bg-single

กระแสชาตินิยม- ยังต้องเกาะ ยังต้องโหน ! | สุรชาติ บำรุงสุข

13.02.2026

ในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเมืองไทย ยังคงมีประเด็นที่น่ากังวลทางด้านความมั่นคงดำรงอยู่คือ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หลายคนกังวลอย่างมากว่า สงครามชายแดนรอบที่ 3 จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะการปลุก “กระแสชาตินิยมไทย” ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ

ดังเช่น มิใยที่การตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นจริง แต่พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภา ได้ประกาศนโยบายต่างประเทศไทย ในแบบที่ไม่ต้องรั้งรอให้เกิดคณะรัฐมนตรีใหม่แต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งได้ปรากฏให้เห็นในสื่อต่างๆ แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในอนาคต ได้แสดงท่าทีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจนและไม่รีรอ โดยให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเตรียมการที่จะยกเลิกความตกลงกับกัมพูชาในเอกสาร “MoU 44” อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนทะเล

ข้อสังเกต

บทความนี้ จะขอทดลองนำเสนอข้อสังเกตบางประการกับท่าทีเช่นนี้ของผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้น เพื่อบอกว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกทุกอย่าง หรือไม่ได้บอกว่า เป็นฝ่ายที่ไม่สร้างปัญหาอะไรเลย หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การเอาชนะกัมพูชาด้วยกระแสชาตินิยมในบ้าน อาจจะไม่ช่วยให้ไทยเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าในเรื่องนี้

1) การแสดงท่าทีอย่างไม่รีรอให้เกิดการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่เช่นนี้คือ การสร้าง “ภาพลักษณ์” ของพรรคภูมิใจไทยในการเป็นตัวแทนของ “พรรคชาตินิยม” ให้ชัดเจน และน่าจะมีความคาดหวังให้กระแสนี้ ช่วยสร้างความนิยมให้แก่พรรคในอนาคต

2) กระแสอนุรักษ์นิยมไทยในช่วงที่ผ่านมา ถูกเงื่อนไขของสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครอบงำ จนทำให้กลุ่มขวาไทยในปัจจุบัน มีความเป็น “ชาตินิยมสุดโต่ง” มากขึ้น และเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม อันทำให้กระแสนี้เป็นชุดความคิดหลักของปีกขวาไทย ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นหลังจากการเคลื่อนไหวในประเด็นปราสาทพระวิหารในปี 2551 มาแล้ว

3) ในขณะเดียวกัน การก่อตัวของกระแสชาตินิยมในปี 2568-69 ก็ทำให้มีความเป็น “เสนานิยม” มากขึ้นตามไปด้วย และเชื่อแบบง่ายๆ ตามจินตนาการของตัวเองว่า สงครามไทย-กัมพูชาจะใช้เวลาไม่นาน แล้วกองทัพไทยจะชนะกัมพูชาได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือชนะอย่างไม่ยาก เพราะความเหนือกว่าทางทหารของไทย

4) ที่ต้องกล่าวถึงประเด็นนี้ เพราะในช่วงที่ผ่านมาดูจะมีความพยายามจากบางฝ่ายที่ “เชียร์” ให้เกิดสงครามไทย-กัมพูชารอบที่ 3 ดังมีความเชื่อเช่นที่กล่าวแล้วว่า สงครามรอบที่ 3 จะเป็น “ตัวปิดเกม” เพราะเชื่อตามกระแสเสนานิยมแบบด้านเดียวว่า ไทยมีความเหนือกว่าในทางทหาร และจะเอาชนะกัมพูชาได้

5) กระนั้น จะมีคำถามในอีกด้านว่า ถ้าสงครามเกิดจริงแล้ว ผลตอบแทนในทางยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งที่ 3 คืออะไร และเป็นไปได้หรือไม่กับความเชื่อแบบง่ายๆ ว่า การใช้อำนาจทางทหารของไทยจะทำให้อำนาจทางทหารของกัมพูชาสิ้นสภาพไป

6) เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามในทางปฏิบัติว่า ไทยจะสามารถเอาชนะกัมพูชาได้อย่างเบ็ดเสร็จตามจินตนาการในแผนยุทธการนั้น เป็นความจริงเพียงใด เพราะในปัจจุบัน กัมพูชาไม่ใช่รัฐเล็กในแบบของ “สงครามยุคกรุงศรีอยุธยา” ที่กองทัพอยุธยาสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ง่ายๆ หากกัมพูชาในปัจจุบัน ไม่ใช่รัฐที่ไร้ศักยภาพทางทหารแบบสิ้นเชิง จนไม่สามารถทำสงครามได้

7) ผู้นำไทยทั้งในฝ่ายการเมืองและการทหารอาจต้องตระหนักว่า กัมพูชาในเวทีโลกปัจจุบัน ไม่ใช่รัฐที่โดดเดี่ยว และดำรงอยู่อย่างปราศจากรัฐพันธมิตร และบางทีเราอาจต้องคำถามกันว่า ตกลงแล้วไทยมีพันธมิตรในเวทีสากลมากกว่ากัมพูชาจริงหรือ บางทีคำถามเช่นนี้ต้องการการวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อมูลจากวาทกรรม

8) ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ความเป็น “ชาตินิยมสุดโต่ง” ในภาวะที่ประเทศจะมีการเลือกตั้งนั้น ย่อมทำให้พรรคที่แสดงตนเป็นตัวแทนของกระแสชุดนี้ เป็นผู้ตักตวงคะแนนและรับประโยชน์ทางการเมืองโดยตรงจากกระแสนี้ หรือเกิดเป็นสภาวะ “กระแสชาตินิยมหลังเลือกตั้ง”

9) ว่าที่จริง การประกาศจุดยืนในแบบชาตินิยมสุดโต่งเช่นนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบมากเช่นนี้แต่ประการใด เพราะการเลือกตั้งเพิ่งผ่านไป และผลการเลือกตั้งก็ปรากฏชัดเจนที่ “พรรคชาตินิยม” ชนะ การประกาศท่าทีที่ต้องการยกเลิก “บันทึกช่วยจำ 44” จึงเป็นการประกาศทิศทางนโยบายต่างประเทศไทย ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายในสภา โดยเฉพาะมีการสั่งการจากว่าที่นายกฯ ให้ ครม. เตรียมประกาศยกเลิก

10) การประกาศท่าทีเช่นนี้ ด้านหนึ่งคือการเอาใจสุดๆ กับบรรดา “มวลชนชาตินิยม” ที่เกาะกระแสชาตินิยม เพราะว่าที่นายกฯ ออกมาประกาศเอง โดยไม่ต้องรอการเรียกร้องของฝ่ายขวา และทั้งยังเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนเพื่อให้ “ชนชั้นนำชาตินิยม” ให้การต้อนรับรัฐบาลใหม่อีกด้วย และหวังว่า กระแสนี้จะเป็นแรงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยดำเนินการทางการเมืองต่อไปในช่วงหลังเลือกตั้งอีกด้วย

11) การแสดงท่าทีเช่นนี้ อาจตีความได้ว่าเป็นดังการ “ปิดประตูการทูต” ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และมีนัยถึงการ “ปิดพรมแดน” ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณในตัวเองของรัฐบาลไทยหลังเลือกตั้ง ที่จะใช้แนวทางแบบชาตินิยมเป็นชุดความคิดหลักในการแก้ปัญหา (ดังเช่นท่าทีก่อนหน้านี้ของนายอนุทิน ที่ไม่ตอบรับกับข้อเสนอในการเปิดด่านชายแดนของทางฝ่ายญี่ปุ่น)

12) แต่ก็มีคำถามในอีกด้านว่า ว่าที่นายกฯ มีความรอบคอบเพียงใดในการพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่กลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายกรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ผู้นำไทยอาจต้องตระหนักว่า ความขัดแย้งยือเยื้อกับประเทศเพื่อนบ้านบนกระแสชาตินิยมนั้น อาจเป็นประโยชน์ทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง และเชื่อเพิ่มเติมอีกว่าในช่วงหลังเลือกตั้งนั้น กระแสชาตินิยมนี้อาจช่วยพยุงชัยชนะของพรรคที่แม้จะประสบปัญหาในการนับคะแนนการเลือกตั้งได้อีกด้วย เพราะกระแสต่อต้านผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็น “ไฟลามทุ่ง” และไฟลามทุ่งในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไฟนี้ถูกจุดด้วย “อารมณ์คน” ซึ่งก็คงได้แต่หวังว่า ปัญหานี้จะไม่ย้อนรอย “การเลือกตั้งสกปรกปี 2500” ที่จบลงด้วยการรัฐประหาร และตามมาด้วยการลี้ภัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

