คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นองค์กรที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของไทยภายในชั่วข้ามคืน จนกลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องการสังคายนา กกต. และองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย วาระแห่งชาติเรื่อง กกต. กลายเป็นกระแส talk of the town จากความโกลาหลวุ่นวายสารพัดอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนรหัสหน้าซองเลือกตั้งผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความวุ่นวายในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง
ดังที่เห็นได้จากยอดการแชร์โพสต์ของ iLaw ที่พยายามสร้างความเข้าใจให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสำหรับตรวจสอบรหัสเขตที่ถูกต้อง โดยข้อความกล่าวว่า
“…หลัง #เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ใช้สิทธิ์ไปแล้วเกินครึ่ง พบว่า มีเจ้าหน้าที่หลายคนกรอกรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิด ซึ่งเป็นความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจอันเกิดจากความไม่เข้าใจระบบรหัสเขตอย่างดีพอ การกรอกรหัสเขตผิด อาจส่งผลให้บัตรเลือกตั้งที่กากบาทใส่ซองแล้วเดินทางไปผิดเขต ถูกเปิดออกมานับในเขตอื่น บัตรสีชมพูซึ่งเหมือนกันทั้งประเทศจะถูกนับและใช้ได้ แต่บัตรสีเขียวที่เลือก ส.ส.เขตจะถูกนับให้คะแนนคนอื่นในเขตที่บัตรเดินทางไปถึงแทน และสุดท้ายจำนวนบัตรในเขตที่บัตรไปถึงกับเขตที่ถูกต้องจะไม่ตรงกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ หรือกลายเป็นบัตรเขย่ง… ” ตามลิงก์ https://www.facebook.com/share/p/17jwrx8Hm2/
น่าตื่นตะลึงว่า เฉพาะโพสต์นี้โพสต์เดียวมีผู้แชร์ไปเป็นล้าน คิดจากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดราวๆ ห้าสิบล้านคน หากจะมองให้เห็นภาพก็คือทุกห้าสิบคนจะมีหนึ่งคนที่แชร์โพสต์นี้
แล้วแทนที่ข้อมูลประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจนี้จะมาจาก กกต. แต่กลับมาจากองค์กรภาคประชาชนซึ่งไม่ใช่เจ้าภาพที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งแท้ๆ
นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่นอีกมาก เช่น คิวอาร์โค้ดข้อมูลการเลือกตั้งที่แสดงแต่ข้อมูลเก่าของการเลือกตั้งครั้งก่อน
หรือกรณีที่ใบรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บางคนหายไป ไม่ปรากฏให้ประชาชนเห็นที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง
เมื่อผู้มาใช้สิทธิ์สอบถามก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าผู้สมัครถูกตัดสิทธิ์
ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์แต่อย่างใด
ด้วยการบริหารจัดการที่ทุลักทุเลและความสับสนอลหม่านหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนการตอบคำถามแก้ต่างในประเด็นต่างๆ ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้
มิหนำซ้ำยังทวีความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมาก จนถูกวิจารณ์อย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ “กาเห็นชอบ” ในการลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาซ้ำซากจาก กกต.ก็เป็นผลพวงอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 เช่นกัน
ดังนั้น วาระสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งหลังวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ก็คือการสังคายนาองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ที่สร้างวีรกรรมสะสมมากมายมาตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ.2562 และ 2566 แล้ว
ความอึดอัดคับข้องใจในหมู่ประชาชนยังมาจากการที่ กกต.จะมีอำนาจทำสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง สามารถให้คุณให้โทษประชาชน นักการเมือง และพรรคการเมืองได้อย่างรุนแรง แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
เช่น ล่าสุด กกต.มีมติส่งไปที่ศาลฎีกาเพื่อถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คน จากหลายพรรคการเมือง พร้อมเตรียมเอาผิดทางอาญาต่อตัวผู้สมัครเหล่านั้น รวมทั้งผู้บริหารพรรคซึ่งเป็นคนเซ็นรับรองให้ผู้สมัครอีกด้วย
กกต.อ้างว่าเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วพบว่าผู้สมัครดังกล่าวยังอยู่ในช่วงที่ถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วไม่แจ้งเหตุที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์นั้น ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 35 (2)
การที่ กกต.มีมติสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คนนั้นทำลายบรรยากาศการใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่กำลังมาถึง รวมทั้งสร้างความโกลาหลและแตกตื่นทั้งในหมู่นักการเมืองและประชาชนทั่วไปเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นใน 4-5 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือความผิดทางอาญานี้ยังกระทบชิ่งไปถึงพรรคการเมืองต้นสังกัดทั้งพรรคอีกด้วย
ซึ่งตามข่าว “กกต.มีมติส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คน เล็งเอาผิดอาญา ผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5579425 โดยเนื้อข่าวระบุว่า
“กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัครฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี”
คำถามก็คือ แล้ว กกต.ปล่อยให้ผู้สมัครเหล่านี้ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร?
เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบจากฐานข้อมูลของตนเองเสียก่อน ในเมื่อ กกต.เป็นผู้ที่มีข้อมูลทั้งหมดนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว การที่ กกต.ไม่ตรวจสอบให้เสร็จสิ้นเสียตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้ผู้สมัครจับฉลากได้เบอร์ จนเดินหาเสียงกันมาเป็นเดือน กระทั่งล่วงมาสู่วันเลือกตั้งอยู่รอมร่อ เรื่องนี้ กกต.จะไม่มีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยหรือ?
ไฉนความผิดทั้งหมดนี้หากจะมีจึงตกอยู่ที่ผู้สมัครและหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ กกต.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
หากเป็นตามที่กล่าวมา ความเสียหายดังกล่าวยังเกิดแก่ประชาชนทั้งมวลอีกด้วย
เนื่องจากรัฐต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุผลได้
ด้านของผู้ใช้สิทธิ์เองก็เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และเสียความรู้สึกกับการเดินทางดั้นด้นกลับภูมิลำเนาไปเลือกตั้งที่ล้มเหลว แล้วก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ซ้ำในครั้งต่อไปอีก
น่าเศร้าที่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองในการแสดงเจตจำนงของตนต้องสูญเปล่า และบทลงโทษทั้งหมดถูกโยนไปให้แก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว
พฤติการณ์ของ กกต.สารพัดเรื่องที่ผ่านมาจึงทับถมไปเรื่อยๆ สร้างความคลางแคลงใจในหมู่ประชาชนจนยากจะทนได้
ถึงจุดนี้คงมีน้อยคนที่ไม่เคยสงสัยเลยว่า ปัญหาอลเวงทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุวิสัยจริงๆ หรือจงใจกันแน่?
มีบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งหรือเปล่า?
เพราะกรณีวุ่นวายที่เกิดขึ้นรายวันต่างสะกิดชวนให้ประชาชนคิด
ดังนั้น ในระหว่างที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึกกับผลเลือกตั้ง ก็ควรช่วยกันคนละไม้ละมือสอดส่องดูแลการจัดการเลือกตั้งและการนับคะแนนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย รวมทั้งหากตระหนักถึงปัญหาคาราคาซังเรื่ององค์กรอิสระและประเด็นต่างๆ อันเป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตย ก็ควรกาเห็นชอบให้กับการลงประชามติในครั้งนี้ เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย
และเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง
