MatiTalk ธิดา ถาวรเศรษฐ อ่านกลศึกหลังเลือกตั้ง 2569 ชัยชนะฝ่ายจารีต-อนุรักษนิยม บทเรียนคนอยากทำ Grand Compromise ?
รายงานพิเศษ : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“ปัจจัยที่มันทำให้การเลือกตั้ง 2569 เกิดสถานการณ์ที่แตกต่างจากปี 2566 เพราะว่ากลุ่มของฝ่ายจารีตแล้วก็ชาตินิยม-อำนาจนิยมขึ้นสู่กระแสสูง แม้เขาจะพูดว่าตัวเขาไม่ใช่ แต่จริงๆ การประกาศขั้วรักชาติ ไม่เลือกเราเขามาแน่อะไรต่างๆ ในตอนโค้งสุดท้าย มันแสดงให้เห็นถึงว่าสถานการณ์ในประเทศกระแสลมของการเปลี่ยนแปลงนั้น ปี 2569 แตกต่างอย่างสิ้นเชิง” ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช. มองผลการเลือกตั้ง 2569
อ.ธิดาเปรียบเทียบว่าในปี 2566 คนเบื่อทหาร เกิดกระแสมีเราไม่มีลุงขึ้นสูง พอมาถึงตอนนี้ (2569) เหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วง 2 ปีกว่า มันมีการข้ามขั้วเกิดขึ้น จนมันดูเสมือนหนึ่งว่าไม่มีขั้ว คือเหมือนกันหมดอยู่ในระนาบเดียวกันหมด เป็นพรรคการเมืองที่ต้องการเป็นรัฐบาลทั้งหมด มันไม่ได้แสดงออกถึงของขั้วของความเป็นฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจน
โดยการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเขายอมลงทุนผิดคำพูด อันนี้มันก็ทำให้ความพร่าเลือนของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย แล้วก็กลายเป็นว่ากระแสที่เกิดขึ้นมันกลายเป็นกระแสชาตินิยม จากที่ไม่โอเคกับ “ทหารปกครองประเทศมานาน” กลายเป็น “ทหารนิยม” กลายเป็นชาตินิยมจะต้องสนับสนุนทหารเพื่ออธิปไตย
เพราะฉะนั้นกระแสรักชาติกับทหารนิยมมันขึ้นสู่กระแสสูง ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมแล้วก็สันติวิธี ที่คำนึงถึง “มนุษยชาติ” ความเท่าเทียมในฐานะพลเมืองโลกถูกกดทับด้วยกระแสชาตินิยมมากกว่า
พอเกิดปัจจัยแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองปฏิบัติตัวอย่างไรสอดคล้องกับแนวทางชาตินิยมหรือไม่
ก็กลายเป็นว่าคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มีความได้เปรียบ ไปตามกระแสแล้วใช้กระแสนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกค้ำจุนโดยเสียงของพรรคประชาชน ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนฝ่ายเสรีนิยมด้วย อาจารย์ว่ามันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
อีกประเด็นสำคัญเราจะเห็นว่า จำนวนคนมาเลือกตั้งครั้งนี้แปลกนะ มันน้อยกว่าครั้งที่แล้ว ข้อมูลที่ออกมาคือราว 65% เทียบกับสัดส่วนปี 2566 ที่ทะลุ 75% (สูงที่สุด) ถือว่าต่างกันเยอะมาก
ดังนั้น มันก็มีผลด้วย นั่นก็คือความพร่าเลือนและความผิดหวัง ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งไม่มาออกเสียง ซึ่งจริงๆ อย่างน้อยๆ มันควรจะเท่าเดิม
เราจะเห็นว่า เสียงของขั้วฝั่งอนุรักษนิยม บัญชีรายชื่อคะแนนสูงขึ้น ภูมิใจไทยก็สูงขึ้นอย่างมาก ประชาธิปัตย์ก็สูงขึ้น
และต้องยอมรับการจัดการ ในส่วนของฝั่งจารีต โดยเฉพาะการวางแผนให้ได้วุฒิสมาชิกได้ตามที่ต้องการ ประกอบกับเขาทำ MOA กับพรรคส้มจนได้ใบอนุญาตที่ 1 มาค้ำจุน
คำว่า “Grand Compromise” จริงๆ ตอนนั้นอาจจะคุยกันถึงการเป็นรัฐบาลร่วมกันในภายหน้าด้วยหรือเปล่า? เราไม่รู้
แต่ชัยชนะครั้งนี้ฝั่งจารีตสามารถที่จะใช้สถานการณ์ยืดหยุ่นได้เป็นประโยชน์และมีการจัดการได้สอดคล้องดีมีการจัดการวางแผนอย่างดี
เป็นพัฒนาการของฝั่งอนุรักษนิยม แต่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยถ้าคุณไม่ได้จัดการ-ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังดีใจที่ประชามติ “เห็นชอบ” ได้รับชัยชนะ ได้เสียงเด็ดขาดมากกว่า ประชาชนไม่ควรจะเสียใจมาก อย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นก้าวแรกที่เราจะเดินไปสู่ว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่
: ใช้คำว่า “ฝ่ายประชาธิปไตยถดถอย” ได้ไหม?
ถือว่า “ได้” เพราะการดำเนินแนวทางนโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งข้ามขั้วไป และการทำ MOA ของพรรคประชาชนนำมาสู่ผลการเลือกตั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนนะว่า “ประชาชนไม่ใช่ของตายนะ” ไม่ใช่ก้อนหิน เขามีชีวิตจิตใจ แล้วก็มีสวิงโหวตอยู่จำนวนหนึ่งในประเทศไทย
จริงๆ ก็มีคนที่เขาอยากจะก้าวหน้าแต่เผอิญมีเรื่องชาตินิยมเข้ามาเขาก็อาจจะสวิงไปก็ได้ จะบอกว่าถดถอยมันได้นะ เพราะปกติเราจะมีการต่อสู้ในเวทีรัฐสภาผ่านพรรคการเมืองกับนอกเวทีรัฐสภาที่แล้วมา นอกเวทีรัฐสภากลุ่มเยาวชนก็ถูกจับกุมคุมขังมากมาย ก็คิดเอาว่า ในเวทีรัฐสภามันควรจะได้รับชัยชนะแล้วมาแก้ปัญหา
แต่พอมาเจอกระแสลมชาตินิยมที่ทำให้เกิดเป็นพายุหมุนของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มันก็เลยทำให้โกลาหล
ครั้งนี้อาจารย์ก็หวังว่า ถ้าเกิดพรรคเพื่อไทยไม่ได้ไปร่วมรัฐบาลกับเขา และพรรคประชาชนไม่ได้ไปร่วมรัฐบาลกับเขา หรือแม้กระทั่งประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ไปร่วม 3 พรรคร่วมกันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วก็ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อพรรคการเมืองของตัวเองและต่อประชาชนข้างหน้า
เอาภารกิจนี้แทนที่จะเป็นเป็นรัฐบาลมันก็เป็นเกียรติยศนะ ถ้ามองดีๆ มันก็เป็นเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ เอาจุดอ่อนมาปรับปรุงพรรคตัวเอง
อีกด้านคือ การสร้างพรรคให้เป็นพรรคมวลชนที่เติบใหญ่ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้การต่อสู้นอกเวทีรัฐสภาที่กำลังลำบากอยู่ให้มันก้าวหน้าไปได้
ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาลก็มีภารกิจใหญ่ทั้งสร้างพรรคขึ้นมาให้เป็นพรรคมวลชนจริงที่ก้าวหน้าจริง แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือทำให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าให้ได้
อาจารย์มองว่าไม่ควรจะไปเป็นรัฐบาลนะทั้งพรรคแดงพรรคส้มผลักดันเรื่องรัฐธรรมนูญแล้วก็เรื่องกฎหมายเรื่องทวงความยุติธรรม

: ถือเป็นครั้งแรกที่ฝั่งอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งอย่างชัดเจน?
ถ้าเราดูย้อนหลังไป ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 ลักษณะจะเป็นพรรคท้องถิ่น แล้วพรรคใหญ่เดิมจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่ว่าพอมีรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้มีพรรคใหญ่ 2 พรรค โดยที่พรรคไทยรักไทยไม่ว่าจะมาในชื่ออะไรก็จะชนะมาตลอด
ครั้งนี้ต้องถือว่าการชูธงชาตินิยมอย่างชัดเจนแล้วได้รับชัยชนะ ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ ถ้าฝ่ายที่ก้าวหน้าแก้เกมไม่ทัน ก็เป็นเรื่องที่อันตรายในความคิดของอาจารย์ เพราะมองว่าพวกชาตินิยมหรือโหนชาติพวกนี้ไม่ได้ทำประเทศก้าวหน้ามันมีแต่ทำให้ประเทศย่อยยับ ที่แล้วมา 10 ปียังไม่พออีกหรือ? แต่เที่ยวนี้เพียงมันไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคทหาร ทหารไม่ต้องมาปกครอง แต่ว่าทัศนคติในการปกครองประเทศมันจะเป็นทัศนคติที่น่าเป็นห่วง
เพราะฉะนั้นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่พ่ายแพ้ไปต้องรีบยืนให้ได้ ไม่เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร
อาจารย์ขอให้กำลังใจให้เดินให้ถูกทาง ถ้าจุดยืนคุณคือต้องการเป็นรัฐบาลอย่างเดียวแล้วคุณยอมทำ Grand Compromise อันนั้นอนาคตประเทศมืดเลย
แปลว่าเวทีรัฐสภาไม่ใช่เวทีของการต่อสู้ของประชาชน เพราะถูกครอบงำด้วยความคิดที่ต้องการเป็นรัฐบาล ถูกครอบงำด้วยฝังจารีตและอำนาจนิยม
เราต้องทำให้มวลชนเติบใหญ่เป็น active citizen ไม่ใช่อยู่ในระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่ แสดงให้เห็นว่าสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์ยังดำรงอยู่ มันเป็นโครงสร้างชั้นบนของสังคม ที่เราอยู่ในระบบนี้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยสมัยก่อนเป็นไพร่ต้องมีนายสังกัด
ทั้งหมดนี่คือสงคราม ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชน สงครามที่ว่าอำนาจจะอยู่ที่ชนชั้นนำหรืออยู่ที่ประชาชน มันต้องมีการศึกมาไล่มาตั้งแต่ ปี 2475 ซึ่งมันจะครบ 100 ปีอยู่แล้ว บางครั้งแพ้บางครั้งชนะ แต่เป็นชัยชนะที่ไม่ถาวร ครั้งนี้ก็เป็นการศึกซึ่งดูเหมือนแพ้ แต่ถ้าเรายังมั่นคง ใครจะไปรู้อาจจะไม่ต้องรอถึง 4 ปีก็ได้ ฉะนั้น ต้องเร่งสร้างพรรคที่เป็นพรรคมวลชนที่ก้าวหน้า
แต่ตราบใดที่ชนชั้นนำผู้ปกครองยังมีอำนาจอยู่ การจะทำ Grand Compromise แปลว่าคุณต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบงำที่เขาควบคุมคุณได้
ตัวอย่างของพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว ถามว่าทำอะไรได้ไหมถ้าเขาไม่อนุญาต
บางอย่างถึงเขาอนุญาตไปแล้วเขาก็กลับคำได้ก็คือฉันไม่ต้องการคุณแล้ว เพราะฉะนั้นเขาต้องเสียนายกฯ ไป 2 คน อันนั้นก็พยายามจะทำ Grand Compromise นั่นก็คือตัวอย่าง
แล้ว MOA ก็เป็น Grand Compromise ที่เอ่ยมาจากปากของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่จะมองไปข้างหน้ายังไม่ทันไร มันก็ล้มเหลว เพราะฉะนั้น ในความเชื่อของอาจารย์นะยังทำไม่ได้ ถ้าอำนาจต่อรองของประชาชนยังไม่สูงพอ!
สงครามนี้ยังต้องใช้เวลายาวนานเพราะเราต้องการสู้แบบสันติวิธี แต่ว่าในฝั่งของฝั่งจารีตนั้น อาจารย์คิดว่ามันไม่สันติวิธีนะ เขาจะใช้ทุกรูปแบบเป็นท่วงทำนองของฝั่งจารีต เรียกว่า ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ ต้องได้ด้วยคาถาอะไรแบบนั้น มันยังอีกนาน
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน อันนี้ร่วม 20 ล้านคนที่ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ คสช.พื้นฐานตัวนี้เป็นพื้นฐานที่ดี ขอแต่เพียงให้พรรคการเมือง-ขบวนการประชาชนนั้นมีการจัดการที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง
จริงๆ ถ้าครั้งนี้ประชามติแพ้ อาจารย์คงเศร้าเลย ครั้งนี้มีประชาชนที่ไม่ต้องการเอามรดกของ คสช.มาเป็นรัฐธรรมนูญอีกต่อไป อันนี้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถต่อยอดไปได้ แต่ปัญหาของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องแก้ตัวเอง

: ในฐานะอดีตมิต“พรรคเพื่อไทย” อาจารย์มองว่าเขาควรจะเลือกเป็นฝ่ายค้าน หรือเป็นรัฐบาล
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เลือกเป็นฝ่ายค้าน แต่ว่าเขาอาจจะเลือกเป็นรัฐบาล เพราะว่าเขายังมีปัญหาที่ยังมีตัวประกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ คุณอุ๊งอิ๊ง ถ้าเลือกเป็นฝ่ายค้าน เขาก็สามารถเดินหน้าเรื่องฮั้วสว. แต่ว่ามันอาจจะ effective หรือเปล่า ถ้าเขาเลือกเป็นรัฐบาล มันก็คล้าย ๆ ประชาธิปัตย์ที่มีเสียงอยู่นิดหน่อย แล้วก็ร่วมรัฐบาลอย่างครั้งที่แล้ว แต่พอคุณอภิสิทธิ์มา เขาได้ สส.บัญชีรายชื่อ มากขึ้น อาจารย์ดูท่วงทำนองเขา เขาไม่สนใจจะเป็นรัฐบาล เขาอยากจะสร้างพรรค ปัญหาอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะสร้างพรรคขึ้นมาให้เป็นพรรคที่ไม่ตายอย่างที่เขาเองก็พูด อาจจะไม่ยิ่งใหญ่มาก แต่ว่าขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลางก็ยังดี ตอนนี้เหมือนกับว่าสลับที่กับพรรคภูมิใจไทยนะ เขาเคยยิ่งใหญ่แบบพรรคไทยรักไทย หมายถึงคนเลือกนะ แล้วพรรคภูมิใจไทยเคยเป็นพรรคขนาดกลาง ตอนนี้เขาก็สลับที่กันอยู่
