หนึ่งในคำถามภาคปฏิบัติของวิชารัฐศาสตร์ที่ชวนให้ผู้คนในหลายประเทศในหลายยุคต้องถกแถลงกันอย่างมากคือ ถ้ารัฐบาลเผด็จการถูกโจมตีอย่างหนักจากการใช้อำนาจอย่างผิดๆ แล้ว ผู้นำรัฐบาลในบริบทเช่นนี้จะทำอย่างไร หรือจะมีทางออกอย่างไร
เราอาจจะเห็นคำตอบที่เป็นจริงจากเวทีการเมืองโลก … ผู้นำเผด็จการทั่วโลกมักมีวิธีคิดในการรักษาอำนาจที่อาจไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ในทำนองเดียวกัน “อธิการเผด็จการ” ก็กระทำไม่แตกต่างกันด้วย
รัฐบาลเผด็จการกับการแต่งหน้า
หากเราดูการเมืองในระดับมหภาค เราจะเห็นคำตอบอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้นำเผด็จการต้องอาศัยการ “สร้างภาพ” เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาภายใน ในอีกทางหนึ่งเราอาจกล่าวในทางการเมืองได้ว่า ผู้นำรัฐบาลเหล่านี้มักใช้นโยบายแบบ “แต่งหน้า” เพื่อทำให้หน้าตาของตัวผู้นำและรัฐบาลของดู “สวยงาม” ในทางการเมือง
ดังนั้น จึงอยากขอเรียกการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ว่า “Cosmetic Policy” ที่อาศัยอำนาจในความเป็นรัฐบาล สร้างภาพเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ และดึงความสนใจของประชาชนออกไปจาก “ปัญหาภายใน” ที่เกิดการใช้อำนาจของรัฐบาลเอง เช่น ถ้าเกิดปัญหาจากสภาวะแบบอำนาจนิยม รัฐบาลก็จะสร้าง “ภาพของความสำเร็จ” ผ่านกลไกอำนาจรัฐ เพื่อให้คนในประเทศหลงไปในทิศทางของการโฆษณาชวนเชื่อเช่นนั้น หรือเห็นแต่ความสำเร็จที่รัฐบาลนำเสนอด้วยความชื่นชื่นชม จนลืมปัญหาของความเป็นเผด็จการ
การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการสร้างภาพของความสำเร็จ จึงเป็นการดำเนินการของรัฐบาลอำนาจนิยมที่เรามักจะพบเห็นได้เสมอๆ เช่น ในการปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์ที่มีการควบคุมและจำกัดเสรีภาพอย่างมากนั้น กลไกการโฆษณาชวนเชื่อจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ
ดังนั้น จึงเป็นที่รับรู้กันว่า เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนไม่พอใจต่อการควบคุมเช่นนี้ รัฐบาลก็จะสร้างภาพความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ และอาศัยภาพเช่นนี้กลบปัญหาความเห็นต่าง และความไม่พอใจของประชาชนต่อระบอบเผด็จการ
หรือในกรณีของเกาหลีเหนือ ถ้าประชาชนไม่พอใจต่อระบอบอำนาจนิยมของรัฐบาลเกาหลีเหนือแล้ว พวกเขาก็จะถูกทำลายความไม่พอใจเช่นนี้ ด้วยภาพความสำเร็จของรัฐบาลเปียงยาง โดยเฉพาะความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จนในสภาวะปัจจุบัน เราอาจต้องถือว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์” ในเวทีโลกแล้ว ซึ่งก็หวังว่า ความภาคภูมิใจเช่นนี้จะเป็นปัจจัยในการกลบปัญหาการใช้อำนาจเผด็จการในทางการเมือง และยังช่วยในการกลบปัญหาความยากจน และความอดอยากที่เกิดขึ้นในสังคม
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเป็นคำตอบเช่นนี้ บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการดำเนินนโยบายแบบ “แต่งหน้า” … ไม่ว่าเราจะใช้ในการแต่งหน้าคน หรือแต่งหน้าเค้ก อาจไม่แตกต่างกันในเชิงภาพเปรียบเทียบคือ การทำให้เห็นภาพหน้าฉากที่สวยงาม
ภาพที่รัฐบาลเผด็จการใช้ในการสื่อสารกับสังคมภายในและภายนอก ล้วนมาจากการ “แต่งหน้า” เพื่อทำให้สังคมเห็นแต่สิ่งที่สวยงามที่รัฐบาลอยากนำเสนอ ในทำนองเดียวกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลเผด็จการจะนำเสนอถึงการดำเนินการในแบบอำนาจนิยม อันเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์ได้ง่าย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเสนอ “ภาพลวงตาของความสำเร็จ” ให้ผู้คนในสังคมได้เห็น และเกิดอาการ “เคลิ้ม” ตามไปด้วย อันจะส่งผลทำให้เกิดการยอมรับในทางการเมือง หรือทำให้คนในสังคมไม่รู้สึก “อยากต่อต้าน” หรือเกิดอาการ “ยอมจำนน”
แน่นอนว่า นโยบายแต่งหน้าในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และได้เห็นมาแล้วในหลายประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการ และไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์เท่านั้น เผด็จการในรูปแบบอื่นๆ ก็มักมีชุดความคิดไม่แตกต่างกัน การสร้างภาพด้วยการ “แต่งหน้า” จึงเป็นสิ่งเห็นได้เสมอ เพื่อใช้ในการดึงเสียงของมวลชนให้หันไปสนับสนุนตน หรือรัฐบาลของฝ่ายตน
มหาวิทยาลัยเผด็จการ
เมื่อต้องหันกลับมาดู “ระบอบเผด็จการ” ในลา ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้แล้ว เรากำลังเห็นนโยบาย “แต่งหน้า” ไม่แตกต่างกัน … ต้องยอมรับว่า ท่านผู้นำมารับตำแหน่งที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยไม่กี่ปีเท่านั้นเอง แต่ฝีมือเกมทางการเมืองนั้น ต้องถือว่า “ไม่ธรรมดา” อย่างยิ่ง เพราะมีทั้ง “ลูกรับ-ลูกชน” อย่างไม่กลัวใคร เพราะในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ภายใต้ระบบ “เผด็จการอุปถัมภ์” ที่ท่านผู้นำและบรรดาทั้ง “สมุนและลิ่วล้อ” ออกแรงสร้างนั้น ท่านถือว่า “อธิการเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว” … ใครจะมาส่งเสียงค้าน ออกเสียงแย้ง มีคำตอบประการเดียวว่า “ออกไปไกลๆ เลย” พร้อมกันนี้ ก็มีการสร้างภาพเพื่อกลบความเป็นเผด็จการ
อีกทั้ง ท่านผู้นำยังกระทำการแบบไม่อายใคร และไม่กลัวใคร ด้วยการแสดงให้เห็นว่า ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นายกสภาฯ ก็ไม่มีอำนาจ … นโยบายแบบอันธพาลข้างถนนเพื่อ “ให้รู้ว่าใครใหญ่” จึงออกประกาศสั่งยึดอำนาจจากสำนักงานสภามหาวิทยาลัยมาไว้กับอธิการเท่านั้น … ในทางการเมืองต้องเรียกว่า “รัฐประหารเงียบสภาฯ” เลยครับ ตอบง่ายๆ ในเชิงบริหารว่า “บ้าดีครับ!” แต่ก็เพื่อส่งสัญญาณถึงทุกคนว่า อธิการเท่านั้นที่เป็นใหญ่ในที่แห่งนี้ และใครขัดขวาง จะถูกกลั่นแกล้ง เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจของฝ่ายบริหาร” ที่ท่านผู้นำสามารถใช้ในการจัดการกับผู้เห็นต่างในมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี และให้รางวัลฝ่ายตนอย่างดีด้วยเช่นกัน
หรือเมื่อทราบว่า จะมีรายการนายกสภา ฯ พบประชาคม ท่านผู้นำและลูกสมุนก็ชิงตัดหน้า 2 วัน (2 วันก็เอา !) เพราะท่านผู้นำก็แสดงอาการว่า อยากพบประชาคมบ้าง แต่ห้ามถามนะ ท่านขอพูดฝ่ายเดียว และ “คุยโม้” ถึงผลงานสารพัด ซึ่งก็คือรายการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อใช้ในการ “แต่งหน้า” ตัวท่านผู้นำในวันที่ถูกวิจารณ์มากๆ
แน่นอนว่า ท่านผู้นำเผด็จการย่อมไม่ประสงค์จะได้ยินเห็นต่าง ท่านชอบแต่ “เสียงชม” และมีกติกาแบบอำนาจนิยมเป็นหลักการใน “ระบอบเผด็จการลา ลา แลนด์” ว่า “ยิ่งชม ยิ่งชอบ” … จนเลยเถิดไปคิดตามใจตัวเองว่า มหาวิทยาลัยเป็น “สมบัติส่วนตัว” ของท่านและครอบครัว จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ ต้องตามใจท่าน
แต่พวกเราก็อาจต้องทำความเข้าใจในประเด็นนี้ เนื่องจากครอบครัวของท่านผู้นำทำธุรกิจ “หากิน” ในมหาวิทยาลัยมาก่อน แล้ววันหนึ่ง บริษัทของท่านเกิดปัญหากับ “คุณหญิงป้า” ที่ดูแลมหาวิทยาลัย ท่านจึงได้ต่อสู้ในทุกวิถีทางด้วยความเชื่อว่า การจะ “ทวงสมบัติ” คืนได้ จะต้อง “ยึดมหาวิทยาลัย” ให้ได้ (555!)
หากเปรียบเทียบว่า มหาวิทยาลัยว่าเป็นดัง “คฤหาสน์หลังงาม” ที่เดิมอยู่ภายใต้การปกครองของ “คุณหญิงป้า” จนในที่สุดวันหนึ่ง เมื่อท่านผู้นำชนะการสรรหาได้สถานะเป็น “เจ้าของ” คฤหาสน์แห่งนี้ ก็ได้ผลักให้ คุณหญิงป้า และบรรดาบริวารเก่าออกไปแล้ว แต่ที่หนักกว่าเก่า ก็เพราะหลังจากการไล่คุณหญิงป้าออกไป คุณหญิงคนใหม่ออกมาประกาศตัวเสวยสุข พร้อมกับการเข้ามาของบริวารชุดใหม่ และยังใช้วิธีอันธพาล “เล่นงาน” คนในบ้านไปทั่ว จนกลายเป็นสถานการณ์ที่ “วิกฤตการบริหาร” ในแบบที่หลายฝ่ายไม่เคยเจอมาก่อน
ในภาวะเช่นนี้ ท่านผู้นำอาจคิดเอาเองแบบในนวนิยายไทยว่า ท่านได้เอา “สมบัติเจ้าคุณปู่” คืนมาแล้วจาก “คุณหญิงป้า” ดังนั้น ท่านจะทำอย่างไรย่อมเป็น “เอกสิทธิ์” ของท่าน เพราะสมบัตินี้เป็นของท่านแต่ผู้เดียว
ในขณะเดียวกัน สภามหาวิทยาลัยก็ถูกท่านผู้นำ “ก่อกบฏ” ยึดอำนาจไปหมดแล้ว พร้อมกันนั้น ยังเห็นถึงการเปลี่ยนจุดยืนของสมาชิกสภาฯ บางส่วน ที่พร้อมจะเข้าร่วมกระบวนการสร้างระบอบ “อำนาจนิยม” ในมหาวิทยาลัยอย่างไม่อาย จนสภาฯ ถูกทำให้เป็น “สภาเป็ดง่อย” ไปแล้ว รอวันที่ปัญหาจะปะทุรุนแรงมากขึ้น
วิกฤตมหาวิทยาลัย
ด้วยความรับรู้ของสังคมภายในต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในลา ลา แลนด์นั้น มีความเห็นตรงกันประการหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในท่ามกลาง “พายุใหญ่” และอาจต้องถือว่า “พายุแห่งวิกฤต” ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และไม่มีคำตอบชัดเจนว่า พายุนี้จะจบลงอย่างไร หรือความเร็วของกระแสลมพายุครั้งนี้จะลดลงเมื่อใด
ที่สำคัญไม่มีใครตอบได้ว่า พายุแห่งวิกฤตครั้งนี้จะพัดพาอะไรไปบ้างกับกระแสลมแรงที่เกิดขึ้น อีกทั้ง คาดเดาได้ยากว่า ในท่ามกลางกระแสลมแรงครั้งนี้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางพายุใหญ่ลูกนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยดูจะเชื่อมั่นอย่างมากว่า เขาสามารถร่าย “มนต์วิเศษ” ที่จะ “สะกดลมพายุ” ให้สิ้นความรุนแรงได้ ด้วยการสร้างภาพและการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น การเปิดเวทีเพื่อพบกับมวลชน พร้อมกันนั้น ยังได้สร้างภาพในทุกวาระที่โอกาสจะอำนวยในแบบ “Cosmetic University” ไม่ต่างจากการสร้างภาพของระบอบเผด็จการเช่นในประเทศอย่างเกาหลีเหนือ เป็นต้น
แน่นอนว่า สำหรับมวลชน “FC-ฝ่ายบริหาร” การออกมานำเสนอผลงานเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดเสียงชื่นชมในหมู่มวลชนฝ่ายตัวเอง เข้าทำนองว่า “พูดกันเอง เชียร์กันเอง” และเป็นการหาเสียงในแบบผู้นำเผด็จการอย่างแท้จริง … ท่านผู้นำพูดคนเดียว มวลชนมีหน้าที่ฟัง มวลชนไม่มีหน้าที่ถาม และมวลชนแสดงออกได้อย่างเดียวคือ ต้องชื่นชมความสำเร็จของท่านผู้นำเท่านั้น เพราะภาพที่สวยงามได้ถูก “แต่งหน้า” ออกมาโฆษณาให้เห็นกัน
บทบาทของ “อธิการอำนาจนิยม” เช่นนี้ ทำให้ผมเห็นภาพของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกลอยมาเลยครับ ตกลงเราอยู่ในมหาวิทยาลัย หรืออยู่ในระบอบเผด็จการ หรือทั้งหมดนี้คือ “เผด็จการมหาวิทยาลัย” ที่น่าอับอาย
ปล: การต่อสู้กับระบอบเผด็จการมหาวิทยาลัย ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ถ้ากระทรวง อว. ไม่บังคับใช้กติกาที่โปร่งใสกับมหาวิทยาลัย และ ปปช. ไม่ยื่นมือเข้ามาตรวจสอบทุจริตของฝ่ายบริหารในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง
