bg-single

วาระแห่งชาติเรื่อง กกต. และรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

05.02.2026

คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นองค์กรที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของไทยภายในชั่วข้ามคืน จนกลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องการสังคายนา กกต. และองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย    วาระแห่งชาติเรื่อง กกต. กลายเป็นกระแส talk of the town จากความโกลาหลวุ่นวายสารพัดอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนรหัสหน้าซองเลือกตั้งผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความวุ่นวายในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง

            ดังที่เห็นได้จากยอดการแชร์โพสต์ของ iLaw ที่พยายามสร้างความเข้าใจให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสำหรับตรวจสอบรหัสเขตที่ถูกต้อง โดยข้อความกล่าวว่า

            “…หลัง #เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ใช้สิทธิ์ไปแล้วเกินครึ่ง พบว่า มีเจ้าหน้าที่หลายคนกรอกรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิด ซึ่งเป็นความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจอันเกิดจากความไม่เข้าใจระบบรหัสเขตอย่างดีพอ การกรอกรหัสเขตผิด อาจส่งผลให้บัตรเลือกตั้งที่กากบาทใส่ซองแล้วเดินทางไปผิดเขต ถูกเปิดออกมานับในเขตอื่น บัตรสีชมพูซึ่งเหมือนกันทั้งประเทศจะถูกนับและใช้ได้ แต่บัตรสีเขียวที่เลือก ส.ส.เขตจะถูกนับให้คะแนนคนอื่นในเขตที่บัตรเดินทางไปถึงแทน และสุดท้ายจำนวนบัตรในเขตที่บัตรไปถึงกับเขตที่ถูกต้องจะไม่ตรงกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ หรือกลายเป็นบัตรเขย่ง… ” ตามลิงก์ https://www.facebook.com/share/p/17jwrx8Hm2/

            น่าตื่นตะลึงว่า เฉพาะโพสต์นี้โพสต์เดียวมีผู้แชร์ไปเป็นล้าน คิดจากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดราวๆ ห้าสิบล้านคน หากจะมองให้เห็นภาพก็คือทุกห้าสิบคนจะมีหนึ่งคนที่แชร์โพสต์นี้

            แล้วแทนที่ข้อมูลประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจนี้จะมาจาก กกต. แต่กลับมาจากองค์กรภาคประชาชนซึ่งไม่ใช่เจ้าภาพที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งแท้ๆ

            นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่นอีกมาก เช่น คิวอาร์โค้ดข้อมูลการเลือกตั้งที่แสดงแต่ข้อมูลเก่าของการเลือกตั้งครั้งก่อน

            หรือกรณีที่ใบรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บางคนหายไป ไม่ปรากฏให้ประชาชนเห็นที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง

            เมื่อผู้มาใช้สิทธิ์สอบถามก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าผู้สมัครถูกตัดสิทธิ์

            ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์แต่อย่างใด

ด้วยการบริหารจัดการที่ทุลักทุเลและความสับสนอลหม่านหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนการตอบคำถามแก้ต่างในประเด็นต่างๆ ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้

            มิหนำซ้ำยังทวีความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมาก จนถูกวิจารณ์อย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ “กาเห็นชอบ” ในการลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังขึ้นเรื่อยๆ   เนื่องจากปัญหาซ้ำซากจาก กกต.ก็เป็นผลพวงอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 เช่นกัน

            ดังนั้น วาระสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งหลังวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ก็คือการสังคายนาองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ที่สร้างวีรกรรมสะสมมากมายมาตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ.2562 และ 2566 แล้ว

            ความอึดอัดคับข้องใจในหมู่ประชาชนยังมาจากการที่ กกต.จะมีอำนาจทำสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง สามารถให้คุณให้โทษประชาชน นักการเมือง และพรรคการเมืองได้อย่างรุนแรง แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

            เช่น ล่าสุด กกต.มีมติส่งไปที่ศาลฎีกาเพื่อถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คน จากหลายพรรคการเมือง พร้อมเตรียมเอาผิดทางอาญาต่อตัวผู้สมัครเหล่านั้น รวมทั้งผู้บริหารพรรคซึ่งเป็นคนเซ็นรับรองให้ผู้สมัครอีกด้วย

            กกต.อ้างว่าเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วพบว่าผู้สมัครดังกล่าวยังอยู่ในช่วงที่ถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วไม่แจ้งเหตุที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์นั้น ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 35 (2)

การที่ กกต.มีมติสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คนนั้นทำลายบรรยากาศการใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่กำลังมาถึง รวมทั้งสร้างความโกลาหลและแตกตื่นทั้งในหมู่นักการเมืองและประชาชนทั่วไปเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นใน 4-5 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

            ที่ร้ายกว่านั้นก็คือความผิดทางอาญานี้ยังกระทบชิ่งไปถึงพรรคการเมืองต้นสังกัดทั้งพรรคอีกด้วย

            ซึ่งตามข่าว “กกต.มีมติส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. 28 คน เล็งเอาผิดอาญา ผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5579425 โดยเนื้อข่าวระบุว่า

            “กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัครฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี”

            คำถามก็คือ แล้ว กกต.ปล่อยให้ผู้สมัครเหล่านี้ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร?

            เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบจากฐานข้อมูลของตนเองเสียก่อน ในเมื่อ กกต.เป็นผู้ที่มีข้อมูลทั้งหมดนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว การที่ กกต.ไม่ตรวจสอบให้เสร็จสิ้นเสียตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้ผู้สมัครจับฉลากได้เบอร์ จนเดินหาเสียงกันมาเป็นเดือน กระทั่งล่วงมาสู่วันเลือกตั้งอยู่รอมร่อ เรื่องนี้ กกต.จะไม่มีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยหรือ?

            ไฉนความผิดทั้งหมดนี้หากจะมีจึงตกอยู่ที่ผู้สมัครและหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ กกต.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

หากเป็นตามที่กล่าวมา ความเสียหายดังกล่าวยังเกิดแก่ประชาชนทั้งมวลอีกด้วย

            เนื่องจากรัฐต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุผลได้

            ด้านของผู้ใช้สิทธิ์เองก็เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และเสียความรู้สึกกับการเดินทางดั้นด้นกลับภูมิลำเนาไปเลือกตั้งที่ล้มเหลว แล้วก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ซ้ำในครั้งต่อไปอีก

            น่าเศร้าที่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองในการแสดงเจตจำนงของตนต้องสูญเปล่า และบทลงโทษทั้งหมดถูกโยนไปให้แก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว

            พฤติการณ์ของ กกต.สารพัดเรื่องที่ผ่านมาจึงทับถมไปเรื่อยๆ สร้างความคลางแคลงใจในหมู่ประชาชนจนยากจะทนได้

            ถึงจุดนี้คงมีน้อยคนที่ไม่เคยสงสัยเลยว่า ปัญหาอลเวงทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุวิสัยจริงๆ หรือจงใจกันแน่?

            มีบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งหรือเปล่า?

            เพราะกรณีวุ่นวายที่เกิดขึ้นรายวันต่างสะกิดชวนให้ประชาชนคิด

            ดังนั้น ในระหว่างที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึกกับผลเลือกตั้ง ก็ควรช่วยกันคนละไม้ละมือสอดส่องดูแลการจัดการเลือกตั้งและการนับคะแนนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย          รวมทั้งหากตระหนักถึงปัญหาคาราคาซังเรื่ององค์กรอิสระและประเด็นต่างๆ อันเป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตย ก็ควรกาเห็นชอบให้กับการลงประชามติในครั้งนี้ เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย

            และเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง