง คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 หลวมตัวหรือเปล่า เขาลืมอะไรไปหรือเปล่า เขาปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เขาฉลาดล้ำเหลือมากๆ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สร้างปัญหาให้เราเยอะมาก วางระบบเกี่ยวกับการคัดสรร ส.ว.อย่างที่เราเห็น
แต่ในความฉลาดของคนบางคน บางทีมันก็มีจุดบอด (หัวเราะ)
: ปรากฏการณ์ ‘บิ๊กเนม’ หลายแวดวงออกมา ‘ประกาศจุดยืน’ ทั้งคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ และการลงประชามติ จะมีผลต่อคน 26% ตามโพลของสถาบันพระปกเกล้าที่ยังไม่ตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน ?
พอเอ่ยชื่อคุณบรรยง พงษ์พานิช ผมสะดุดใจเลย เพราะเพิ่งพบท่านในสัมมนาเกี่ยวกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
ผมค่อนข้างประหลาดใจและดีใจ เชื่อว่า น่าจะมีผลต่อคนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนซึ่งอาจจะยังครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่ได้ตัดสินใจ อาจะอายุมากแล้ว อย่างน้อยเลยเจน X ขึ้นไป คือระดับประมาณเบบี้บูมเมอร์ เรื่องนี้ทำให้ผมชื่นใจ
อีกคนที่อยากเอ่ยถึงคือ อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งผู้คนรู้จักท่านดี ท่านแอ๊กทีฟมากๆ ในการไปเลือกตั้งล่วงหน้า ก็ปรากฏตัว ถ่ายรูป เขียนบรรยายบรรยากาศ
ผมไม่ได้คิดว่าท่านจะออกมาขนาดนี้เพราะท่านอยู่กับระบบราชการมาเป็นเวลายาวนานกระทั่งเกษียณอายุ เป็นถึงคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
การที่หลายคนเปิดตัวตรงไปตรงมา ผมว่าน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
: เลือกตั้งรอบนี้มี ‘มืออาชีพ’ มาให้เลือกหลายพรรคใหญ่ ทั้งภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทย การเมืองไทยในอดีตก็มี ‘เทคโนแครต’ ในหลายห้วงเวลา ยุคนี้เหมือนหรือต่างออกไปอย่างไรบ้าง ?
มันก็เป็นความเหมือนในเวลาเดียวกับความต่าง อย่างศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในแง่วิชาการของท่าน น่าจะล้ำเลิศทีเดียว ดูแล้วประทับใจ แต่ว่าเมื่อเข้ามาในการเมืองแล้ว ผมก็ยังไม่แน่ใจ เพราะคิดว่าคงไม่ได้ถูกปั้นมาให้รับบทนี้ แต่บังเอิญลูกพี่ลูกน้องพลาดท่าไป เลยต้องเข้ามา บางทีไม่มีเวลาเตรียมตัว การเมืองคุณต้องเข้ามาอยู่กับมันยาวนานมากว่ามันเป็นอย่างไร พลิกผันอย่างไร ไม่เหมือนวงวิชาการที่เรามีอิสระเยอะเลย
อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยเอาเข้าจริงก็โชคดีมาก มีเสรีภาพ ยิ่งถ้าอยู่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รังสิต ลำปาง บรรพชนบอกว่า ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว มันทำให้เราทำอะไรได้เยอะมากๆ และบางทีเราอาจจะเว่อร์จนเป็นปัจเจกบุคคลมากเกินไปก็ได้ แต่มันมีพื้นที่
ถ้าไม่ได้เตรียมตัวเข้ามาเป็นนักการเมืองก็ลำบากหน่อย โดยส่วนตัวผมคิดว่า การเป็นนักการเมือง ผมไม่ทำเด็ดขาด ถ้าทำ คงจะพัง (หัวเราะ)
ส่วนคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผมไม่ได้ดูปราศรัยโดยตรง แต่อ่านมากกว่า รู้สึกว่าไม่เนียน (หัวเราะ) ดูเขินๆ
: ทำไม ‘โพล’ ฮิตหนักมาก ทั้งปริมาณ และความหลากหลาย ไม่ว่าจะหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา จนถึงโพลส่วนตัว ?
มันมีอิทธิพลมากๆ ในการประกอบความคิดว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ผมก็ติดตามมาตลอด คิดว่าโพลเป็นเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องที่ได้รับการรับรองแล้ว มันจะถูกจะผิดยังไงก็ตาม ถ้าเราดูโดยรวม ไม่ไปจิกตรงนู้น จิกตรงนี้ ผมก็รู้สึกว่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง ในระดับที่สูงพอสมควรด้วย
ไม่อยากไปชี้เฉพาะ ว่าอันนู้นผิด อันนี้ผิด
แต่ถ้าดูโดยภาพรวม เห็นว่าพรรคส้มนำตลอด
: เชื่อแนวคิด ‘สัปดาห์สุดท้าย พลิกได้ทุกโพล’ หรือไม่ มันจะเฉือนพลิกกันที่กระสุนหรือกระแส หรือปัจจัยอื่นใด ?
มันพลิกได้ เราอย่าลืมว่า การกาบัตรเลือกตั้งมันขึ้นอยู่กับหัวใจของแต่ละคน ใจมนุษย์มันเปลี่ยนได้
ผมต้องพูดตรงๆ ว่า รอบที่แล้วเชียร์พรรคสีแดง เวลาปรากฏตัว ผมก็จะปรากฏตัวพร้อมพรรคสีแดง แล้วมีสีส้มมาแซม
แต่วินาทีสุดท้ายตอนจะไปหย่อนบัตร เกิดวิตกจริตขึ้นมาว่า สงสัยส้มอาจไม่ชนะ เลยโหวตส้ม 2 ใบ ส่วนครั้งนี้มันจะไปทางไหน ก้ำกึ่งๆ เหมือนที่คนสงสัย หรือมันจะแลนด์สไลด์…ยาก
สิ่งที่เรียกว่าเวลา มันหัวเราะเยาะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้
เพราะฉะนั้นจะออกมายังไง โอ้โห! มันต้องเรียกว่าโคตรยากเลย
: ชวนคนไปเข้าคูหา 8 กุมภาพันธ์ ให้ถล่มทลาย ในฐานะเบบี้บูมเมอร์ที่ใกล้ชิดกับคนทุกเจน ?
ผมไม่ใช่เบบี้บูมเมอร์ เพราะเกิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2484 เมื่อญี่ปุ่นบุกไทย ปีนี้อายุ 85 แล้ว
ผมเป็นรุ่นที่จะหมดไปแล้ว และคิดว่าตัวเองเป็นคนส่วนน้อยของคนรุ่นบิวเดอร์
เพื่อนสวนกุหลาบ เพื่อนธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกันส่วนมากไม่ค่อยเห็นด้วยกับผม
แต่เราก็พยายามรักษามิตรภาพกันเอาไว้ เห็นต่างกันก็ไม่พูดเรื่องการเมืองดีกว่า
ไม่ว่าจะเลือกใคร ก็ต้องรักษาสิทธิ์ในการเลือกตั้ง และประชาธิปไตย คือการยอมรับความเห็นต่าง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