13) ถ้าว่าที่นายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันที่จะเลิก “บันทึกช่วยจำ 44” แล้ว ควรที่จะได้มีการปรึกษาผู้รู้ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจยกเลิกจากผลของกระแสชาตินิยม ที่ไม่ต้องการข้อพิจารณาใดๆ และอาจทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ได้ในระยะยาว

14) หน่วยราชการที่ถือว่า มีความรู้โดยตรงในเรื่องของเส้นเขตแดนทะเลคือ “กรมอุทกศาสตร์” ของกองทัพเรือ เนื่องจากบุคลากรของหน่วยไม่เพียงเป็นผู้รู้และเป็น “มืออาชีพ” ในเรื่องนี้เท่านั้น หากยังมีส่วนอย่างมีนัยสำคัญในการจัดทำบันทึกช่วยจำฉบับนี้ด้วย ถ้าผู้แทนกรมอุทกฯ ในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับสาระของเอกสารนี้แล้ว การลงนามสุดท้ายของผู้แทนฝ่ายไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในปี 2544

15) หรือในอีกทาง ว่าที่นายกฯ อาจขอความรู้โดยตรงจากนักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล ไม่ใช่ฟังจากความเห็นของสื่อบางฉบับ หรือจากนักเคลื่อนไหวต่อต้านบางคน ที่อาจมี “ความเห็นมากกว่าความรู้” และความเห็นบางอย่างอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จึงควรต้อง “ยอมฟัง” ผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญบ้าง

16) ถ้าจะตัดสินใจยกเลิกจริงเพื่อเอาใจกระแสชาตินิยมแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบให้ได้ในสาระสำคัญว่า อะไรจะเป็น “กรอบสำหรับการเจรจา” ปัญหาข้อพิพาทเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชาในอนาคต และในประเด็นนี้ อยากฟังข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบันว่า เขาควรจะให้ข้อปรึกษาข้อราชการแก่นายกฯ ในเรื่องนี้อย่างไร เพราะหลายครั้งที่นายกฯ ตอบสื่อเรื่องเส้นเขตแดนนั้น สะท้อนว่า นายกฯ “ไม่รู้” และไม่มีใครช่วยทำให้นายกฯ รู้เรื่องด้วย

ท้ายบท

บทความนี้ เขียนด้วยวัตถุประสงค์ที่อยากเห็นการตัดสินใจของรัฐบาลเกิดด้วยความใคร่ครวญ เพราะปัญหา “บันทึกช่วยจำ” ไม่ว่าจะเป็นฉบับปี 2543 หรือ 2544 ต้องการความรู้และความเข้าใจเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพราะถ้ารัฐบาลไทยจะตัดสินใจยกเลิกจริง ต้องไม่ใช่เป็นเพราะการ “เกาะกระแส” ที่เชื่อว่า แม้หลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว กระแสชาตินิยมจะยังคงช่วยอุ้มกระแสพรรคต่อไปในอนาคต

กระแสชาตินิยมจะช่วยสนับสนุนให้พรรคได้คะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้ง แต่กระแสนี้อาจจะไม่ช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านได้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว การเจรจาด้วย “หลักการและเหตุผล” จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหา เพื่อเปิดช่องทางให้คณะกรรมการทางเทคนิคเข้ามาช่วยให้เกิดความกระจ่างของปัญหาแนวเส้นเขตแดน และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่รัฐคู่พิพาท … ถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้ว ปัญหาความขัดแย้งที่เกิด จะยุติไม่ได้เลย … เว้นแต่บางคน บางกลุ่มไม่อยากให้ยุติ (555) !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’