พรรคเพื่อไทยต้องมีจุดยืนให้ชัดว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน? คุณจะสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ข้ามไปข้ามมามันไม่ได้ จะบอกว่าเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย มันก็ไม่ใช่แล้ว เพราะคุณข้ามขั้วไปแล้ว แต่เข้าใจได้ว่าคุณอยากเป็นรัฐบาล แล้วสุดท้ายคุณก็ถูกจัดการมาตลอดเลย แล้วทำไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาเมตตาคุณทักษิณแล้วก็บอกให้ติดคุก 1 ปี คุณก็ยังไปอยุ่ชั้น 14 เพื่อไม่ให้ติดคุก ไม่รู้ความคิดอะไร แล้วก็การให้คุณอุ๊งอิ๊งขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หลายคนก็บอกถ้าเอาคุณยศชนันเป็นนายกฯ ตั้งแต่ตอนก่อนหน้านั้นก็อาจจะปัญหาน้อยหน่อย มันอยู่ที่ว่าคุณทำทุกอย่างเพื่ออะไร ถ้าคุณทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนะ พรรคคุณก็จะเล็กลง แต่ถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม จะมีคนร่วมสู้ไปกับคุณ แต่ถ้าเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ใครเขาจะเอาด้วยล่ะ เขาก็ต้องหนีคุณหมด ครั้งที่แล้วคนมาโกรธอาจารย์ว่าจะหายไป 5 ล้าน แล้วมันก็หายไป 5 ล้านจริง แล้วบางคนอย่างหมอชลน่าน หรือว่าหลาย ๆ คนที่เคยได้คะแนนเสียงมา ก็ไม่มีใครคาดว่าครั้งนี้จะสอบตก เพราประชาชนไม่ใช่ก้อนหิน ประชาชนมีชีวิต มันไม่ใช่อะไรที่อยู่ในกระเป๋า แล้วก็หอบกระเป๋ามาแล้วมันแน่นอน เขามีชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นครั้งนี้เขาก็เปลี่ยนไป support ฝั่งชาตินิยม แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไปหมด เขายังไม่เอารัฐธรรมนูญเก่าของทหาร นี่คือด้านดี เพราะฉะนั้น ถ้าทำพรรคให้ดี ๆ คนก็ยังสนับสนุนได้
: แปลว่าอาจารย์มองว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้ก็คือถ้าไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับส้ม อาจจะโอเคกว่า
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อาจจะโอเคกว่า เพราะว่าเขาเคยได้ 15 ล้าน กลับมาจำนวนหนึ่งก็ดี ยังเป็นไปได้ แต่ว่ามันก็ต้องพิสูจน์ เพราะว่าครั้งนี้พรรคส้มก็เสียรังวัดไปเหมือนกันที่ไปทำ MOA ตอนแรกเพื่อไทยก็นึกว่าแดงไหน ๆ ก็จะกลับมา มันยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะพรรคส้มถึงแม้ว่ามีความผิดเรื่อง MOA นะ ในทัศนะของคนบางส่วนนะว่าคุณประเมินอนุทินและพรรคภูมิใจไทยต่ำเกินไป และไม่ประเมินเขาในฐานะที่เป็นขั้วของชนชั้นนำ คุณกลับไปติดปีกหรือใส่ลิฟต์ให้เขาขึ้นมาเป็นพรรคระดับบนเลย แต่ว่ารวม ๆ แล้ว ทัศนะที่ก้าวหน้า ความแข็งแกร่ง และกล้าพุ่งชน มันยังมากกว่าพรรคเพื่อไทย ที่พูดอย่างน้อยที่สุดก็คือต่างพรรคต้องรักษามวลชนเอาไว้ไม่ให้ไปอยู่ที่พรรคอื่นหมด เพราะว่าอาจารย์ประเมินแล้วว่าคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน รอบแรกหายไป 5 ล้าน รอบที่ 2 หายไปอีก 5 ล้าน ในความคิดของอาจารย์นะ แล้วมันจะหายไปอีกถ้าหากว่าเขายังคิดว่าคนเสื้อแดงเป็นอะไรที่อยู่ในกระเป๋า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
